ได้เวลาสรุปผลสอบข้อเท็จจริงเสียที จากกรณีที่ สส.และบุคลากรในพรรคก้าวไกล ก่อเรื่องฉาวยาวเป็นหางว่าว ทั้งใช้ความรุนแรงและคุกคามทางเพศ โดยวันนี้ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. ในฐานะคณะกรรมการวินัยและจรรยาบรรณสมาชิก พรรคก้าวไกล แถลงภาพรวมการดำเนินการต่อเรื่องฉาวที่เกิดขึ้น ซึ่งแยกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
ส่วนที่ 1 บทสรุปข้อกล่าวหาเรื่องการคุกคามทางเพศ ซึ่งได้ข้อสรุปบทลงโทษจากมติกรรมการบริการพรรคแล้ว 2 กรณี ประกอบด้วยกรณี สิริน สงวนสิน สส.กทม.พรรคก้าวไกล ใช้ความรุนเเรง ซึ่งพบว่า สิริน ทะเลาะวิวาท กระทำความรุนแรงต่อผู้เสียหายจริง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บทางร่างกาย มีการทำลายทรัพย์สิน ใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมต่อผู้เสียหาย เป็นการกระทำเข้าข่ายผิดวินัยพรรคอย่างร้ายแรง มีมติให้ลงโทษ 2 ประการคือ
- ตัดสิทธิที่พึงมีในฐานะสมาชิกพรรค ไม่ให้ได้รับการเสนอชื่อดำรงตำแหน่งสำคัญในพรรค
- คาดโทษไว้ หากทำผิดวินัยร้ายแรงอีก จะขับออกจากสมาชิกภาพ
ส่วนกรณี เกรียงไกร จันกกผึ้ง อดีตผู้สมัคร สส.ชัยภูมิ พรรคก้าวไกล ถูกกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศ (โฆษกหญิงของพรรคการเมืองหนึ่ง) พบว่า ได้ล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เสียหายจริง ละเมิดหลักเรื่องความยินยอม และสิทธิในเนื้อตัวและร่างกายของผู้เสียหายอย่างชัดเจน ขัดต่ออุดมการณ์ ผิดวินัยพรรคร้ายแรง มีมติให้ขับ เกรียงไกร ออกจากสมาชิกภาพทันที
ทั้งนี้ พรรคต้องขอโทษผู้เสียหายทั้ง 2 ท่าน แม้คำขอโทษจะไม่เพียงพอต่อการย้อนคืนความเสียหายที่ได้เกิดขึ้นต่อทั้งร่างกาย และสภาพจิตใจ

ขีดเส้นสอบ ‘สส.ปราจีนบุรี’ คุกคามทางเพศ เสร็จภายใน ต.ค.นี้
ส่วนที่ 2 ข้อกล่าวหาที่ยังอยู่ในกระบวนการสอบสวน มี 2 กรณี ได้แก่ เรื่องของ วุฒิพงศ์ ทองเหลา สส.ปราจีนบุรี พรรคก้าวไกล คุกคามทางเพศ ซึ่งเวลานี้ มีข้อเท็จจริงเป็นจำนวนมาก คณะกรรมการวินัยฯ สอบพยานหลักฐานเพิ่มเติมทุกฝ่ายให้ครบถ้วน เพื่อหาข้อสรุปว่าเป็นความผิดหรือไม่ และหากผิด จะผิดร้ายแรงระดับไหน กระบวนการสอบข้อเท็จจริงและการวินิจฉัยจะได้ข้อสรุปภายในเดือนตุลาคมนี้ จะสื่อสารผลสรุปต่อสาธารณะทันทีอย่างเปิดเผย
ส่วนกรณีที่ 2 (ไม่ปรากฏในสื่อสาธารณะ) เป็นข้อกล่าวหาเรื่องการคุกคามทางเพศโดย สส.อีก 1 คน ทั้งนี้ พรรคทราบข้อมูลว่า ได้เกิดเหตุการณ์ที่อาจเข้าข่ายการล่วงละเมิดทางเพศ แม้ว่าพรรคยังไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนโดยตรงจากบุคคล ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นผู้เสียหาย ทว่าตั้งแต่ทราบเรื่อง คณะกรรมการวินัยฯ เร่งติดต่อบุคคลดังกล่าว ตอนนี้รอความพร้อมการให้ข้อมูลเพิ่มเติม
“2 กรณีนี้ หากได้ข้อสรุปว่าเป็นความผิด พรรคจะไม่อดทนต่อการกระทำผิดทางเพศ การใช้อำนาจโดยมิชอบ การคอร์รัปชั่น และการฉ้อฉล จะลงโทษโดยไม่สนต่อผลกระทบทางการเมืองที่ตามมา”
— พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล

ล้อมคอก 3 แนวทาง ป้องกันเรื่องฉาว
โฆษกพรรคก้าวไกล ชี้แจงต่อถึงส่วนที่ 3. ซึ่งเป็นแนวทางการปรับปรุงป้องกันไม่ให้เกิดการคุกคามทางเพศในอนาคต ผ่านมาตรการต่อไปนี้
- ปรับปรุงการทำงานของคณะกรรมการวินัยฯ ให้มีสัดส่วนของผู้เชี่ยวชาญภายนอก ที่ไม่ได้เป็น สส.พรรคและไม่ใช่เพศชายเพิ่มขึ้น
- ปรับปรุงกระบวนการสอบสวนป้องกันไม่ให้เกิดความล่าช้า เพื่อความเป็นธรรมของทุกฝ่าย
- เพิ่มความเข้มข้นการอบรมบุคลากรพรรค เรื่องการเคารพความเสมอภาคทางเพศและสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย ขยายทั้งจำนวนผู้เข้าร่วมให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน เพิ่มความถี่ เพิ่มรูปแบบการอบรม เพิ่มความละเอียดเนื้อหา และหลักสูตรที่จำเป็นต่อการสร้างความเข้าใจ ที่ผ่านคำปรึกษาของผู้เชี่ยวชาญภายนอก ปรับปรุงกระบวนการคัดกรองบุคลากรให้คำนึงถึงความสำคัญของเรื่องดังกล่าวมากขึ้น และไม่น้อยไปกว่าความสามารถในการทำงาน
“จากที่มีการเปิดเผยแชตบางส่วนในโซเชียลมีเดีย แต่หลักฐานที่คณะกรรมการวินัยได้มามี 200 กว่าแผ่น ตอนแรกเข้าใจว่ามีแค่นั้น แต่จากการสอบสวนเพิ่มเติม พบว่ามีพยานหลักฐานอื่นอีก กระบวนการหลังจากนี้ ต้องการข้อความในส่วนที่หายไปเพื่อมาประกอบกัน แล้วดูว่าเป็นการคุกคามทางเพศหรือไม่ หรือมีเรื่องอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ไม่สามารถตัดสินได้หากยังมีข้อมูลไม่ครบถ้วน เพียงแต่ตอนนี้ อยากมายอมรับกับสังคมว่า มีเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง และตั้งใจที่จะมีคณะกรรมการวินัยในสัดส่วนของผู้หญิงเพิ่มมากขึ้น เพื่อมาจัดการกับปัญหาเรื่องนี้”
— ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม.พรรคก้าวไกล
ชี้ ‘วุฒิพงศ์’ แจงถูกดิสเครดิต เป็นชุดคำอธิบาย-ต้องพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่
ส่วนกรณีที่ วุฒิพงศ์ โพสต์คลิปชี้แจงอ้างว่าเป็นการดิสเครดิตนั้น ศศินันท์ ชี้แจงว่า เรื่องนี้เข้ามากลางเดือนกรกฎาคม ในช่วงแรกเหมือนจะเป็นการดิสเครดิต ก่อนจะมีเรื่องการคุกคามทางเพศเข้ามาด้วย จึงดูเหมือนมีการโยงหลายเรื่องรวมกัน ทำให้การพิจารณายากขึ้นไปอีก จึงต้องแยกส่วนกัน ทั้งเรื่องคุกคามทางเพศและทางการเมือง ซึ่งคณะกรรมการวินัยที่ตั้งมาเฉพาะกิจ จะพิจารณาเรื่องการคุกคามทางเพศเป็นหลัก ทั้งเรื่อง Consent และ Power Dynamics ที่จะต้องเอามาพิจารณาในการตัดสินหรือกำหนดบทลงโทษทางวินัยกับผู้กระทำความผิด
เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า จะดิสเครดิตได้อย่างไร ในเมื่อผู้เสียทำงานกับพรรค พริษฐ์ อ้างว่า ที่ยังต้องใช้เวลาเพิ่มเติมในการตรวจสอบ ไม่ใช่แค่ต้องการข้อสรุปว่าผิดหรือไม่ผิด หากผิดจะร้ายแรงขนาดไหน เพื่อให้การลงโทษเป็นไปตามสัดส่วนของความผิด ส่วนข้อมูลที่ วุฒิพงศ์ แถลง ต้องย้ำว่า เป็นชุดคำอธิบายของ วุฒิพงศ์ ที่ต้องมีการพิสูจน์ก่อนว่าจริงหรือไม่
ขณะที่ ศศินันท์ กล่าวเสริมว่า สิ่งที่ วุฒิพงศ์ กล่าวอ้าง ในกระบวนการสอบสวน ก็ให้เวลาในการหาพยานมารองรับ ต้องให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย ส่วนเรื่องการคุกคามทางเพศ ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นแชตแบบไหน ก็ต้องเวลากับคณะกรรมการทั้งหมดที่จะต้องพิสูจน์พยานหลักฐานด้วย

น้อมรับคำวิจารณ์ สอบพรรคอื่นรวดเร็ว แต่สอบกันเองกลับชักช้า
เมื่อถามว่าการตั้งคณะกรรมการภายในขึ้นมาตรวจสอบกันเอง จะทำให้มั่นใจได้อย่างไรว่าจะเกิดความโปร่งใส พริษฐ์ กล่าวว่า ต้องแยก 2 ประการ ประการแรก แม้จะเป็นกระบวนการสอบสวนภายใน เราก็ต้องทำเต็มที่ เพื่อให้กระบวนการดังกล่าวนำไปสู่ความเป็นธรรมต่อผู้เสียหาย ซึ่งตนคิดว่าการเพิ่มผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกจะทำให้มีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบมากขึ้น ประการที่ 2 แม้มีกระบวนการภายใน แต่เราก็ต้องเปิดต่อกระบวนการสอบสวนภายนอกเช่นกัน หากมีกระบวนการภายนอกเราก็พร้อมร่วมมือ การดำเนินการภายในไม่ได้มาแทนที่กระบวนการภายนอกที่สามารถเกิดขึ้นได้ เรายินดีให้ความร่วมมือ
ส่วนประเด็นเสียงวิจารณ์ว่าพรรคก้าวไกล ตอบสนองค่อนข้างเร็วในการตรวจสอบพรรคอื่น แต่พอเป็นเรื่องภายในกลับล่าช้า พริษฐ์ ก็น้อมรับคำวิจารณ์ และเห็นด้วยกับหลักการว่า เวลาเราเรียกร้องมาตรฐานที่ดีขึ้นจากสังคม ก็ต้องเรียกร้องมาตรฐานนั้นกับตนเองด้วย อย่างที่บอกว่า แต่ละกรณีมีระยะเวลาในการดำเนินการแตกต่างกัน รวมถึงการสื่อสารที่แตกต่างกันออกไป
“ยืนยันว่าไม่เคยมีเจตนาที่จะทำให้เรื่องนี้ได้ข้อยุติล่าช้า เราจึงทำเต็มที่ให้ได้ข้อยุติเร็วที่สุด ตอนนี้ อยู่ในขั้นตรวจสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติม แต่กรรมการบริหารพรรคยืนยันว่า จะให้มีข้อสรุปได้ภายในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งคำวิพากษ์วิจารณ์ก็ถูกนำมาพิจารณาประกอบการปรับปรุงกระบวนการในอนาคต”
— พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล
พร้อมย้ำด้วยว่า โดยปกติเมื่อมีเรื่องร้องเรียนเข้ามา จะเข้าสู่กระบวนการสอบสวนโดยคณะกรรมการวินัย ก่อนจะส่งความเห็นให้คณะกรรมการบริหารตัดสินใจ แต่จะมีบางกรณีไม่ได้มีการยื่นเรื่องโดยผู้เสียหายโดยตรง แต่เมื่อทราบเหตุจากบุคคลอื่น พรรคก็ติดต่อผู้ที่อาจจะเป็นผู้เสียหายทันที เพื่อให้ความเป็นธรรมกับบุคคลดังกล่าว เป็นการทำงานเชิงรุกด้วย ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ในขั้นตอนตรวจสอบ

‘ทนายแจม’ รับ สส.หญิงใน ‘ก้าวไกล’ กระอักกระอ่วนใจ
สำหรับประเด็นที่ว่า พรรคก้าวไกลชูเรื่องความเท่าเทียมมาตลอด แต่กลับมีกรณีแบบนี้ ศศินันท์ ยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระอักกระอ่วนใจของ สส.หญิงของพรรค เพราะเรายืนยันเรื่องนี้มาโดยตลอด เราอภิปรายเรื่องความรุนแรงในครอบครัว เรื่องเด็ก สตรี
“เป็นความจริงที่น่ากระอักกระอ่วนใจ ที่เราต้องตอบสังคมให้ได้เกี่ยวกับเรื่องนี้ เราได้รับคำแนะนำ เมื่อก่อนกรรมการวินัยมีสัดส่วนผู้หญิงน้อยมาก ก็ได้เพิ่มสัดส่วนผู้หญิงขึ้นมา ซึ่งดิฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น กรณีแรกเป็นเรื่องที่ชัยภูมิ”
— ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม.พรรคก้าวไกล
ศศินันท์ บอกด้วยว่า เมื่อมีผู้หญิงในกรรมการวินัยมากขึ้น อาจทำให้ผลที่ออกมาเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่สังคมเข้าใจมากขึ้น เราอาจจะไม่สามารถคุมคนทุกคนได้ เราไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดร่วมกันได้ ก็ต้องมีการเรียนรู้ปรับปรุงต่อไป จะได้ยกระดับความรับผิดชอบของ สส.มากขึ้นด้วย
ขณะที่ พริษฐ์ ท้ายว่า สุดท้ายความเชื่อมั่นของประชาชนขึ้นอยู่กับการกระทำของเรา สิ่งที่จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้ ต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ ส่วนที่ถูกมองว่าพรรคก้าวไกล มักจะใช้วิธีการสื่อสารทางเดียวเมื่อเกิดปัญหา ยืนยันว่า สิ่งสำคัญคือการเผชิญ ซึ่งวิธีการหนึ่งคือ การตอบทุกคำถามที่สังคม หรือสื่อถามแทนประชาชน วันนี้ เราจึงออกมาชี้แจงเรื่องนี้




