สุดเดือด ‘กมธ.กฎหมาย’ ชำแหละข้อมูลสามี ‘สส.ไอเดียร์’ ด้าน ‘ศุภชัย’ นำทีมวอล์กเอาต์

22 ต.ค. 2569 - 14:33

  • ถกเดือด ‘กมธ.กฎหมาย’ สอบหุ้นเว็บพนัน ‘ศุภชัย’ นำทีมฝ่ายรัฐบาลวอล์กเอาต์ หลังปะทะ ‘รังสิมันต์’ ปมอำนาจ ปธ.กรรมาธิการ

  • ‘ศิริโชค’ เปิดปมต่อยอดสอบเส้นทางเงิน มุ่งหา 88 ล้านเหรียญ Shuffle ตั้งข้อสงสัยมูลค่าหุ้นและช่วงเวลาถือครอง

  • จับตาข้อสงสัยผลประโยชน์ทับซ้อน ช่วง ‘สส.ไอเดียร์’ ดำรงตำแหน่งเลขานุการ รมว.ดีอี ขณะที่เจ้าตัวไม่ตอบคำถามสื่อ

สุดเดือด ‘กมธ.กฎหมาย’ ชำแหละข้อมูลสามี ‘สส.ไอเดียร์’ ด้าน ‘ศุภชัย’ นำทีมวอล์กเอาต์

การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน เกิดความขัดแย้งระหว่างกรรมาธิการฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน กรณีการเชิญ ศิริโชค โสภา อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นในธุรกิจที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ของสามี สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย

ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธาน กมธ. ทักท้วงว่าการพิจารณาเรื่องดังกล่าวยังไม่มีมติของคณะกรรมาธิการ โดยอ้างถึงแนวทางการทำงานที่หารือร่วมกับประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานกรรมาธิการ 35 คณะ ซึ่งกำหนดให้ที่ประชุมต้องมีมติว่าจะรับเรื่องเข้าสู่การพิจารณาหรือไม่ ก่อนดำเนินการตามขั้นตอน

ศุภชัยจึงเสนอญัตติเพื่อขอมติที่ประชุม ขณะที่ ปิยรัฐ จงเทพ รองประธาน กมธ. เห็นว่า หากจะบรรจุเรื่องใหม่ต้องดำเนินการก่อนวันที่มีการขอมติ เนื่องจากมีการส่งหนังสือนัดประชุมไปแล้วตั้งแต่วันที่ 9 ต.ค.

ด้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กรรมาธิการสัดส่วนพรรคประชาชาติ ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวมีการประชุมต่อเนื่องมาแล้ว 8 ครั้ง จึงเป็นเรื่องเดิม ไม่ใช่เรื่องใหม่ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการขอมติควรใช้กับเรื่องใหม่มากกว่า

พ.ต.อ.ทวีอธิบายว่า ก่อนหน้านี้มีการพิจารณาประเด็นสินบน 40 ล้านบาท และข้อมูลเว็บพนัน 4,000 เว็บไซต์ ก่อนขยายผลมาถึงกรณีที่บางเว็บไซต์อาจใช้ช่องทางของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าชี้แจงแล้ว จึงเห็นว่าควรดำเนินการต่อเนื่องตามประเด็นเดิม

‘ศุภชัย’ ย้ำต้องสร้างบรรทัดฐาน ไม่ใช่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ

ศุภชัยชี้แจงว่า การเสนอญัตติไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่ต้องการให้ กมธ. ดำเนินงานตามข้อบังคับและรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างบรรทัดฐานสำหรับการทำงานในอนาคต โดยเห็นว่าการบรรจุเรื่องเข้าสู่วาระไม่ควรขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประธานเพียงคนเดียว

ศุภชัยยังโต้แย้งว่า หากปล่อยให้การดำเนินงานเป็นไปตามแนวทางเดิมโดยไม่มีมติรองรับ อาจกลายเป็นแบบอย่างให้ประธานกรรมาธิการชุดต่อไปใช้อำนาจในลักษณะเดียวกัน พร้อมยืนยันว่าไม่ได้ติดใจว่าผลการลงมติจะออกมาอย่างไร แต่ต้องการให้กระบวนการเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน

ขณะที่รังสิมันต์ขอให้ศุภชัยสรุปประเด็น ทำให้ศุภชัยตอบโต้ว่า ตัวเองพูดจบแล้ว และการเชิญบุคคลมาให้ข้อมูลเป็นอีกประเด็นหนึ่ง พร้อมเสนอให้ลงมติให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับความชอบธรรมของกระบวนการในภายหลัง

ที่ปรึกษา กมธ. ให้ความเห็นว่า ข้อถกเถียงอยู่ที่อำนาจของประธานกรรมาธิการกับอำนาจของคณะกรรมาธิการ โดยระบุว่าในหลายคณะ ประธานมีอำนาจบรรจุระเบียบวาระตามแนวทางข้อบังคับการประชุมสภาที่นำมาใช้โดยอนุโลม พร้อมย้ำว่ากรณีนี้เป็นเรื่องเดิม

‘ภูมิใจไทย’ โต้ประธานใช้อำนาจไม่เหมาะสม ชี้ กมธ. ไม่ใช่หน่วยไล่หาผู้กระทำผิด

ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ กรรมาธิการจากพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีกรรมาธิการบางคนไม่เข้าร่วมประชุมก่อนหน้านี้ 2 ครั้ง โดยยืนยันว่าตนลาเพราะติดภารกิจ ไม่ใช่การบอยคอต แต่มีนัยที่ประธานน่าจะเข้าใจได้จากการลาพร้อมกัน

ณัฐวุฒิยังวิจารณ์การใช้อำนาจของประธาน โดยอ้างถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 129 ว่าการดำเนินการเพื่อสอบหาข้อเท็จจริงต้องอยู่ในขอบเขตหน้าที่และอำนาจของสภาและกรรมาธิการ พร้อมตั้งคำถามว่าการตรวจสอบดังกล่าวจะนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายหรือเกี่ยวข้องกับการสร้างความยุติธรรมอย่างไร

ณัฐวุฒิระบุว่า กมธ. การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ควรทำงานให้สอดคล้องกับชื่อและอำนาจหน้าที่ของคณะ ไม่ใช่ทำหน้าที่ค้นหาผู้กระทำผิด ซึ่งไม่ใช่บทบาทโดยตรงของกรรมาธิการ

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงปัญหาการทำงานภายในคณะ ทั้งการประชุมที่กำหนดให้จัดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง แต่มีการประชุมถึงสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ตลอดจนการที่โฆษกกรรมาธิการไม่ได้ทำหน้าที่ตามที่ควร เนื่องจากประธานเป็นผู้แถลงข่าวทั้งก่อนและหลังประชุม

ด้านกรรมาธิการจากพรรคประชาชนยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นที่พิจารณาต่อเนื่องมาแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องขอมติใหม่ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเปิดพื้นที่ถกเถียงและเคารพความเห็นที่แตกต่าง โดยเห็นว่าการยุติการทำหน้าที่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ย่อมทำให้สังคมตั้งคำถามต่อการทำงานของสภา

‘ศุภชัย’ ประท้วงก่อนนำกรรมาธิการฝ่ายรัฐบาลวอล์กเอาต์

ระหว่างที่ยังมีการถกเถียงเรื่องอำนาจของประธานกับมติของกรรมาธิการ รังสิมันต์ได้ตัดบทให้ศิริโชคขึ้นชี้แจง ทำให้ศุภชัยพยายามขอพูด แต่รังสิมันต์ระบุว่า “ถ้าผมให้ใครพูดก็คือคนนั้น”

ศุภชัยจึงโต้แย้งว่า ประเด็นที่กำลังอภิปรายไม่เกี่ยวข้องกับศิริโชคโดยตรง และตั้งคำถามว่าทำไมประธานจึงให้ศิริโชคพูดในช่วงดังกล่าว ขณะที่รังสิมันต์ไม่อนุญาตให้ศุภชัยพูดต่อ โดยระบุว่าต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ

ศุภชัยจึงลุกขึ้นประท้วงประธาน พร้อมระบุว่าได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีที่เห็นว่าประธานมีพฤติกรรมผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ก่อนประกาศวอล์กเอาต์ และเชิญกรรมาธิการที่เห็นด้วยให้ออกจากห้องประชุมด้วยกัน

กรรมาธิการฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลที่เดินออกจากห้องประชุม ได้แก่ ศุภชัย ใจสมุทร, องค์อาจ วงษ์ประยูร จากพรรคกล้าธรรม, รินทร์ลิตา อดิษะ, ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ, ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ และฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ จากพรรคภูมิใจไทย รวมถึงศิวะ พงศ์ธีระดุลย์ จากพรรคเพื่อไทย ส่วนชูศักดิ์ ศิรินิล จากพรรคเพื่อไทยลาประชุม ทั้งนี้ การประชุมยังคงดำเนินต่อไป

‘ศิริโชค’ ชี้เป้าต่อไปคือ 88 ล้านเหรียญ Shuffle ตั้งคำถามเส้นทางเงิน

ก่อนเข้าชี้แจงต่อ กมธ. ศิริโชคกล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล โดยประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบต่อคือเส้นทางเงินและเหรียญ Shuffle หลังจากสุชาดายืนยันแล้วว่าสามีมีหุ้นอยู่จริงและขายหุ้นไปแล้ว

ศิริโชคระบุว่า ตามข้อมูลเกี่ยวกับการจัดตั้งบริษัท มีการจัดสรรเหรียญจำนวน 88 ล้านเหรียญให้แก่ผู้ลงทุน แต่ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าเหรียญเหล่านี้อยู่ที่ใดบ้าง โดยย้ำว่าแม้จะพบข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นแล้ว แต่ยังไม่พบข้อมูลเหรียญตามที่ต้องการ จึงเป็นเป้าหมายสำคัญในการตรวจสอบต่อไป

ศิริโชคกล่าวว่า เหรียญดังกล่าวมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าหุ้น และอาจมีมูลค่าสูงกว่าด้วย โดยประเมินว่ามูลค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 130-140% นับตั้งแต่วันที่จัดสรร พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงคำชี้แจงของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เกี่ยวกับที่มาของเหรียญและการนำไปคำนวณเงินทุนสำรองของธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล

ส่วนประเด็นสัดส่วนหุ้น ศิริโชคระบุว่า ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวเลขการถือครองและการขายหุ้น ซึ่งมีการกล่าวถึงสัดส่วน 1% และ 1.47% โดยอ้างว่าข้อมูลทะเบียนหุ้นที่มีอยู่ตั้งแต่ปี 2567 ยังไม่ปรากฏการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น จึงต้องการให้สุชาดาและสามีนำเอกสารหุ้นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทในหมู่เกาะบริติชเวอร์จินมาแสดงเพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง

ตั้งข้อสงสัยผลประโยชน์ทับซ้อน โยงช่วงดำรงตำแหน่ง ‘เลขานุการ รมว.ดีอี’

เมื่อถูกถามว่าข้อมูลดังกล่าวจะเชื่อมโยงไปถึงพรรคการเมืองหรือนักการเมืองรายอื่นหรือไม่ ศิริโชคกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อจากพรรคการเมืองใด แม้จะมีการพูดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์เกี่ยวกับที่มาของเรื่องแล้วก็ตาม

ศิริโชคระบุว่า สุชาดายอมรับว่าสามีลงทุนในธุรกิจพนันออนไลน์ และมีการแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ตั้งแต่ช่วงที่ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่กล่าวอ้าง ก็อาจมีประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน และเกี่ยวข้องกับ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ซึ่งเป็นผู้แต่งตั้งสุชาดาให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว

ศิริโชคมองว่า ประเด็นนี้อาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องจริยธรรม แต่ยังอาจมีประเด็นความผิดทางอาญาเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน โดยระบุว่าต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและช่วงเวลาการถือหุ้นประกอบกัน

เมื่อถูกถามว่าบริษัทจดทะเบียนในปี 2567 ขณะที่สุชาดาเข้ารับตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีในเดือนตุลาคม 2568 นั้น ศิริโชคยอมรับว่าเป็นคนละช่วงเวลา แต่ชี้ว่ามีการกล่าวถึงการขายหุ้นในช่วงต้นปี 2569 จึงต้องตรวจสอบว่าการถือครองหุ้นและการดำรงตำแหน่งมีช่วงเวลาทับซ้อนกันหรือไม่

ศิริโชคยังตั้งข้อสงสัยว่า ในช่วงที่กระทรวงดีอีดำเนินการปราบปรามเว็บไซต์พนันออนไลน์จำนวนมาก เหตุใดจึงไม่มีการปราบปรามเว็บไซต์ Shuffle พร้อมย้ำว่าต้องตรวจสอบว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ โดยเฉพาะหากสุชาดารับรู้เรื่องการลงทุนของสามีตั้งแต่ก่อนและระหว่างดำรงตำแหน่ง

ชี้หุ้น 1.47% อาจมีมูลค่าหลายร้อยล้าน ตั้งคำถามเหตุผลขายหุ้น

ศิริโชคกล่าวเพิ่มเติมว่า หากบริษัทมีมูลค่าเกือบ 20,000 ล้านบาท หุ้นสัดส่วน 1.47% อาจมีมูลค่าประมาณ 200-300 ล้านบาท จึงไม่ใช่การถือหุ้นในสัดส่วนเล็กน้อยอย่างที่อาจเข้าใจกัน

ศิริโชคตั้งข้อสังเกตถึงเหตุผลในการขายหุ้น โดยระบุว่าการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพโดยทั่วไปอาจมีเป้าหมายเพื่อขายหุ้นเมื่อบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่บริษัทดังกล่าวยังไม่ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ ขณะที่ตามข้อมูลที่ศิริโชคกล่าวอ้าง บริษัทมีกำไร 1,500 ล้านบาทในปี 2568 และจ่ายเงินปันผลเกือบ 600 ล้านบาท

ศิริโชคจึงตั้งคำถามถึงเหตุผลที่มีการขายหุ้นดังกล่าว ทั้งที่มองว่าเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโต และประเมินว่าหากเข้าตลาดหลักทรัพย์ หุ้นอาจมีมูลค่าเข้าใกล้ 1,000 ล้านบาท พร้อมระบุว่าบัญชีทรัพย์สินของไท่หยาง ซาง สามีของสุชาดา ยังมีหุ้นอื่นที่มองว่าไม่มีมูลค่าสูง แต่กลับขายหุ้นในบริษัทดังกล่าว

สำหรับการให้ข้อมูลต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ศิริโชคระบุว่า ขณะนี้ได้ให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับเส้นทางเงินแล้ว และพร้อมเข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติม หากหน่วยงานต้องการรายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจสอบเส้นทางเงิน

‘ไอเดียร์’ เมินแจง กมธ.กฎหมาย–รับสายโทรศัพท์ระหว่างถูกถามปมเว็บพนัน

ขณะที่สุชาดา เดินทางเข้าร่วมประชุม กมธ. การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งเลขานุการของไชยชนก สามียังคงถือหุ้นในธุรกิจเว็บพนันอยู่หรือไม่ และมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้อำนาจโดยมิชอบอย่างไร

อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่ผู้สื่อข่าวยังถามไม่จบ สุชาดารับโทรศัพท์และพูดคุย ก่อนเดินเข้าห้องประชุมโดยไม่ได้ตอบคำถาม

สำหรับการประชุม กมธ. การกฎหมายฯ ในวันนี้ ได้เชิญทั้งสุชาดาและ ไท่หยาง ซาง สามี เข้าชี้แจงด้วย แต่ทั้งสองไม่ได้เข้าร่วมการประชุม

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์