ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล แถลงประเด็นการถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล สืบเนื่องจากกรณีที่มีการเปิดเผยข้อมูลในรายการ “ข่าว 3 มิติ” เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2566 โดยเลขาธิการพรรคก้าวไกล ชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งของข้อมูล 2 ประการ คือ 1. ความขัดแย้งระหว่างคลิปการประชุมสามัญประจำปี 2566 ของบริษัทไอทีวี เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2566 และการรายงานผลการประชุมผู้ถิอหุ้นประจำปีของบริษัทไอทีวี ในประเด็นที่ว่า “มีดำเนินกิจการเกี่ยวกับสื่อหรือไม่” นั้น
โดยก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุดังกล่าว เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ได้เข้ายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ตรวจสอบในกรณีการถือหุ้นสื่อของ พิธา และก่อนที่จะมีการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 เพียง 2 วัน ปรากฏว่า นิกม์ แสงศิรินาวิน อดีตผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ก เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2566 ที่อาจจะเชื่อมโยงกับกรณีข้างต้นเช่นกัน
ทั้งนี้ ชัยธวัช ตั้งข้อสงสัยว่า มีการวางแผนที่จะให้ ภานุวัฒน์ ขวัญยืน ผู้ถือหุ้นไอทีวี ที่ได้รับการโอนหุ้นมาจากอดีตผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย ชงคำถามในที่ประชุม เพื่อให้ได้คำตอบที่ตนต้องการ ว่า “บริษัทไอทีวี ยังดำเนินการเป็นสื่อมวลชนอยู่” หรือไม่ แต่ปรากฏว่า คิมห์ สิริทวีชัย ประธานคณะกรรมการบริษัทฯ กลับให้คำตอบว่า “ตอนนี้ไอทีวี ไม่มีการดำเนินการกิจการสื่อ” และภายหลังก็ได้มีการระบุในรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นว่า “ปัจจุบันไอทีวียังดำเนินกิจการสื่ออยู่” ซึ่งเป็นความขัดแย้งกันของสองส่วนนี้ และพฤติการณ์นี้อาจจะเข้าข่ายการทำรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นเท็จหรือไม่ และถือเป็นการทำผิดกฎหมายอีกหลายฉบับหรือไม่ ทางนี้ผู้มีอำนาจในบริษัทไอทีวีและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกรณีดังกล่าว รวมถึงกรรมการผู้สอบทานและแก้ไขรายงานการประชุม จะต้องตอบคำถามต่อสังคมให้ชัดเจน
ซึ่งข้อพิรุธดังกล่าวข้างต้น เป็นที่น่าสังเกตว่า เป็นการกระทำเพื่อสกัดกั้นการจัดตั้งรัฐบาลตามฉันทานุมัติของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง และมีความพยายามในการฟื้นคืนชีพไอทีวีขึ้นมาหรือไม่
ส่วนประเด็นที่ 2. คือความขัดแย้งระหว่างคลิปการประชุมสามัญประจำปี 2566 ของบริษัทไอทีวี เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2566 และการนำส่งงบการเงิน (ส.บช.3) และยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยได้การยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในวันที่ 10 พฤษภาคม ซึ่งเกิดการดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 4 วันก่อนการเลือกตั้ง และเป็นวันเดียวกันกับที่นายเรืองไกรไปร้องต่อกกต.
อีกทั้ง หากพิจารณาในรายละเอียด “แบบนำส่งงบการเงิน” จะพบว่ามีการระบุประเภทธุรกิจว่า “สื่อโทรทัศน์” และระบุสินค้า/บริการว่า “สื่อโฆษณาและผลตอบแทนจากการลงทุน” จากเดิม ที่ในปี 2561-2562 ระบุประเภทธุรกิจว่า “กิจกรรมของบริษัทโฮลดิ้งที่ไม่ได้ลงทุนในธุรกิจการเงินเป็นหลัก” แล้วในปีบัญชี 2563-2564 ระบุประเภทธุรกิจว่า “สื่อโทรทัศน์” โดยในส่วนสินค้า/บริการ ระบุว่า “ปัจจุบันไม่ได้ดำเนินการเนื่องจากติดคดีความ”
ซึ่งข้อพิรุธในกรณีข้างต้น จะเห็นได้ว่าในแง่พฤติการณ์ ข้อเท็จจริง และช่วงระยะเวลาการเสนอแผนธุรกิจ รวมถึงการรับรู้รายได้จากแผนธุรกิจใหม่ มีความไม่สอดคล้องกันและขัดแย้งกันเองเป็นอย่างยิ่ง และไม่ใช่ความบังเอิญ หรือเป็นการจัดทำเอกสารรายงานการประชุมตามแบบแผนปกติ แต่เป็นการจงใจแก้ไขให้สอดรับกับบรรดาเอกสารต่างๆ ที่ตกแต่งจัดทำขึ้นในภายหลังหรือไม่
“พรรคก้าวไกลขอยืนยันกับพี่น้องประชาชนว่า เราจะพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อปกป้องรักษาเสียงของประชาชน ผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศในระบอบประชาธิปไตยให้ได้” ชัยธวัช กล่าว
ชัยธวัช กล่าวด้วยว่า แม้จะมีความพยายามจากบุคคลบางกลุ่ม ที่ต้องการใช้ประเด็น ‘หุ้นไอทีวี’ เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งให้หัวหน้าพรรคก้าวไกล หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ก่อนที่จะมีการประชุมรัฐสภา เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พรรคก้าวไกลยังเชื่อมั่นว่า อำนาจของประชาชนจะได้รับชัยชนะในที่สุด และ กกต.จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างบริสุทธิ์ และยุติธรรม ตามเจตจำนงที่ไม่ต้องการให้นักการเมืองครอบงำสื่อมวลชนของรัฐธรรมนูญ ประกอบกับ บรรทัดฐานคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และศาลฎีกา ที่ผ่านมา
ส่วนกรณีที่ กกต.อาจดำเนินคดีกับ พิธา ในอนาคต ตามความผิดฐานรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตามมาตรา 151 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.นั้น พรรคก้าวไกลมั่นใจว่า ข้อกล่าวหานี้ไม่มีพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอ เช่นเดียวกับที่อัยการสูงสุด มีคำสั่งไม่ฟ้อง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ไปแล้วเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 ในคดีหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย
เมื่อถามว่าหลักฐานคลิปวิดีโอไม่ได้หักล้างโดยตรงว่า พิธา ได้ถือหุ้นไว้จริงหรือไม่นั้น ชัยธวัช ตอบว่า “มีส่วนสำคัญ หากฟังดีๆ จะมีเนื้อหาบางส่วนที่มีนัยสำคัญ ว่าตกลงไอทีวียังดำเนินกิจการสื่อมวลชนอยู่หรือไม่ และอาจนำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีกับกระบวนการปลุกผีไอทีวี โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายราย”
เมื่อถามถึงประเด็นผู้อยู่เบื้องหลังกระบวนการนี้ ชัยธวัช ตอบว่า “ตอนนี้ยังเร็วไปที่จะกล่าวหาคนใดคนหนึ่ง แต่เชื่อว่าพี่น้องประชาชนสามารถคาดเดาได้จากพฤติกรรมดังกล่าว ว่ามีใครบ้างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ โดยพรรคก้าวไกลเริ่มเห็นแล้วว่าพอจะมีใครบ้างที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่ทราบว่ามีพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องอยู่เบื้องหลังหรือไม่” ส่วนเมื่อถามต่อไปว่า จะดำเนินคดีกับใครและเมื่อไหร่นั้น ชัยธวัช ตอบว่า “กำลังพิจารณาอยู่”
“เราก็จะต่อสู้เต็มที่ทางข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพื่อไม่ให้ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ แต่เชื่อว่าคงไม่มีใครกล้ารวบรัดตัดตอนฟ้องร้องได้อีก เพราะเห็นแล้วว่ากรณีนี้มีความซับซ้อน และทางไอทีวีไม่มีเหตุผลที่จะรีรอ ไม่ชี้แจง ควรต้องเปิดเผยคลิปการประชุมฉบับเต็ม เพื่อให้สังคมหายสงสัย ไม่มีเหตุผลที่จะชะลอการเปิดคลิปออกมา” ชัยธวัช กล่าว
เมื่อถามย้ำว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังใช่อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ หรือไม่ นายชัยธวัช ตอบทันทีว่า “ไม่ใช่ ตัวเล็กไป”
“สำหรับเรื่องที่บอกว่า มีการสร้างเอกสารเท็จ โจทก์อาจจะกลายเป็นผู้ต้องหา และผู้ต้องหาอาจจะกลายเป็นโจทก์ก็ได้ อย่าเพิ่งสรุปตอนนี้ ต้องรอดูข้อเท็จจริง ว่าทางไอทีวีและผู้เกี่ยวข้อง ถ้าเรื่องนี้ตรงไปตรงมาจริงๆ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะชะลอการชี้แจงและเปิดเผยหลักฐานทั้งหมด โดยเฉพาะคลิปฉบับเต็ม” ชัยธวัช กล่าว
ชัยธวัช บอกด้วยว่า หากเรื่องนี้มีความกระจ่างสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ก็ไม่มีข้ออ้างในการโหวต พิธา เป็นนายกฯ ขณะที่รายละเอียดในการต่อสู้ทางกฎหมาย ต้องรอว่า กกต. จะส่งเรื่องมาที่พรรคก้าวไกล อย่างไร พร้อมมองว่า ขณะนี้สังคมกำลังรอคำตอบจากบริษัท ไอทีวีฯ ส่งถึงผู้บริหารสายงานกฎหมายของบริษัท อินทัชฯ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงการตรวจสอบ และอีกหลายคนที่อาจเกี่ยวข้องกับงบฯ การเงินของบริษัท ไอทีวีฯ
โดยก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุดังกล่าว เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ได้เข้ายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ตรวจสอบในกรณีการถือหุ้นสื่อของ พิธา และก่อนที่จะมีการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 เพียง 2 วัน ปรากฏว่า นิกม์ แสงศิรินาวิน อดีตผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ก เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2566 ที่อาจจะเชื่อมโยงกับกรณีข้างต้นเช่นกัน
ทั้งนี้ ชัยธวัช ตั้งข้อสงสัยว่า มีการวางแผนที่จะให้ ภานุวัฒน์ ขวัญยืน ผู้ถือหุ้นไอทีวี ที่ได้รับการโอนหุ้นมาจากอดีตผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย ชงคำถามในที่ประชุม เพื่อให้ได้คำตอบที่ตนต้องการ ว่า “บริษัทไอทีวี ยังดำเนินการเป็นสื่อมวลชนอยู่” หรือไม่ แต่ปรากฏว่า คิมห์ สิริทวีชัย ประธานคณะกรรมการบริษัทฯ กลับให้คำตอบว่า “ตอนนี้ไอทีวี ไม่มีการดำเนินการกิจการสื่อ” และภายหลังก็ได้มีการระบุในรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นว่า “ปัจจุบันไอทีวียังดำเนินกิจการสื่ออยู่” ซึ่งเป็นความขัดแย้งกันของสองส่วนนี้ และพฤติการณ์นี้อาจจะเข้าข่ายการทำรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นเท็จหรือไม่ และถือเป็นการทำผิดกฎหมายอีกหลายฉบับหรือไม่ ทางนี้ผู้มีอำนาจในบริษัทไอทีวีและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกรณีดังกล่าว รวมถึงกรรมการผู้สอบทานและแก้ไขรายงานการประชุม จะต้องตอบคำถามต่อสังคมให้ชัดเจน
ซึ่งข้อพิรุธดังกล่าวข้างต้น เป็นที่น่าสังเกตว่า เป็นการกระทำเพื่อสกัดกั้นการจัดตั้งรัฐบาลตามฉันทานุมัติของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง และมีความพยายามในการฟื้นคืนชีพไอทีวีขึ้นมาหรือไม่
ส่วนประเด็นที่ 2. คือความขัดแย้งระหว่างคลิปการประชุมสามัญประจำปี 2566 ของบริษัทไอทีวี เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2566 และการนำส่งงบการเงิน (ส.บช.3) และยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยได้การยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในวันที่ 10 พฤษภาคม ซึ่งเกิดการดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 4 วันก่อนการเลือกตั้ง และเป็นวันเดียวกันกับที่นายเรืองไกรไปร้องต่อกกต.
อีกทั้ง หากพิจารณาในรายละเอียด “แบบนำส่งงบการเงิน” จะพบว่ามีการระบุประเภทธุรกิจว่า “สื่อโทรทัศน์” และระบุสินค้า/บริการว่า “สื่อโฆษณาและผลตอบแทนจากการลงทุน” จากเดิม ที่ในปี 2561-2562 ระบุประเภทธุรกิจว่า “กิจกรรมของบริษัทโฮลดิ้งที่ไม่ได้ลงทุนในธุรกิจการเงินเป็นหลัก” แล้วในปีบัญชี 2563-2564 ระบุประเภทธุรกิจว่า “สื่อโทรทัศน์” โดยในส่วนสินค้า/บริการ ระบุว่า “ปัจจุบันไม่ได้ดำเนินการเนื่องจากติดคดีความ”
ซึ่งข้อพิรุธในกรณีข้างต้น จะเห็นได้ว่าในแง่พฤติการณ์ ข้อเท็จจริง และช่วงระยะเวลาการเสนอแผนธุรกิจ รวมถึงการรับรู้รายได้จากแผนธุรกิจใหม่ มีความไม่สอดคล้องกันและขัดแย้งกันเองเป็นอย่างยิ่ง และไม่ใช่ความบังเอิญ หรือเป็นการจัดทำเอกสารรายงานการประชุมตามแบบแผนปกติ แต่เป็นการจงใจแก้ไขให้สอดรับกับบรรดาเอกสารต่างๆ ที่ตกแต่งจัดทำขึ้นในภายหลังหรือไม่
“พรรคก้าวไกลขอยืนยันกับพี่น้องประชาชนว่า เราจะพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อปกป้องรักษาเสียงของประชาชน ผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศในระบอบประชาธิปไตยให้ได้” ชัยธวัช กล่าว
ชัยธวัช กล่าวด้วยว่า แม้จะมีความพยายามจากบุคคลบางกลุ่ม ที่ต้องการใช้ประเด็น ‘หุ้นไอทีวี’ เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งให้หัวหน้าพรรคก้าวไกล หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ก่อนที่จะมีการประชุมรัฐสภา เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พรรคก้าวไกลยังเชื่อมั่นว่า อำนาจของประชาชนจะได้รับชัยชนะในที่สุด และ กกต.จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างบริสุทธิ์ และยุติธรรม ตามเจตจำนงที่ไม่ต้องการให้นักการเมืองครอบงำสื่อมวลชนของรัฐธรรมนูญ ประกอบกับ บรรทัดฐานคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และศาลฎีกา ที่ผ่านมา
ส่วนกรณีที่ กกต.อาจดำเนินคดีกับ พิธา ในอนาคต ตามความผิดฐานรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตามมาตรา 151 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.นั้น พรรคก้าวไกลมั่นใจว่า ข้อกล่าวหานี้ไม่มีพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอ เช่นเดียวกับที่อัยการสูงสุด มีคำสั่งไม่ฟ้อง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ไปแล้วเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 ในคดีหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย
เมื่อถามว่าหลักฐานคลิปวิดีโอไม่ได้หักล้างโดยตรงว่า พิธา ได้ถือหุ้นไว้จริงหรือไม่นั้น ชัยธวัช ตอบว่า “มีส่วนสำคัญ หากฟังดีๆ จะมีเนื้อหาบางส่วนที่มีนัยสำคัญ ว่าตกลงไอทีวียังดำเนินกิจการสื่อมวลชนอยู่หรือไม่ และอาจนำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีกับกระบวนการปลุกผีไอทีวี โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายราย”
เมื่อถามถึงประเด็นผู้อยู่เบื้องหลังกระบวนการนี้ ชัยธวัช ตอบว่า “ตอนนี้ยังเร็วไปที่จะกล่าวหาคนใดคนหนึ่ง แต่เชื่อว่าพี่น้องประชาชนสามารถคาดเดาได้จากพฤติกรรมดังกล่าว ว่ามีใครบ้างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ โดยพรรคก้าวไกลเริ่มเห็นแล้วว่าพอจะมีใครบ้างที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่ทราบว่ามีพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องอยู่เบื้องหลังหรือไม่” ส่วนเมื่อถามต่อไปว่า จะดำเนินคดีกับใครและเมื่อไหร่นั้น ชัยธวัช ตอบว่า “กำลังพิจารณาอยู่”
“เราก็จะต่อสู้เต็มที่ทางข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพื่อไม่ให้ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ แต่เชื่อว่าคงไม่มีใครกล้ารวบรัดตัดตอนฟ้องร้องได้อีก เพราะเห็นแล้วว่ากรณีนี้มีความซับซ้อน และทางไอทีวีไม่มีเหตุผลที่จะรีรอ ไม่ชี้แจง ควรต้องเปิดเผยคลิปการประชุมฉบับเต็ม เพื่อให้สังคมหายสงสัย ไม่มีเหตุผลที่จะชะลอการเปิดคลิปออกมา” ชัยธวัช กล่าว
เมื่อถามย้ำว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังใช่อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ หรือไม่ นายชัยธวัช ตอบทันทีว่า “ไม่ใช่ ตัวเล็กไป”
“สำหรับเรื่องที่บอกว่า มีการสร้างเอกสารเท็จ โจทก์อาจจะกลายเป็นผู้ต้องหา และผู้ต้องหาอาจจะกลายเป็นโจทก์ก็ได้ อย่าเพิ่งสรุปตอนนี้ ต้องรอดูข้อเท็จจริง ว่าทางไอทีวีและผู้เกี่ยวข้อง ถ้าเรื่องนี้ตรงไปตรงมาจริงๆ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะชะลอการชี้แจงและเปิดเผยหลักฐานทั้งหมด โดยเฉพาะคลิปฉบับเต็ม” ชัยธวัช กล่าว
ชัยธวัช บอกด้วยว่า หากเรื่องนี้มีความกระจ่างสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ก็ไม่มีข้ออ้างในการโหวต พิธา เป็นนายกฯ ขณะที่รายละเอียดในการต่อสู้ทางกฎหมาย ต้องรอว่า กกต. จะส่งเรื่องมาที่พรรคก้าวไกล อย่างไร พร้อมมองว่า ขณะนี้สังคมกำลังรอคำตอบจากบริษัท ไอทีวีฯ ส่งถึงผู้บริหารสายงานกฎหมายของบริษัท อินทัชฯ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงการตรวจสอบ และอีกหลายคนที่อาจเกี่ยวข้องกับงบฯ การเงินของบริษัท ไอทีวีฯ




