มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เผยถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือกลุ่มคนไทยที่ถูกฮามาสจับกุมตัวซึ่งยังเหลืออีก 1 คน ว่า เป็นนโยบายของนายกรัฐมนตรี ในการนำคนไทยที่ตกทุกข์ได้ยากทุกรูปแบบกลับมาสู่ประเทศไทย อย่างไรก็ตาม แต่ละกรณีมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะขั้นตอนที่ต้องทำ
ทั้งนี้ ได้ทำเรื่องนี้มากว่า 1 เดือน และเมื่อวานนี้รัฐมนตรีต่างประเทศประเทศอิสราเอลก็โทรมาแสดงความยินดีว่า เรื่องนี้คุยกันมาเกือบเดือนแล้ว ดีใจที่มีผลเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเรายังดำเนินการต่อไป
ส่วนตัวประกันอีก 1 คนที่ยังเหลืออยู่ และร่างของผู้เสียชีวิต 2 ศพนั้น ผมบอกไปว่า อยากได้กลับมาสู่ประเทศไทย แต่จากที่ได้พูดคุยกับทุกมิตรประเทศของเรา เขาไม่สามารถยืนยันสถานะของอีก 1 คนที่เหลืออยู่ได้ แต่ทุกคนแสดงความชัดเจนและยืนยันว่าจะช่วยเหลือในการค้นหา ดังนั้นขอให้มั่นใจ ไม่ได้หยุดยั้ง
— มาริษ เสงี่ยมพงษ์
เมื่อถามว่า พอจะมีสัญญาณบวกหรือไม่? มาริษ กล่าวว่า คนในพื้นที่เองก็ยังไม่สามารถหาสถานะของบุคคลนี้ได้ แต่รัฐมนตรีต่างประเทศอิสราเอล ก็ได้พูดถึงชื่อของบุคคลดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า เขาให้ความสำคัญ ไม่ได้ละเลยคำร้องของเรา บางครั้งเรื่องนี้ก็ต้องทำเงียบๆ แล้วจะได้ผลมากขึ้น
นอกจากนี้ หลายประเทศโทรมาแสดงความยินดีและชื่นชมความร่วมมือของเรากับทุกมิตรประเทศ จึงขอขอบคุณทุกประเทศที่ให้ความช่วยเหลือกับเรื่องนี้และที่คอยดูแลตัวประกัน 5 คน ซึ่งอยู่ในความดูแลของทีมแพทย์อิสราเอล
ส่วนจะวางมาตรการป้องกันแรงงานไทยที่ไปทำงานยังประเทศอิสราเอลอย่างไร หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกนั้น? มาริษ กล่าวว่า ขอให้คนไทยอย่าเพิ่งเดินทางเข้าไป ถ้าจะเข้าไปทำงาน กรุณาอย่าเข้าไปในเขตพื้นที่เสี่ยงภัย
ไปห้ามไม่ได้ ก็ต้องพยายามเตือน เมื่อถึงจุดหนึ่งหากเกิดปัญหา กระทรวงการต่างประเทศก็มีหน้าที่ดูแลคนไทยอยู่แล้ว และอยู่ในจิตใจของข้าราชการทุกคน หากเข้าไปก็ขอให้ปฏิบัติตาม SOP ตามที่สถานทูตได้พูดคุยกับฝ่ายทหาร
— มาริษ เสงี่ยมพงษ์
สั่งบูรณาการป้องกันอาชกรรมข้ามชาติ-ออนไลน์ ย้ำจัดระเบียบชายแดน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจบริหารบริหารสถานการณ์อันเนื่องมาจากความไม่สงบในเมียนมา ครั้งที่ 1/2568 ณ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งมีหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดตาก และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก เข้าร่วมประชุม ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนของไทย การค้าขาย และการข้ามแดน
ทั้งนี้ ได้ย้ำทุกหน่วยงานให้ทำอย่างเต็มที่เพื่อบรรลุเป้าหมาย 2 ข้อ คือ
การทำให้พื้นที่ชายแดนมีความสงบเรียบร้อย มีความมั่นคง รวมถึงแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งปัญหายาเสพติด การค้ามนุษย์ อาชญากรรมทางออนไลน์
อยากเห็นเครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ประชาชนพื้นที่ชายแดนกลับมาทำการค้าขายได้ตามปกติ ที่สำคัญจะต้องควบคุมไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายปัจจัยต่างๆ ทั้งคน สิ่งของ สินค้า ทรัพยากรต่างๆที่จะนำไปสู่การสนับสนุนกิจกรรมไม่พึงประสงค์หรือการก่ออาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงต้องการติดตามตรวจสอบบุคคลต้องสงสัยไม่ให้เข้าใช้พื้นที่ชายแดนเพื่อการก่ออาชญากรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวต่างชาติ ที่เราต้องคอยมอนิเตอร์ ควบคุม และมีมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น
ส่วนสิ่งของและทรัพยากรต่างๆ เราจะมีตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้น ทั้งด่านชายแดนต่างๆ และจุดข้ามแดนในช่องทางธรรมชาติด้วย อีกทั้งจะร่วมมือกับประเทศต่างๆ ทั้งจีน ที่เป็นต้นน้ำ ประเทศในอาเซียน และประเทศเพื่อนบ้านที่ติดกับไทย อาทิ เมียนมา เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปตามเป้าหมายและสัมฤทธิ์ผลมากขึ้น
สำหรับกลไกการขับเคลื่อนในส่วนกลาง จะให้เลขาธิการ สมช.เป็นประธาน เพื่อทำหน้าที่บูรณาการระดับนโยบาย ประสานความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกฎหมายและระเบียบที่มีอยู่แล้ว ให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ขณะเดียวกัน ในระดับพื้นที่, ที่ประชุมมอบหมายให้ศูนย์สั่งการชายแดนกับเมียนมา บริเวณ จ.ตาก
อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายการประชุมได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาพื้นที่ชายแดน ทั้งกองทัพ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน ไปดูบทบาทและหน้าที่ของตัวเองว่ามีอะไรบ้าง แล้วนำกลับมาพูดคุยจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกัน อีกทั้งได้เน้นย้ำว่า ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐไปเกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรมข้ามชาติ ตามนโยบายต่อต้านทุจริต นอกจากนี้ เห็นชอบกรอบการให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม 2 เรื่อง คือ 1. ด้านสาธารณสุข และ 2. ด้านการศึกษา
วางทามไลน์ 1 เดือน ตัดสินใจ ‘ตัดไฟ’ ไปเมียนมา ย้ำต้องฟังความเห็นอย่างละเอียด
เมื่อถามถึงข้อเรียกร้องให้ทางการไทย ตัดไฟพื้นที่ชายแดนฝั่งเมียนมา ซึ่งต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั้น มาริษ กล่าวว่า ที่ประชุมได้พูดคุยเรื่องนี้เช่นกัน แต่อยากให้มีการบูรณาการหน้าที่ของหน่วยงานและกฎระเบียบที่มีอยู่ก่อน อีกทั้งมอบหมายให้เลขาธิการ สมช.ไปพูดคุยในรายละเอียดกับหน่วยงาน โดยที่ประชุมให้กรอบการทำงานเรื่องนี้ว่า ควรทำให้เร็วที่สุด คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือน
เมื่อถามถึงกรณี การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ระบุว่าเคยทำหนังสือถึงอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก เพื่อขอให้ประสานหน่วยงานของเมียนมา ในการกำหนดมาตรการควบคุมกำกับดูแลการซื้อขายไฟฟ้านั้น ได้เห็นหนังสือนี้แล้วหรือไม่? มาริษ กล่าวว่า ที่ประชุมได้พูดถึงเรื่องนี้ แต่อยากเห็นเรื่องต่างๆ ถูกนำเข้ามาสู่การพิจารณาของคณะกรรมการเฉพาะกิจฯ ก่อน เพื่อให้บูรณาการและเกิดความชัดเจน ก่อนจะตัดสินใจดำเนินการอย่างไร รวมถึงขอให้ฟังเลขาธิการ สมช.ก่อน
ส่วนกรณีที่มีข้อมูล ‘พลตำรวจอักษรย่อ ต.’ ไปเป็นหุ้นส่วนกับบ่อนการพนันในฝั่งเพื่อนบ้าน จะมีการตรวจสอบหรือไม่นั้น มาริษ ยอมรับว่า จะต้องมีการตรวจสอบ เพราะทุกอย่างจะต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ทั้งหมด




