ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม. พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงการแสดงวิสัยทัศน์ของ เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ในวันที่ 22 ส.ค.นี้ ว่า แคนดิเดตนายกฯ คือบุคคลที่จะมาทำงานให้ประชาชนในอีก 4 ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้น ทิศทางในการทำงานเป็นอย่างไร ก็ควรให้ผู้แทนของพี่น้องประชาชนส่งมาทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรได้สอบถาม ซึ่งที่ผ่านมา การโหวตนายกฯ ครั้งแรก เราก็ได้มีการซักถามเป็นวงกว้างว่า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล มีแนวคิดแนวปฏิบัติอย่างไร และจะดำเนินงานในการเป็นนายกรัฐมนตรีอีก 4 ปีข้างหน้าอย่างไร แน่นอนว่าครั้งนี้ คือการโหวตนายกฯ ครั้งที่สอง จะเป็นใครก็สุดแท้แต่พรรคเพื่อไทย
“ถ้าเกิดมีเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือเพื่อนวุฒิสภาจะสอบถามในสภาฯ ก็สามารถเข้ามาชี้แจงได้ ประธานรัฐสภามีอำนาจในการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงโดยใช้บัลลังก์” ณัฐชา กล่าว
เมื่อถามว่าพรรคก้าวไกล เตรียมอภิปรายคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ณัฐชา กล่าวว่า ในคุณสมบัติ เราไม่ได้มีการสอบถาม ที่ผ่านมาได้ผ่านการเลือกตั้ง ผ่านพี่น้องประชาชนมาแล้ว ประชาชนได้ตัดสินใจ จากการหาเสียงตลอดระยะเวลาที่ลงเลือกตั้งไปแล้ว ในส่วนของประเด็นข้อซักถามต่างๆ อาจไม่ได้ ซึ่ง ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ได้นำเสนอกับสื่อมวลชนไปแล้วว่า ในที่ประชุมพรรคของเรา มีความเห็นจะไม่โหวตสนับสนุน เศรษฐา เนื่องจากความคลุมเครือในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งวันนี้วันที่ 17 ส.ค.แล้ว ก็ยังไม่เห็นหน้าตารัฐบาลใหม่ว่าจะเป็นอย่างไร
เมื่อถามว่าพรรคก้าวไกลจะตัดสินใจงดออกเสียงหรือไม่เห็นชอบช่วงวันไหน ณัฐชา กล่าวว่า เราเปิดโอกาส วันนี้พรรคจัดตั้งรัฐบาลอาจจะบอกว่าชุลมุนอยู่ กำลังรวมเสียง ก็ยังไม่สามารถมองหน้าตารัฐบาลใหม่ได้ ยังไม่สามารถที่จะเห็นหน้าตารัฐบาลใหม่ได้ว่าเป็นใคร เราก็ให้โอกาสจนถึงนาทีสุดท้ายของวันที่ 21 ส.ค. เลยว่าสุดท้ายแล้ว จะประกาศความชัดเจนออกมาหรือไม่ ในส่วนของงดออกเสียงหรือไม่เห็นด้วย ก็จะไปอยู่ในวันนั้น แต่ถ้าไม่เห็นความชัดเจนใดๆ ก็คงต้องโหมดไม่เห็นชอบ พร้อมปฏิเสธถึงกระแสข่าวการเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ
“ไม่มีแนวทางความเป็นไปได้ที่เราจะไม่สนับสนุนแคนดิเดตของพรรคพลังประชารัฐ หรือเห็นว่านายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ ดีกว่า เพราะช่วงหาเสียงที่ผ่านมาเราได้พูดคุยกับพี่น้องประชาชนว่า สิ่งที่เราไม่เห็นด้วย สิ่งที่เราเห็นต่างกับพรรคพลังประชารัฐ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของเขาคือ พล.อ.ประวิตร ที่เราไม่เห็นด้วยมีเหตุผลอะไรบ้าง เราก็บอกกับพี่น้องประชาชนไปแล้ว และประชาชนก็ได้ตัดสินใจแล้ว” ณัฐชา กล่าว
ส่วนกรณีที่ รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จะเสนอญัตติให้สภาฯ ทบทวนญัตติว่าสามารถเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ซ้ำ จะเกิดเหตุการณ์ซ้ำกับวันที่ 19 ก.ค. หรือไม่ ณัฐชา กล่าวว่า แน่นอนว่าเรื่องของข้อบังคับข้อที่ 29 เราผูกโดยสภาฯ มีปัญหาโดยสภาฯ แล้วทางหน่วยงานภายนอกต่างๆ ที่มาตัดสิน เราก็ไม่เห็นด้วย เพราะนิติบัญญัติควรต้องใช้สภาฯ เมื่อสภาฯ ผูก สภาฯ ก็ต้องเป็นคนแก้ ดังนั้น เรามองว่าวันนั้น ในการตัดสินโหวตไป หลังจากลงมติแล้ว มีนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัยต่างๆ วิตกกังวลเรื่องของข้อกฎหมายที่สภาฯ ลงมติไป ขณะที่องค์กรภายนอกออกมาให้ความเห็นในทางที่ไม่ถูกไม่ควร ดังนั้น เราจึงอยากหยิบยกเรื่องราวต่างๆ ที่สภาฯ ผูกเอาไว้ แล้วก็แก้โดยสภาฯ โดยการทบทวนญัตติที่ลงมติไปแล้ว
ส่วนกระบวนการที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น ในการทบทวนเรื่องนี้ เป็นเพราะเหตุใด ณัฐชา กล่าวว่า ก็อาจจะเป็นเพราะว่าหากเรื่องนี้มีการทบทวนใหม่ ลงความเห็นว่าไม่เห็นด้วย และกลับมาเสนอซ้ำได้ ก็อาจจะเกรงว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล จะได้กลับมาโหวตอีกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้ก็มีความพยายามเป็นเกมการเมืองอย่างแน่นอน แต่ความถูกต้องยังต้องคงอยู่คู่สภาฯ สภาฯ ไม่ควรทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
เมื่อถามว่าคาดหวังการทำหน้าที่อย่างไรกับประธานรัฐสภา ณัฐชา กล่าวว่า ครั้งที่แล้วก็ต้องเคารพในการตัดสินใจของประธานรัฐสภา ซึ่งก็เป็นอำนาจตามข้อบังคับของประธานรัฐสภาในข้อที่ 22 ส่วนในครั้งนี้ เราก็อยากจะขอความเห็นใจว่า สภาผู้แทนราษฎร และรัฐสภาเองที่มีการลงมติ อย่างหนึ่งอย่างใดไปแล้ว มันผูกพัน มันบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ว่าการทำหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ของตัวแทนพี่น้องประชาชนทำในสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะฉะนั้น การจดจำตรงนี้ของพี่น้องประชาชน จะบันทึกว่าคุณทำในสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่
เมื่อถามว่า มองอย่างไรกับการที่มีคนมองว่า พรรคก้าวไกลไม่โหวตให้พรรคเพื่อไทย ผิดกับคำพูดที่บอกว่าจะช่วยปิดสวิตช์ สว. ณัฐชา กล่าวว่า ตนคิดว่า วาทกรรมการบอกว่าพรรคก้าวไกล ต้องโหวตให้พรรคเพื่อไทย เพื่อปิดสวิตช์ สว. นั้น มันไม่ใช่ ก็ตอนนี้ สว. กำลังใช้กลไกของเขาในการไม่โหวตให้เสียงสนับสนุนที่เป็นมติของประชาชน การปิดสวิตช์ สว.นั้น คือให้ สว.ไม่มีความหมาย ในการโหวตนายกรัฐมนตรี คือการใช้สิทธิ์ของสภาล่างอย่างเดียว
“ตอนนี้ที่เราพูดกัน 312 เสียง เป็นเสียงข้างมากของ 500 เสียง ในสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นในการปิดสวิตช์ สว. คือการให้เสียงของ สส. มีอำนาจมากกว่า แต่ตอนนี้ สว.ได้ประสบความสำเร็จแล้ว ในการไม่โหวตให้แคนดิเดตที่มาจากพรรคอันดับหนึ่ง เป็นการบีบโดยการ บอกว่าจะไม่โหวตให้พรรคโน้นพรรคนี้ แล้วบอกว่าให้พรรคการเมืองต้องกลัว สว. โดยไปโหวตให้แล้วบอกว่า นี่คือการปิดสวิตช์ สว. ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ถูกต้องเป็นการบีบทางอ้อมและเป็นการร่วมกันปิดสวิตช์พรรคก้าวไกลมากกว่า” ณัฐชา กล่าว
เมื่อถามย้ำว่า จะไม่กลายเป็นการให้พรรคเพื่อไทย จับมือกับ ‘2 ลุง’ โดยชอบธรรม เพราะเขาหาเสียงไม่ได้แล้ว ณัฐชา กล่าวว่า ความชอบธรรมที่สุด คือการจับมือ 312 เสียง คือความชอบธรรมที่สุด และเป็นความต้องการของพี่น้องประชาชนที่สุด และเป็นเรื่องที่พึงกระทำได้ดีที่สุด ด้วยการจับมือ 312 เสียง เนื่องจากเป็นเสียงที่มาจากพี่น้องประชาชนต้องการ เป็นฟากฝ่ายที่พี่น้องประชาชนต้องการให้บริหารบริหารราชการแผ่นดิน
“ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าความต้องการของพี่น้องประชาชนในวันนี้ เลือกมาอย่างถล่มทลาย เลือกฝั่ง 312 เสียง แต่ 312 เสียงไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็เพราะว่ามีเสียงอื่นๆ มาแทรกแซง คือเสียงของ สว. และพยายามกดดันให้ความเห็นต่างๆ นานา พยายามตีไปกลับ 312 เสียงแตกออกจากกัน เพราะฉะนั้น วันนี้เขาทำสำเร็จแล้ว” ณัฐชา กล่าว
“ขั้นแรกคือตี 312 เสียงออกจากกัน การรวมเสียงใหม่ ก็แล้วแต่พรรคแกนนำในขณะนั้นที่จะตัดสินใจ เขาจะตัดสินใจจับมือกันเหนียวแน่น 312 เสียง และไปหาเสียงเพิ่มเติมก็สามารถทำได้ ส่วนเขาจะตัดสินใจไม่จับมือกัน 312 เสียง และไปเอาอีกฟากฝ่ายหนึ่งก็สามารถทำได้ แต่ว่าไม่ตรงกับแนวความคิดของพรรคก้าวไกล” ณัฐชา กล่าวต่อ
ณัฐชา ย้ำว่า หากมีช่องทางมาสนับสนุน พิธา เป็นนายกรัฐมนตรีได้ พรรคก้าวไกลก็จะทำ เพราะเป็นสิ่งที่ได้รับมอบหมายจากประชาชน วันนี้ 151 เสียงของพรรคก้าวไกล ก็ยังยืนหยัดที่อยากจะต่อสู้เพื่อเพื่อความต้องการของพี่น้องประชาชน แต่เนื่องจากเราไม่สามารถทำได้ เพราะเราไม่มีเสียงสนับสนุน ดังนั้น ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้พี่น้องประชาชนเห็นว่า การเลือกตั้งสำคัญ และการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง หรือการตัดสินใจเลือกใครเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเรานั้นต้องสังเกตดีๆ
“ในการโหวตครั้งนี้ สามารถตอบโจทย์ความต้องการของท่านได้หรือไม่ สามารถเข้ามาทำหน้าที่ในสภาฯ และทำหน้าที่โหวตนายกรัฐมนตรีแทนท่านได้หรือไม่ สส. อยากทุกพรรคการเมืองในวันนี้พี่น้องประชาชน รวมออกมากดดันอยากให้เรื่องเปกติของระบอบประชาธิปไตย คือภาพที่ได้เสียงดับหนึ่งได้เป็นนายกรัฐมนตรี เราต้องพูดเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็เพราะว่ามันเกิดความไม่ปกติในสังคม มีคนพยายามบิดเบือนมีคนพยายามพูดว่าหากรวมเสียงกัน ฟากฝ่ายหนึ่งชนะ ก็สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้” ณัฐชา กล่าว
“ถ้าเกิดมีเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือเพื่อนวุฒิสภาจะสอบถามในสภาฯ ก็สามารถเข้ามาชี้แจงได้ ประธานรัฐสภามีอำนาจในการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงโดยใช้บัลลังก์” ณัฐชา กล่าว
เมื่อถามว่าพรรคก้าวไกล เตรียมอภิปรายคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ณัฐชา กล่าวว่า ในคุณสมบัติ เราไม่ได้มีการสอบถาม ที่ผ่านมาได้ผ่านการเลือกตั้ง ผ่านพี่น้องประชาชนมาแล้ว ประชาชนได้ตัดสินใจ จากการหาเสียงตลอดระยะเวลาที่ลงเลือกตั้งไปแล้ว ในส่วนของประเด็นข้อซักถามต่างๆ อาจไม่ได้ ซึ่ง ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ได้นำเสนอกับสื่อมวลชนไปแล้วว่า ในที่ประชุมพรรคของเรา มีความเห็นจะไม่โหวตสนับสนุน เศรษฐา เนื่องจากความคลุมเครือในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งวันนี้วันที่ 17 ส.ค.แล้ว ก็ยังไม่เห็นหน้าตารัฐบาลใหม่ว่าจะเป็นอย่างไร
เมื่อถามว่าพรรคก้าวไกลจะตัดสินใจงดออกเสียงหรือไม่เห็นชอบช่วงวันไหน ณัฐชา กล่าวว่า เราเปิดโอกาส วันนี้พรรคจัดตั้งรัฐบาลอาจจะบอกว่าชุลมุนอยู่ กำลังรวมเสียง ก็ยังไม่สามารถมองหน้าตารัฐบาลใหม่ได้ ยังไม่สามารถที่จะเห็นหน้าตารัฐบาลใหม่ได้ว่าเป็นใคร เราก็ให้โอกาสจนถึงนาทีสุดท้ายของวันที่ 21 ส.ค. เลยว่าสุดท้ายแล้ว จะประกาศความชัดเจนออกมาหรือไม่ ในส่วนของงดออกเสียงหรือไม่เห็นด้วย ก็จะไปอยู่ในวันนั้น แต่ถ้าไม่เห็นความชัดเจนใดๆ ก็คงต้องโหมดไม่เห็นชอบ พร้อมปฏิเสธถึงกระแสข่าวการเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ
“ไม่มีแนวทางความเป็นไปได้ที่เราจะไม่สนับสนุนแคนดิเดตของพรรคพลังประชารัฐ หรือเห็นว่านายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ ดีกว่า เพราะช่วงหาเสียงที่ผ่านมาเราได้พูดคุยกับพี่น้องประชาชนว่า สิ่งที่เราไม่เห็นด้วย สิ่งที่เราเห็นต่างกับพรรคพลังประชารัฐ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของเขาคือ พล.อ.ประวิตร ที่เราไม่เห็นด้วยมีเหตุผลอะไรบ้าง เราก็บอกกับพี่น้องประชาชนไปแล้ว และประชาชนก็ได้ตัดสินใจแล้ว” ณัฐชา กล่าว
ส่วนกรณีที่ รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จะเสนอญัตติให้สภาฯ ทบทวนญัตติว่าสามารถเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ซ้ำ จะเกิดเหตุการณ์ซ้ำกับวันที่ 19 ก.ค. หรือไม่ ณัฐชา กล่าวว่า แน่นอนว่าเรื่องของข้อบังคับข้อที่ 29 เราผูกโดยสภาฯ มีปัญหาโดยสภาฯ แล้วทางหน่วยงานภายนอกต่างๆ ที่มาตัดสิน เราก็ไม่เห็นด้วย เพราะนิติบัญญัติควรต้องใช้สภาฯ เมื่อสภาฯ ผูก สภาฯ ก็ต้องเป็นคนแก้ ดังนั้น เรามองว่าวันนั้น ในการตัดสินโหวตไป หลังจากลงมติแล้ว มีนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัยต่างๆ วิตกกังวลเรื่องของข้อกฎหมายที่สภาฯ ลงมติไป ขณะที่องค์กรภายนอกออกมาให้ความเห็นในทางที่ไม่ถูกไม่ควร ดังนั้น เราจึงอยากหยิบยกเรื่องราวต่างๆ ที่สภาฯ ผูกเอาไว้ แล้วก็แก้โดยสภาฯ โดยการทบทวนญัตติที่ลงมติไปแล้ว
ส่วนกระบวนการที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น ในการทบทวนเรื่องนี้ เป็นเพราะเหตุใด ณัฐชา กล่าวว่า ก็อาจจะเป็นเพราะว่าหากเรื่องนี้มีการทบทวนใหม่ ลงความเห็นว่าไม่เห็นด้วย และกลับมาเสนอซ้ำได้ ก็อาจจะเกรงว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล จะได้กลับมาโหวตอีกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้ก็มีความพยายามเป็นเกมการเมืองอย่างแน่นอน แต่ความถูกต้องยังต้องคงอยู่คู่สภาฯ สภาฯ ไม่ควรทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
เมื่อถามว่าคาดหวังการทำหน้าที่อย่างไรกับประธานรัฐสภา ณัฐชา กล่าวว่า ครั้งที่แล้วก็ต้องเคารพในการตัดสินใจของประธานรัฐสภา ซึ่งก็เป็นอำนาจตามข้อบังคับของประธานรัฐสภาในข้อที่ 22 ส่วนในครั้งนี้ เราก็อยากจะขอความเห็นใจว่า สภาผู้แทนราษฎร และรัฐสภาเองที่มีการลงมติ อย่างหนึ่งอย่างใดไปแล้ว มันผูกพัน มันบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ว่าการทำหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ของตัวแทนพี่น้องประชาชนทำในสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะฉะนั้น การจดจำตรงนี้ของพี่น้องประชาชน จะบันทึกว่าคุณทำในสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่
เมื่อถามว่า มองอย่างไรกับการที่มีคนมองว่า พรรคก้าวไกลไม่โหวตให้พรรคเพื่อไทย ผิดกับคำพูดที่บอกว่าจะช่วยปิดสวิตช์ สว. ณัฐชา กล่าวว่า ตนคิดว่า วาทกรรมการบอกว่าพรรคก้าวไกล ต้องโหวตให้พรรคเพื่อไทย เพื่อปิดสวิตช์ สว. นั้น มันไม่ใช่ ก็ตอนนี้ สว. กำลังใช้กลไกของเขาในการไม่โหวตให้เสียงสนับสนุนที่เป็นมติของประชาชน การปิดสวิตช์ สว.นั้น คือให้ สว.ไม่มีความหมาย ในการโหวตนายกรัฐมนตรี คือการใช้สิทธิ์ของสภาล่างอย่างเดียว
“ตอนนี้ที่เราพูดกัน 312 เสียง เป็นเสียงข้างมากของ 500 เสียง ในสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นในการปิดสวิตช์ สว. คือการให้เสียงของ สส. มีอำนาจมากกว่า แต่ตอนนี้ สว.ได้ประสบความสำเร็จแล้ว ในการไม่โหวตให้แคนดิเดตที่มาจากพรรคอันดับหนึ่ง เป็นการบีบโดยการ บอกว่าจะไม่โหวตให้พรรคโน้นพรรคนี้ แล้วบอกว่าให้พรรคการเมืองต้องกลัว สว. โดยไปโหวตให้แล้วบอกว่า นี่คือการปิดสวิตช์ สว. ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ถูกต้องเป็นการบีบทางอ้อมและเป็นการร่วมกันปิดสวิตช์พรรคก้าวไกลมากกว่า” ณัฐชา กล่าว
เมื่อถามย้ำว่า จะไม่กลายเป็นการให้พรรคเพื่อไทย จับมือกับ ‘2 ลุง’ โดยชอบธรรม เพราะเขาหาเสียงไม่ได้แล้ว ณัฐชา กล่าวว่า ความชอบธรรมที่สุด คือการจับมือ 312 เสียง คือความชอบธรรมที่สุด และเป็นความต้องการของพี่น้องประชาชนที่สุด และเป็นเรื่องที่พึงกระทำได้ดีที่สุด ด้วยการจับมือ 312 เสียง เนื่องจากเป็นเสียงที่มาจากพี่น้องประชาชนต้องการ เป็นฟากฝ่ายที่พี่น้องประชาชนต้องการให้บริหารบริหารราชการแผ่นดิน
“ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าความต้องการของพี่น้องประชาชนในวันนี้ เลือกมาอย่างถล่มทลาย เลือกฝั่ง 312 เสียง แต่ 312 เสียงไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็เพราะว่ามีเสียงอื่นๆ มาแทรกแซง คือเสียงของ สว. และพยายามกดดันให้ความเห็นต่างๆ นานา พยายามตีไปกลับ 312 เสียงแตกออกจากกัน เพราะฉะนั้น วันนี้เขาทำสำเร็จแล้ว” ณัฐชา กล่าว
“ขั้นแรกคือตี 312 เสียงออกจากกัน การรวมเสียงใหม่ ก็แล้วแต่พรรคแกนนำในขณะนั้นที่จะตัดสินใจ เขาจะตัดสินใจจับมือกันเหนียวแน่น 312 เสียง และไปหาเสียงเพิ่มเติมก็สามารถทำได้ ส่วนเขาจะตัดสินใจไม่จับมือกัน 312 เสียง และไปเอาอีกฟากฝ่ายหนึ่งก็สามารถทำได้ แต่ว่าไม่ตรงกับแนวความคิดของพรรคก้าวไกล” ณัฐชา กล่าวต่อ
ณัฐชา ย้ำว่า หากมีช่องทางมาสนับสนุน พิธา เป็นนายกรัฐมนตรีได้ พรรคก้าวไกลก็จะทำ เพราะเป็นสิ่งที่ได้รับมอบหมายจากประชาชน วันนี้ 151 เสียงของพรรคก้าวไกล ก็ยังยืนหยัดที่อยากจะต่อสู้เพื่อเพื่อความต้องการของพี่น้องประชาชน แต่เนื่องจากเราไม่สามารถทำได้ เพราะเราไม่มีเสียงสนับสนุน ดังนั้น ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้พี่น้องประชาชนเห็นว่า การเลือกตั้งสำคัญ และการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง หรือการตัดสินใจเลือกใครเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเรานั้นต้องสังเกตดีๆ
“ในการโหวตครั้งนี้ สามารถตอบโจทย์ความต้องการของท่านได้หรือไม่ สามารถเข้ามาทำหน้าที่ในสภาฯ และทำหน้าที่โหวตนายกรัฐมนตรีแทนท่านได้หรือไม่ สส. อยากทุกพรรคการเมืองในวันนี้พี่น้องประชาชน รวมออกมากดดันอยากให้เรื่องเปกติของระบอบประชาธิปไตย คือภาพที่ได้เสียงดับหนึ่งได้เป็นนายกรัฐมนตรี เราต้องพูดเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็เพราะว่ามันเกิดความไม่ปกติในสังคม มีคนพยายามบิดเบือนมีคนพยายามพูดว่าหากรวมเสียงกัน ฟากฝ่ายหนึ่งชนะ ก็สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้” ณัฐชา กล่าว





