‘ก้าวไกล’ ลุยรวบรวมข้อมูล รอซักฟอกรัฐบาล

23 ก.พ. 2567 - 16:15

  • ‘ศิริกัญญา’ เผย ‘ทีมงานก้าวไกล’ กำลังรวบรวมข้อมูลรอ ‘ซักฟอก’ รัฐบาล

  • ชี้ยังมีเวลา 1 เดือนที่จะเลือก ‘อภิปรายไม่ไว้วางใจ’ หรือ ‘อภิปรายทั่วไป’

MFP_gathering_information_on_the_government_debate_SPACEBAR_Hero_0623fb66f2.jpg

มีความเคลื่อนในการเตรียมการอภิปรายรัฐบาล จากพรรคก้าวไกล โดยล่าสุด ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า ทีมงานกำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อจะตัดสินใจว่า จะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หรือจะเป็นการอภิปรายทั่วไปกันแน่ แต่เราคงจะใช้เวลาที่เหลือ 1 เดือน ให้ตกผลึกว่าจะต้องไปในทางไหน เพื่อใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 หรือมาตรา 152 แน่นอน ซึ่งจะต้องตัดสินใจกันอีกครั้ง แต่ก็คิดว่าเป็นโอกาสที่ดี แม้จะเป็นแค่การอภิปรายแบบไม่ลงมติ ซึ่งจะเป็นการให้ข้อเสนอแนะกับรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี (ครม.) นำปรับใช้ได้

เมื่อถามว่า ข้อมูลด้านเศรษฐกิจที่พรรคก้าวไกล มีเพียงพอที่จะอภิปรายหรือไม่ ศิริกัญญา บอกว่า ตอนนี้เราเก็บข้อมูลไปค่อนข้างมาก อาจต้องใช้โอกาสที่เร็วกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรืออภิปรายทั่วไปด้วยซ้ำ ทั้งนี้ จากตัวเลขที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ต้องยอมรับว่า ฟื้นตัวช้ากว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งเราคาดหวังว่า รัฐบาลควรจะต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นขึ้นมาได้แล้ว ไม่ใช่รอแต่ดิจิทัลวอลเล็ต

แน่นอน เรามีปัญหาว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี 67 อาจจะล่าช้า มาไม่ทัน แต่ในฐานะที่ดิฉันเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 สภาผู้แทนราษฎร ก็เร่งทำงานกันอย่างเต็มที่ และวันนี้งบประมาณก็มีการพิจารณาเกือบจะเสร็จแล้ว คาดว่าจะนำเข้าสู่การพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ได้เร็วกว่ากำหนดการเดิมประมาณ 2-3 สัปดาห์ด้วยกัน แม้เราจะทำงานในจุดนี้กันอย่างเต็มที่ แต่ขณะที่งบประมาณยังไม่ออก ก็ยังมีหลายเรื่องที่รัฐบาลสามารถใช้มาตรการทางการคลังที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจตอนนี้ได้เลย

ศิริกัญญา ตันสกุล

ส่วนขณะนี้ เงินสะสมขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีอยู่ประมาณ 1.8 แสนล้านบาท ซึ่งแน่นอนว่า มีการ ‘ปลดล็อก’ ให้สามารถนำมาใช้ได้ง่ายขึ้น เพียงแค่ผ่านการอนุมัติของสภาท้องถิ่นก็สามารถทำได้เลย แต่ยังไม่มีแรงจูงใจที่จะทำ

ทั้งนี้ รัฐส่วนกลางสามารถให้เขานำเงินออกมาใช้เพื่อทำให้เศรษฐกิจแต่ละท้องถิ่น เศรษฐกิจฐานราก สามารถดำเนินต่อไปได้ให้มีชีวิตชีวากลับคืนมาในระหว่างที่งบประมาณยังไม่ออก  

ซึ่งเราได้เสนอว่า รัฐบาลควรจะมีมาตรการที่คล้ายกับโครงการคนละครึ่ง แต่เป็นคนละครึ่งสำหรับท้องถิ่น หากท้องถิ่นจะนำเงินสะสมออกมาใช้ครึ่งหนึ่งรัฐบาลจะสมทบอีกครึ่ง เพื่อให้เงินจำนวน 1.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 3.6 แสนล้านบาท โดยใช้งบกลาง ที่ขณะนี้มีการอนุมัติงบฯ ไปพลางก่อน 2 ใน 3 ของปี 2566 ซึ่งน่าจะอยู่ที่ประมาณ 6 หมื่นกว่าล้านบาท หากนำไปสมทบกับท้องถิ่นจะเป็นมาตรการที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

อย่างน้อยก็ประพรมให้เศรษฐกิจในท้องที่มีชีวิตชีวาขึ้น ซึ่งรัฐบาลสามารถทำได้เลย ไม่ต้องรอโครงการขนาดใหญ่อย่างดิจิทัลวอลเล็ต เพราะเรายอมรับมานานแล้วว่า เศรษฐกิจขณะนี้ฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น

MFP_gathering_information_on_the_government_debate_SPACEBAR_Photo01_64a7bf6bc7.jpg

แย้มปม ‘ทักษิณ’ มาแรง พร้อมจี้ ‘นายกฯ’ โชว์ภาวะผู้นำแก้ปม ส.ป.ก.ทับซ้อนป่าอุทยานฯ

เมื่อถามว่า นอกจากประเด็นทางเศรษฐกิจแล้ว เรื่องการพักโทษของ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี จะเข้าไปอยู่ในประเด็นที่จะอภิปรายด้วยหรือไม่ ศิริกัญญา ก็ยอมรับว่า จะเป็นหนึ่งในประเด็นที่จะพิจารณาว่า จะนำไปอภิปรายในครั้งนี้หรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่ามีความเกี่ยวพันกับหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมาตรฐานในการปฏิบัติโดยที่ไม่มีการเลือกปฏิบัติ เป็นผู้ต้องขังแบบใด

รวมถึงยังมีนโยบายอื่นที่เราคิดว่าน่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเกี่ยวกับการจัดการที่ดิน ส.ป.ก. การทุจริตคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้น แม้จะยังไม่ถึงตัวรัฐมนตรี แต่อาจเป็นข้าราชการระดับสูง แต่เราคงจะมีการหยิบยกขึ้นมาถกเถียงและอภิปราย เพื่อแจ้งให้ทางฝ่ายบริหารให้รับทราบและนำไปสู่การแก้ไขในอนาคต

สำหรับการแก้ไขปัญหาที่ดิน ส.ป.ก.ทับซ้อนเขตป่าอุทยานอห่งชาติทั่วประเทศ ที่กำลังเป็นปัญหาขัดแย้งในสองกระทรวงนั้น ศิริกัญญา ยังมองว่า นายกรัฐมนตรีควรเป็นตัวกลางแก้ไข เนื่องจากปัญหาที่เรื้อรังมาจากหลายกระทรวง หลายหน่วยงาน และปัญหานี้สามารถแก้ไขได้โดยการนำเทคโนโลยีมาช่วย โดยเฉพาะ One Map ที่เรารอคอยมากว่า 10 ปี แต่ทุกวันนี้ก็ยังใช้วิธีการพูดคุยเพื่อจบปัญหา ไปทีละเรื่อง ไปทีละแปลง

แต่หากเรามี One Map ที่จะเป็นแผนที่เดียวทั้งประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐ และระหว่างหน่วยงานรัฐด้วยกันก็จะจบ และไม่มีปัญหาต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ขณะนี้ กำลังรอท่าทีที่เด็ดขาด แน่วแน่ ที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้อยู่ แต่ยังไม่ค่อยเห็นจากนายกรัฐมนตรี

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์