พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวถึงมติของวิปรัฐบาลที่จะเลื่อนระเบียบวาระอื่นขึ้นมาแทรกญัตติเดิม จากที่จะนำญัตติพิจารณาประชามติเป็นญัตติแรก เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ตนและพรรคก้าวไกลเป็นผู้เสนอ ว่า ทางพรรคก้าวไกลเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องเลื่อนระเบียบวาระอื่นเข้ามาแทรก สามารถดำเนินการตามระเบียบวาระเดิมได้
ส่วนที่วิปรัฐบาลกังวลว่า ญัตติดังกล่าวจะซ้ำซ้อนกับการทำงานของรัฐบาลนั้น พริษฐ์ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ได้มองเช่นนั้น เนื่องจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประชามติ ปี 2564 ระบุว่า การเสนอทำประชามติ สามารถเสนอได้ผ่าน 3 กลไกคู่ขนานกันคือ รัฐบาลเป็นผู้ริเริ่มการดำเนินการ หรือให้ประชาชนร่วมกันเข้าชื่อ หรือ สส. เป็นผู้เสนอ โดยผ่านความเห็นชอบจากทั้ง 2 สภาฯ

ยก 3 ความเป็นไปได้ หาก ‘สส.รัฐบาล’ อยากพิสูจน์ แนะประชาชนจับตาดู สมเหตุสมผลหรือไม่
พริษฐ์ กล่าวต่อไปว่า ถ้าสามารถดำเนินการตามระเบียบวาระเดิม และเปิดให้มีการอภิปรายในวันที่ 25 ต.ค.ได้ ไม่ว่ารัฐบาลจะมีจุดยืนอย่างไร ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลทั้งนั้น พร้อมยกเหตุผลประกอบ 3 ข้อ ได้แก่
1\. หากรัฐบาลเห็นตรงกับพรรคก้าวไกลว่า ควรเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญด้วยประชามติที่มีคำถามตรงไปตรงมา ก็คงใช้เวลาอภิปรายไม่นาน แล้วจึงมีการลงมติ เพราะญัตติดังกล่าวก็เคยถูกเสนอมาแล้วเมื่อสมัยประชุมที่ผ่านมา และสภาฯ ก็ลงมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์
2\. รัฐบาลอาจยังไม่ชัดเจนเกี่ยวกับคำถามประชามติและวิธีดำเนินการ การมีโอกาสอภิปรายในสภาฯ ก็น่าจะเป็นการรวบรวมความเห็นที่ดี แม้คณะกรรมการศึกษาการจัดทำประชามติของรัฐบาลมี 30 กว่าคน แต่พื้นที่สภาฯ ก็มีประโยชน์ต่อรัฐบาลในการรับฟังความเห็นของผู้ได้รับการเลือกจากประชาชนอย่างแท้จริง
3\. รัฐบาลอาจมีจุดยืนเรื่องการทำประชามติที่แตกต่างจากพรรคก้าวไกล พรรคก้าวไกลในฐานะฝ่ายค้านก็เหลือกลไกสภาฯ เพียงช่องทางเดียว เพื่อโน้มน้าวเพื่อนสมาชิกในฝ่ายนิติบัญญัติ
พริษฐ์ กล่าวอีกว่า ทางออกของเรื่องนี้คือ ภาระการพิสูจน์จะอยู่ที่ สส.ฝั่งรัฐบาล เพราะอย่างแรก สส.ของรัฐบาลต้องเป็นผู้เสนอให้เลื่อนวาระอื่นเข้ามาแทรกคิว ซึ่ง สส.ฝ่ายรัฐบาลก็จะต้องเป็นผู้พิสูจน์ว่า มีเหตุผลความจำเป็นอย่างไรที่ต้องเลื่อนระเบียบวาระ ส่วนเจตนาในการเลื่อนระเบียบวาระของฝ่ายรัฐบาลเป็นอย่างไรนั้น ก็ต้องถามฝ่ายรัฐบาล แต่ทางพรรคก้าวไกลยืนยันว่า ไม่มีความซ้ำซ้อน
“คงต้องมีความพยายามหารือกันระหว่างวิปทั้ง 2 ฝ่าย ตามระบบรัฐสภา ถ้าจะมีการลงมติ สส.ฝ่ายรัฐบาลก็เป็นเสียงข้างมาก แต่นอกจากเรื่องตัวเลขแล้ว ประชาชนก็จับตาดูอยู่ว่าผลจะเป็นเช่นไร และมีความสมเหตุสมผลหรือไม่”




