ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท อันเป็นนโยบายที่สำคัญของพรรคเพื่อไทย ว่า หลังจากการแถลงของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เมื่อวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญและความจำเป็น ที่รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินนโยบายดังกล่าว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและ GDP ของประเทศให้เติบโตเฉลี่ยปีละ 5% เและตัวเลขธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไตรมาสที่ 3 ยังสะท้อนว่า ทั้งภาคการลงทุนและการบริโภค ตกลงทุกด้านเมื่อเทียบกับปี 2565
สอดรับกับการประเมินของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ระบุว่า ครึ่งปีแรกของปี 2566 เศรษฐกิจจะขยายตัวที่ 2.2% สะท้อนว่า ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยไม่ได้เติบโตอย่างแท้จริง เป็นเพียงภาพลวงตา
ส่วนการที่ ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และ ส.ส.พรรคก้าวไกล อีกหลายท่าน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายดังกล่าว เข้าใจดีว่าถือเป็นบทบาทของฝ่ายค้านที่ต้องการตรวจสอบ แต่ต้องไม่ลืมว่า การดำเนินนโยบายดังกล่าว รัฐบาลได้พิจารณาอย่างรอบคอบและถี่ถ้วนโดยศึกษาทั้งทางกฎหมายและการเงิน รวมทั้งยังคงมุ่งรักษาวินัยทางการเงินและการคลัง
การวิจารณ์ดังกล่าว นอกจากจะสะท้อนว่า ผู้พูดไม่ได้ศึกษาในรายละเอียดของคำแถลงอย่างถ่องแท้แล้ว ยังสะท้อนว่า ผู้พูดมองแต่มุมของตนเอง ไม่ได้มองเห็นถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

ลิณธิภรณ์ กล่าวต่อไปว่า หากมองโดยปราศจากอคติ มีการคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังถดถอย สภาวะสงครามที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตได้ยาก สิ่งที่รัฐบาลทำวันนี้ จึงเป็นทางเลือกที่จำเป็นและเป็นสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่เรียกร้อง และถือเป็นมิติใหม่ ที่รัฐบาลให้อำนาจกับประชาชน เป็นผู้ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศครั้งยิ่งใหญ่ครั้งนี้ เพื่อกระตุ้นภาคการผลิตภายในประเทศ ซึ่งก็ดำเนินการควบคู่กันไปกับแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งระยะกลางและระยะยาว หากเป็นไปตามเป้าหมาย GDP ของประเทศจะสูงขึ้นเฉลี่ยปีละ 5% จะช่วยทำให้หนี้สาธารณะที่หมักหมมมาเป็น 10 ปี ลดลงเป็น 67.1% ได้
ฐานคิดของพรรคเพื่อไทย เราพยายามทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้มาแล้วในหลายครั้ง เราสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่มองไปในอนาคตเสมอ ถึงวันนี้เราเป็นรัฐบาลก็ยังยึดมั่นแนวทางนี้ ฝากถึงผู้วิจารณ์ทั้งหลาย อย่ายัดเยียดความกลัว ความกังวล ของตนเอง มาเป็นข้อจำกัดความเจริญเติบโตของประเทศเลย




