‘รมว.พม.’ ยัน! เบี้ยยังชีพเหมือนเดิม ขอสูงวัยสบายใจ

15 ส.ค. 2566 - 15:52

  • ‘รมต.จุติ’ ขอผู้สูงอายุสบายใจได้ ย้ำเบี้ยยังชีพยังเหมือนเดิม ไม่สะดุด 100%

  • อนาคตโยนรัฐบาลใหม่เคาะหลักเกณฑ์ ชี้นโยบายหาเสียงต่างกับนโยบายรัฐบาล

  • บอกหากอยากจ่าย 3,000 ต้องเพิ่มงบฯ พม. 9 เท่า

Minister_Chuti_guaranteed_Seniors_get_the_same_living_allowance_as_before_SPACEBAR_Hero_df700625fb.jpeg
ทำเนียบรัฐบาล (15 สิงหาคม 2566) จุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ให้สัมภาษณ์กรณีการเปลี่ยนหลักเกณฑ์จ่ายเงินเบี้ยผู้สูงอายุ ว่า กระทรวงมหาดไทยไม่ได้โยนมายัง พม. เขาทำตามระเบียบ ตามกฎหมาย เพราะทุกคนไม่อยากทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยนตาม และต้องรอคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ กำหนดเกณฑ์พร้อมชี้แจงรายละเอียดความชัดเจนด้วย 

รมว.พม. กล่าวว่า 1.ขณะนี้ทุกคนที่ได้รับเบี้ยยังชีพ ยังได้รับเหมือนเดิมทุกประการ 100 % ไม่มีใครตกหล่น 2.ต้องรอคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ 3.เป็นแนวทางเลือกตามมารยาทแล้วอยู่ที่รัฐบาลใหม่ว่าให้ทำอย่างไร 4.ความกังวลว่าเวลาให้ต้องคำนึงถึงกลุ่มอื่นๆ ของสังคมด้วย ซึ่งมีเด็ก 21 ล้านคน คนพิการ 3 ล้านคน ผู้สูงอายุ 11 ล้านคน 

รมว.พม. กล่าวต่อว่า ผู้สูงอายุที่แสดงสิทธิ 11 ล้านคน รับอยู่ 89,000 ล้านบาท มีคนที่จนจริงๆ เพียง 4 ล้านคน ต้องถามว่าคนที่เป็นรัฐบาลมีงบประมานที่จำกัด จะเอาเงินไปช่วยคนที่จนที่สุดของประเทศก่อนหรือไม่เท่านั้นเอง ซึ่งหากรัฐบาลใหม่มา และบอกว่าพร้อมที่จะให้เงินเดือนละ 3,000 บาท ก็ต้องไปเก็บภาษีมาให้ได้ ปีละ 720,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันนี้กระทรวง พม. ทั้งกระทรวงได้รับงบประมาณอยู่ 8,000 ล้านบาท เพราะฉะนั้นคุณต้องไปหางบประมาณมาอีก 9 เท่า  

รมต.จุติ ยืนยันว่า รัฐบาลโดยกระทรวง พม. ไม่ได้วางกรอบหรือเงื่อนไขระยะเวลาให้คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติเคาะหลักเกณฑ์ ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายกรัฐมนตรีคนใหม่ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เป็นคนเลือกว่าจะให้อย่างไร พร้อมย้ำว่า ตอนนี้ยังจ่ายเงินปกติไม่ได้มีปัญหาอะไร 100% รับเหมือนเดิมทุกประการไม่มีใครตกหล่นแม้แต่คนเดียว เพราะมีบทเฉพาะกาลอยู่ 

เมื่อถามว่าจะสามารถออกหลักเกณฑ์ได้ช่วงไหน รมต.จุติ กล่าวว่า อยู่ที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ จะตัดสินและส่งให้รัฐบาลใหม่  

เมื่อถามว่าจะให้ความมั่นใจกับประชาชนอย่างไร เพราะหลายคนกังวล จะถูกตัดเบี้ยผู้สูงอายุ รมต.จุติ ย้ำว่า “วันนี้100% ว่าผู้สูงอายุยังได้รับเบี้ยยังชีพ เหมือนเดิมไม่สะดุด งบประมาณก็จะเอาไว้แล้ว งบปี 66 จะจบ เดือนกันยายน นี้ และงบ ปี 67 เพิ่มเป็น 110,000 ล้านบาท เพราะผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น”  

ส่วนที่ฝ่ายการเมืองออกมาท้วงติง อาทิ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ออกมาแสดงความเห็นว่าเป็นการลักไก่ช่วงรัฐบาลรักษาการ นั้น จุติ กล่าวว่า “วาทะกรรมก็พูดได้ แต่ว่ามันอยู่ที่สามัญสำนึก จิตสำนึก และทำให้คนส่วนใหญ่เถอะ ผมไม่ทะเลาะกับการเมือง อยากฝากทุกคน ใครจะทำอะไรก็ได้ แต่ความสะใจไม่ได้ให้อะไรใครซักคนเดียว ซึ่งการเลือกตั้งจบไปแล้วตั้ง 2 เดือนให้คนไทยรักกันดีกว่า ขอร้อง”  

เมื่อถามว่า มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าตอนหาเสียงมีนโยบายจะเพิ่มเงินผู้สูงอายุแต่พอเลือกตั้งเสร็จจะมาลด จุติ ชี้แจงว่า “เพราะได้ข้อมูลผิดไงครับ” ก่อนจะย้ำว่า ทุกคนที่ได้รับก็ยังคงได้รับเหมือนเดิม 

เมื่อถามถึงการกำหนดการปรับหลักเกณฑ์ของผู้มีรายได้น้อยจะวัดอย่างไร จุติ กล่าวว่า ต้องไปดูที่รัฐธรรมนูญปี 60 ระบุว่า ผู้ที่ไม่มีรายได้เพียงพอนั่นแหละจะตัดที่เท่าไหร่ จะตัดที่ตัวเลขหรือเส้นแบ่งความยากจน แต่สิ่งที่นักการเมืองทุกคนไม่เคยพูดให้ประชาชนรับทราบว่า “ประเทศที่เขาเจริญแล้วที่เราทำตามเขา เขามีการพิสูจน์สิทธิ เช่น ออสเตรเลีย เยอรมัน อังกฤษ สหรัฐฯ คือมีการวัดว่าคุณลำบากจริง รายได้ไม่พอจริง ก็ควรจะไปช่วยเหลือ 

โอเคนะวันนี้เราบอกว่าเราให้ถ้วนหน้าก็โอเคครับ ถ้ามีสตางค์ วันนี้คุณยังเห็นเด็กที่ยังไม่มีเงินได้เรียนหนังสือ กองทุนเสมอภาคเพื่อการศึกษายังอยากมีงบประมาณเพิ่มขึ้น ดังนั้นจะให้กระจายทุกกลุ่มหรือไม่ หรือจะให้เฉพาะกลุ่ม คนเป็นรัฐบาลก็ต้องมองให้ถ้วน ผมว่าขอให้คิดถึงความเป็นมนุษย์อย่าไปคิดถึงคะแนนเสียง” 

จุติ ยังระบุว่า เดิมทีรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าไม่ควรรับเงินซ้อนจากรัฐ ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว และอันใหม่ระบุว่าให้คนที่มีรายได้ไม่เพียงพอ ก็ต้องไปดูว่าตรงนั้นคืออะไร ไม่มีอะไรยาก ทำใจให้สบาย รักทุกคน และด้วยมารยาทตนคงไม่ไปเรียกคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติมาประชุม เพราะเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรี พม. คนใหม่  

“ด้วยความเคารพทุกท่าน อยากให้แยกให้ออกว่านโยบายพรรคการเมือง กับนโยบายของรัฐบาล และโครงสร้างของประเทศ โครงสร้างการคลัง ประเทศไทยไม่ได้เผื่อไว้ หรือออกแบบมาเพื่อเป็นรัฐสวัสดิการ ดังนั้นหากจะต้องเปลี่ยนระบบเป็นระบบรัฐสวัสดิการต้องมีคนรับผิดชอบเยอะ  

วันนี้มีผู้ยื่นเสียภาษี 11 ล้านคน เสียภาษีจริงเพียง 4 ล้านคน ดังนั้นต้องขยายฐานภาษี และภาษีมูลค่าเพิ่มของต่างประเทศเขาอยู่ที่ 22 % ของไทยเราอยู่ที่ 7% ภาษีภาษีรายได้บุคคลธรรมดาเขาอยู่ที่ 39% แต่เราอยู่ที่ 20-22 % ส่วนภาษีท้องที่เขาอยู่ที่ 12% เราอยู่ที่ 0.5-1 % เพราะฉะนั้นเราต้องมาถามว่าคนไทยพร้อมหรือยัง คุยกันทั้งประเทศ นักการเมืองพรรคการเมืองก็ต้องฟัง ทั่วทุกกลุ่ม” จุติ กล่าว 

เมื่อถามว่าให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ใช่หรือไม่ จุติ พยักหน้ารับ พร้อมกล่าวว่า “ด้วยความรับผิดชอบ” เมื่อถามว่าอยากจะฝากอะไรไปถึงรัฐมนตรี พม.คนใหม่หรือไม่ จุติ กล่าวว่า “ขอให้คิดถึงทุกกลุ่ม รักทุกคน เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุขดีกว่า”  

เมื่อถามว่าไม่กลับมากระทรวงเดิมแล้วใช่หรือไม่ จุติ ระบุว่าไม่มีใครทราบ เดี๋ยวเป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่แล้ว 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์