หากจะกล่าวถึงกระทรวงที่มีบทบาทใกล้ชิดกับวิถีชีวิตของประชาชนคนไทยมากที่สุด ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งเสียชีวิต คงไม่มีใครปฏิเสธชื่อของ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเก่าแก่ที่มีกลไกการบริหารราชการแผ่นดินครอบคลุมไปทุกตารางนิ้วของประเทศ
ทว่าในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย กระทรวงแห่งนี้มักถูกยื้อแย่งและตกเป็นเป้าหมายสำคัญของฝ่ายการเมืองเสมอมา พร้อมกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง วัฒนธรรมสิงห์-ระบบสถาบันการศึกษานิยม
เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้าง อำนาจ และรอยต่อสำคัญ กระทรวงมหาดไทย ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
รศ.ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์ หัวหน้าสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชวนถอดรหัส ตั้งแต่ วัฒนธรรมสีสิงห์ - การแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง-คสช. จนถึง ทางออกเชิงโครงสร้าง อย่างการกระจายอำนาจ การขับเคลื่อน ผู้ว่าฯ CEO บนฐานยุทธศาสตร์
จาก "วัฒนธรรมสิงห์" สู่เกมอำนาจ-การบริหารพื้นที่
เมื่อตั้งคำถามถึงกระแสข่าวในแวดวงการเมืองเกี่ยวกับ วัฒนธรรมความเป็นสิงห์ ว่ามีผลต่อกระทรวงมหาดไทยมากน้อยเพียงใด ? รศ.ดร.วสันต์ สะท้อนภาพว่า เรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับ และถือเป็นปรากฏการณ์ปกติของ ระบบสถาบันการศึกษานิยม
ในแง่หนึ่งต้องยอมรับว่าวัฒนธรรมดังกล่าวมีอิทธิพลจริง ซึ่งถือเป็นรูปแบบหนึ่งของระบบสถาบันการศึกษานิยม และเชื่อว่าหน่วยงานอื่นก็เผชิญปรากฏการณ์นี้เช่นกัน
เนื่องจากมหาดไทยเป็นองค์กรเก่าแก่ที่มีความต่อเนื่องยาวนาน และมีสถาบันการศึกษาเฉพาะ ที่ทำหน้าที่บ่มเพาะบุคลากรเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบโดยตรง ความผูกพันทางสถาบันการศึกษาในลักษณะนี้ จึงส่งผลต่อโครงสร้างภายในอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
รศ.ดร.วสันต์ มองว่า ไม่ใช่เพียงกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น แต่หน่วยงานราชการเก่าแก่อื่นๆ เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็มีลักษณะโครงสร้างความสัมพันธ์เช่นนี้ เนื่องจากมหาวิทยาลัยไทยในอดีตถูกออกแบบมาเพื่อผลิตบุคลากรเข้าสู่ระบบราชการโดยตรง
หากพิจารณากระทรวงเก่าแก่อย่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในหลายหน่วยงานก็มีสถาบันการศึกษาที่มีความผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง เพราะมหาวิทยาลัยไทยในอดีตถูกสถาปนาขึ้นเพื่อตอบสนองต่อระบบราชการ
อาทิ คณะรัฐศาสตร์ สายการปกครอง ผลิตบุคลากรป้อน กระทรวงมหาดไทย สายการทูตป้อน กระทรวงการต่างประเทศ หรือ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ในอดีต ที่ผลิตคนเพื่อป้อน กรมประชาสังเคราะห์
ดังนั้นความสืบเนื่องของสถาบันการศึกษาเหล่านี้ จึงสร้างวัฒนธรรมความผูกพันในหมู่ศิษย์เก่า หรือที่เรียกว่าความเป็นพวกพ้อง ซึ่งเป็นไปตามหลักสถาบันนิยมทั่วไป
— รศ.ดร.วสันต์ กล่าว
เมื่อถามเจาะลึกว่า ความเป็นสถาบันการศึกษานิยมนี้ กลายเป็น ตราประทับ ที่ส่งผลต่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน หรือนำไปสู่การจัดสรรตำแหน่งภายในกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ ?
รศ.ดร.วสันต์ วิเคราะห์ว่า ระบบสถาบันการศึกษษนิยม มักจะซ้อนทับอยู่กับโครงสร้างการบริหารงานอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะในกระบวนการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง แม้ภาครัฐจะพยายามบังคับใช้ระบบคุณธรรม ตามหลักความรู้ความสามารถ หรือ ระบบอาวุโส แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบสถาบันการศึกษานิยมมีส่วนสร้างความใกล้ชิด และทำให้ผู้บริหารนึกถึงคนในเครือข่ายก่อนคนนอก
แม้จะไม่ได้เกิดขึ้นในทุกกรณี แต่ในเชิงสถิติมักมีแนวโน้มเช่นนั้น ตัวอย่างเช่น หากผู้บังคับบัญชาสูงสุด สำเร็จการศึกษาจากสถาบันใด ข้าราชการที่จบจากสถาบันการศึกษาเดียวกันย่อมมีโอกาสและแนวโน้มที่จะได้รับการเกื้อหนุนมากกว่า
นอกจากนี้ รศ.ดร.วสันต์ ยังชี้ให้เห็นว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย ทว่าในต่างประเทศก็มีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน
ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องจำเพาะของสังคมไทย ในต่างประเทศก็เผชิญข้อเท็จจริงนี้เช่นกัน เช่น สหราชอาณาจักร ข้าราชการระดับสูงส่วนใหญ่ล้วนสำเร็จการศึกษาจากกลุ่มมหาวิทยาลัย 'Oxbridge' (Oxford และ Cambridge)
หรือในประเทศญี่ปุ่น ข้าราชการในกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญมักเป็นศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยโตเกียว (Todai) ขณะที่กระทรวงด้านสังคมจะเป็นศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยเกียวโต ซึ่งเป็นรูปแบบสถาบันนิยมที่พบเห็นได้ทั่วโลก
3 เหตุผล "นักการเมือง" จ้องกุมอำนาจ "มหาดไทย"
หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 และการเลือกตั้งปี 2544 กลุ่มการเมืองท้องถิ่นหรือ บ้านใหญ่ เข้ามามีอิทธิพลและแทรกแซงการจัดสรรตำแหน่งในกระทรวงมหาดไทยมากขึ้นหรือไม่ ?
รศ.ดร.วสันต์ ชี้ให้เห็นว่า ฝ่ายการเมืองต้องการควบคุมกระทรวงมหาดไทยมาโดยตลอดด้วย 3 เหตุผลหลัก ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น
รศ.ดร.วสันต์ มองว่า ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เพิ่งเริ่มขึ้นในปี 2540 แต่ในทางประวัติศาสตร์การเมือง กระทรวงมหาดไทยถือเป็นหนึ่งในกระทรวงหลักที่พรรคการเมืองแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะไม่ยอมปล่อยให้ตกไปอยู่ในมือของพรรคอื่น เนื่องจากเป็นกระทรวงเกรดเอที่มีนัยสำคัญยิ่ง เหตุผลที่ฝ่ายการเมืองต้องการควบคุมมหาดไทยมาอย่างยาวนาน สามารถสรุปได้ 3 ประการหลัก
เหตุผลที่ 1 กลไกการบริหารที่ครอบคลุมทั่วประเทศ
กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานเดียวที่มีโครงสร้างอำนาจครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไม่เพียงแต่ผ่านบทบาทของ ผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ยังหยั่งลึกลงไปถึงระดับนายอำเภอ ตลอดจนเครือข่ายกำนันและผู้ใหญ่บ้านในการปกครองท้องที่ จึงถือเป็นกระทรวงที่ควบคุมมวลชนและมีฐานอำนาจหลากหลายที่สุด
เหตุผลที่ 2 บทบาทเดิมในการจัดการเลือกตั้ง
ในอดีตก่อนปี 2540 ประเทศไทยยังไม่มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หน้าที่หลักในการจัดทำและบริหารจัดการเลือกตั้งจึงเป็นของกระทรวงมหาดไทย พรรคการเมืองต่าง ๆ จึงต้องการเข้าควบคุมกระทรวงนี้ เนื่องจากอาจส่งผลต่อการเอื้อประโยชน์ในเชิงการเมือง เช่น การกำหนดเขตเลือกตั้ง
เหตุผลที่ 3 กลไกขับเคลื่อนผลงาน-นโยบายของรัฐบาล
ภารกิจของกระทรวงมหาดไทยมีความกว้างขวางภายใต้หลัก 'บำบัดทุกข์ บำรุงสุข' เมื่อรัฐบาลต้องการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญให้เห็นผลในเชิงพื้นที่ การควบคุมกระทรวงมหาดไทยจึงเป็นแต้มต่อสำคัญในการแปรนโยบายไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้ประชาชนรับรู้ว่าเป็นผลงานของรัฐบาล
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในอดีตคือ สมัยที่ เสนาะ เทียนทอง ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีการขับเคลื่อนนโยบายปราบปรามยาเสพติด โดยการสั่งการตรงไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทั่วประเทศ ซึ่งสร้างอิมแพคและภาพจำที่มีประสิทธิภาพ
"การเมืองยุคเก่า" แทรกซึม "การเมืองยุคใหม่" แทรกแซง
รศ.ดร.วสันต์ อธิบายเพิ่มเติมว่า การแทรกแซงมีมานานแล้ว เพียงแต่ระดับความรุนแรงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัย ในอดีตพรรคการเมืองอาจจะยังไม่แทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายระดับผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างประโจ่งแจ้งนัก
เนื่องจาก รัฐบาลผสมในยุคเก่า มักขาดเสถียรภาพทางการเมือง และมีอายุการทำงานค่อนข้างสั้น อีกทั้ง พรรคการเมืองแกนนำส่วนใหญ่ มักมีความสัมพันธ์อันดีกับข้าราชการระดับสูงในมหาดไทย มีการดึงอดีตข้าราชการมาเป็นรัฐมนตรีช่วยหรือแกนนำพรรค ภาพการแทรกแซงโดยตรงจึงไม่ชัดเจน ทว่าในภาพรวมก็ยังคงมีการเจรจาต่อรองเพื่อสนับสนุนบุคคลในเครือข่ายอยู่เสมอ
แต่ในช่วงหลัง โดยเฉพาะตั้งแต่ รัฐบาลพรรคไทยรักไทย เป็นต้นมา ปรากฏภาพเด่นชัดว่าฝ่ายบริหารเข้าไปแทรกแซงเชิงลึกมากขึ้น ซึ่งหากวิเคราะห์มูลเหตุในปี 2544 จะพบปัจจัยสำคัญคือ
รัฐบาลพรรคไทยรักไทย มีเสถียรภาพทางการเมืองสูงมาก รัฐบาลในขณะนั้นมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรอย่างเด็ดขาดและมีการควบรวมพรรคการเมืองขนาดเล็ก ทำให้กลไกฝ่ายบริหารมีความเข้มแข็ง
หนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาลยุคนั้น คือ การปฏิรูประบบราชการ ภายใต้แนวคิด 'การบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ' หรือ 'ผู้ว่าฯ CEO' ที่ต้องการเปลี่ยนบทบาทผู้ว่าราชการจังหวัด ให้เป็นนักยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนพื้นที่ นำนโยบายจากส่วนกลางไปปฏิบัติ
โดยรัฐบาลได้เพิ่มอำนาจและอุดหนุนงบประมาณโดยตรง ส่งผลให้รัฐบาลต้องการตัวบุคคลที่สามารถสนองตอบต่อนโยบายได้อย่างรวดเร็ว แทนที่จะเป็นนักปกครองตามรูปแบบเดิม จึงต้องคัดเลือกผู้ที่มีความสามารถในการบริหารเชิงยุทธศาสตร์และจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด
9 ปี คสช. พันธมิตรระนาบ "ทหาร - สิงห์ดำ"
เมื่อถอดรหัสผ่านช่วงเวลา 9 ปีในยุค คสช. ที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ครองอำนาจเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยยาวนาน โดยมีปลัดกระทรวงและอธิบดีส่วนใหญ่มาจากสาย สิงห์ดำ (ศิษย์เก่าคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ปรากฏการณ์นี้สะท้อนความสัมพันธ์เชิงอำนาจอย่างไร?
รศ.ดร.วสันต์ ให้ความเห็นว่า เรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏเด่นชัด ปฏิเสธไม่ได้ว่าเครือข่ายศิษย์เก่า คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ 'สิงห์ดำ' มีการรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งในกระทรวงมหาดไทย มีระบบสมาคมนักปกครองและการดูแลเกื้อหนุนระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมองในแง่หนึ่งก็เป็นจุดแข็งขององค์กร แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ถือเป็นปัจจัยรอง
ปัจจัยหลัก เกิดจากบริบทหลังการรัฐประหาร โดยเฉพาะในยุค คสช. อดีตข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งบังเอิญเป็นช่วงจังหวะเวลาที่กลุ่มสิงห์ดำดำรงตำแหน่งสำคัญก่อนเกษียณอายุ ได้เข้าไปมีบทบาทในกลไกอำนาจของรัฐบาลทหาร
อาทิ สภาปฏิรูปแห่งชาติ และ วุฒิสภา เครือข่ายที่เข้มแข็งอยู่แล้ว จึงมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลทหาร ผ่านตำแหน่งที่ปรึกษาหรือผู้ช่วยรัฐมนตรี ปัจจัยเกื้อหนุนเหล่านี้จึงทำให้ภาพของสายสัมพันธ์ระหว่าง 'ทหาร-สิงห์ดำ' ในยุคนั้นมีความชัดเจนยิ่งขึ้น
สำหรับคำถามที่ว่า ระยะเวลา 9 ปี ได้สร้างระบบนิเวศบางอย่างที่เอื้อต่อการวางทายาทสืบทอดอำนาจในตำแหน่งระดับสูงหรือไม่ ?
รศ.ดร.วสันต์ มองว่า มุมมองจากภายนอกอาจประเมินว่า เมื่อกลุ่มสิงห์ดำก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับสูงเป็นจำนวนมาก ย่อมมีการวางตัวบุคคลเพื่อสืบทอดตำแหน่งและสร้างเส้นทางความก้าวหน้าบนฐานคิดดังกล่าว ซึ่งสามารถมองในแง่นั้นได้
แต่ในทางรัฐศาสตร์ ระบบสถาบันนิยม จะกลายเป็นปัญหาทันทีหากการใช้อำนาจแต่งตั้งโยกย้ายนั้นขัดต่อหลักคุณธรรมอย่างชัดเจน เช่น การช่วยเหลือเกื้อกูลบุคคลที่มีความด่างพร้อยหรือมีมลทิน
ระบบเครือข่ายสถาบันการศึกษาจะยังคงได้รับการยอมรับและดำรงอยู่ได้ ก็ต่อเมื่อการจัดสรรตำแหน่งไม่ขัดต่อระบบคุณธรรม เพราะหากเกิดการเล่นพรรคเล่นพวกจนน่าเกลียด สังคมยุคใหม่ย่อมวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กร ตลอดจนความชอบธรรมของผู้เข้าสู่ตำแหน่งและผู้ใช้อำนาจแต่งตั้ง
— รศ.ดร.วสันต์ กล่าว
"สิงห์" สีอะไรก็ได้ ขอให้ “สีน้ำเงิน” ก็พอ ?
เมื่อส่งผ่านคำถามมาถึงยุคปัจจุบันที่มีคำกล่าวที่ว่าในกระทรวงมหาดไทยตอนนี้ "จะเป็นสิงห์อะไรก็ได้ ขอให้สีน้ำเงินคุมได้ก็พอ" ?
รศ.ดร.วสันต์ ชี้ให้เห็นสัจธรรมของการบริหารราชการแผ่นดิน หากมองในภาพกว้าง ทุกรัฐบาลทั่วโลกล้วนต้องการข้าราชการระดับสูงที่สามารถสนองนโยบายและสั่งการได้ตามเป้าหมาย ภายใต้ข้อสมมติฐานนี้
ฝ่ายการเมืองย่อมต้องการให้ผู้บริหารระดับสูงเป็นบุคคลที่สื่อสารและเข้าใจแนวทางของพรรคการเมืองที่เป็นเจ้ากระทรวง ไม่ว่าจะเป็นพรรคสีใดก็ตาม ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า รัฐบาลจะใช้กระบวนการและเกณฑ์ใดในการคัดเลือกบุคลากรเหล่านั้น เช่น ยุคพรรคไทยรักไทย พยายามเน้นเกณฑ์การคัดเลือกผู้ว่าฯ ที่มีความเป็นนักบริหารแบบ CEO หรือในรัฐบาลยุคอื่นอาจต้องการผู้ว่าฯ ในลักษณะนักประสานงาน
ทว่าในท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือรัฐบาลทหารในยุค พล.อ.อนุพงษ์ ต่างก็ต้องการข้าราชการที่ตอบสนองต่อแนวนโยบายของตนเองทั้งสิ้น
ทางออกเชิงโครงสร้าง-กระจายอำนาจ เลิกวงจรโยกย้ายถี่
จากกรณีที่ส่วนกลางใช้อำนาจสั่งการไปยังระดับภูมิภาคและท้องถิ่น ซึ่งถูกมองว่าอิทธิพลทางการเมืองมีผลต่อการการโยกย้าย เช่นล่าสุดการย้าย ผู้ว่าฯ-รองผู้ว่าฯ จ.ภูเก็ต ซึ่งมีการเชื่อมโยงไปถึงความขัดแย้งของศูนย์กลางอำนาจในเมืองหลวง ?
รศ.ดร.วสันต์ ได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาทั้งในระยะเฉพาะหน้าและการปรับโครงสร้างระยะยาว
การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเชิงระบบ (ภายใต้โครงสร้างเดิม)
แนวทางแก้ไขในระยะสั้น คือ การเคร่งครัดในระบบคุณธรรม โดยให้กระบวนการสรรหาและแต่งตั้งโยกย้ายอยู่บนฐานของความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง นอกจากนี้ปัญหาเรื้อรังที่ผ่านมา คือ การที่ฝ่ายการเมืองปรับเปลี่ยนบ่อย ทำให้เกิดการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการส่วนภูมิภาคถี่เกินไป
รศ.ดร.วสันต์ ชี้ให้เห็นว่าหลายจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดขนาดเล็ก ประสบปัญหาผู้ว่าราชการจังหวัดถูกโยกย้ายทุก 9 เดือน
หากยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง การโยกย้ายในลักษณะนี้ทำให้การบริหารงานขาดความต่อเนื่อง ยุทธศาสตร์จังหวัดไม่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม แม้ที่ผ่านมาจะมีการเสนอให้กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของผู้ว่าราชการจังหวัดให้ต่อเนื่องอย่างน้อย 3 - 4 ปี แต่ในทางปฏิบัติ ก็ยังไม่เคยมีการบังคับใช้อย่างจริงจัง
การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง (ระยะยาว)
รศ.ดร.วสันต์ เน้นย้ำว่าหากต้องการลดปัญหาการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองผ่านระบบราชการ คำตอบสุดท้ายคือ "การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น"
ปัจจุบันเรามีกลไกรัฐจากส่วนกลางที่ส่งไปปฏิบัติงานในพื้นที่ในฐานะตัวแทนของส่วนกลางและฝ่ายการเมือง ซึ่งบางครั้งไม่สามารถขับเคลื่อนงานตอบสนองความต้องการของพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซ้ำร้ายยังเผชิญปัญหาการเล่นพรรคเล่นพวกและความไม่ต่อเนื่องของงาน
การปรับโครงสร้างที่พูดถึงกันมากว่าสามทศวรรษ คือ การถ่ายโอนหรือมอบอำนาจในการบริหารจัดการพื้นที่ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หากเรากระจายอำนาจในการดูแลทุกข์สุขของประชาชนไปให้ท้องถิ่นอย่างแท้จริง ต่อให้ส่วนกลางจะมีการเปลี่ยนขั้วการเมืองหรือโยกย้ายข้าราชการอย่างไร ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ เพราะท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการตนเองผ่านกลไกที่มาจากการเลือกตั้งตามปกติ
— รศ.ดร.วสันต์ กล่าว
ซึ่งโมเดลนี้สอดคล้องกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นหรืออังกฤษที่มีการกระจายอำนาจเด่นชัดทำให้แม้ในส่วนกลางจะมีวัฒนธรรมสถาบันการศึกษาคุมกระทรวงอยู่ แต่ท้องถิ่นก็ยังบริหารจัดการตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยารักษาอาการเฉพาะหน้า ชุบชีวิต “ผู้ว่าฯ CEO”
เมื่อเปรียบเทียบหา "ยารักษาโรค" ที่ดีที่สุดในเวลานี้ เพื่อเยียวยาปัญกระทรวงมหาดไทยในยุคที่ภูมิใจไทยมีอำนาจนำเป็นการเฉพาะหน้า รศ.ดร.วสันต์ มองว่าต้องกลับมาทบทวนแนวคิด "ผู้ว่าฯ CEO" อย่างจริงจัง โดยเปลี่ยนโฟกัสจาก "ตัวบุคคล" ให้ไปอยู่ที่ "แผนยุทธศาสตร์จังหวัด"
แท้จริงแล้ว แนวคิดผู้ว่าฯ CEO ถือเป็นหลักการที่ดี เพียงแต่ที่ผ่านมายังไม่มีการขับเคลื่อนอย่างเป็นมรรคเป็นผล หากเราสามารถพัฒนาข้อบังคับและการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ผ่านกลไกของ คณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (กบจ.)
โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณที่แน่นอนจากรัฐบาล จะช่วยให้การขับเคลื่อนงานในเชิงยุทธศาสตร์มีความชัดเจน ข้อดีคือ ต่อให้ตัวบุคคลในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเปลี่ยนไป แต่หากแผนงานยังคงอยู่ การพัฒนาจังหวัดก็จะไม่หยุดชะงัก
ทว่าที่ผ่านมา เมื่อมีการเปลี่ยนตัวผู้ว่าฯ แผนงานมักถูกปรับเปลี่ยนตามไปด้วย ประกอบกับจังหวัดมีงบประมาณจำกัด บทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัดจึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็น CEO ที่ขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง แต่ยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะนักปกครองตามรูปแบบเดิม
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่เรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย แต่คือจะทำอย่างไรให้การบริหารงานจังหวัดโดยผู้ว่าราชการจังหวัด สามารถเป็นกลไกหลักในการประสานความร่วมมือระหว่างส่วนราชการในพื้นที่และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อแก้ไขปัญหาของจังหวัดอย่างเป็นระบบและมีทิศทางภายใต้แผนงานที่ชัดเจน สาระสำคัญของการปฏิรูประบบนี้คือการทำให้จังหวัดขับเคลื่อนงานบนฐานของยุทธศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
— รศ.ดร.วสันต์ กล่าว
เมื่อถามถึงความหวังของประเทศไทยต่อการปฏิรูประบบราชการและการบริหารงานเชิงพื้นที่ในกระทรวงมหาดไทย ?
รศ.ดร.วสันต์ ทิ้งท้ายว่า ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้ถูกละเลย แต่อยู่ที่ความตั้งใจจริงของฝ่ายบริหาร
ในแง่ดีคือ ประเด็นนี้ยังคงได้รับการหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์และหารือในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากรัฐบาลในอดีตที่พยายามรื้อฟื้นแนวคิดผู้ว่าฯ CEO ผ่านการออกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ เพื่อเพิ่มอำนาจและบทบาทของจังหวัด
ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ก็พยายามแก้ไขปัญหานี้เช่นกัน ทว่าการจะขับเคลื่อนให้ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องอาศัยเจตจำนงและการสนับสนุนอย่างจริงจังจากฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลเป็นสำคัญ
บทสัมภาษณ์ รศ.ดร.วสันต์ สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาของกระทรวงมหาดไทย อาจไม่ใช่เรื่องของ "สีสิงห์" หรือ "สีน้ำเงิน" ของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของ "โครงสร้างและระบบ" ที่ต้องเปลี่ยนผ่านจากการยึดโยง "ตัวบุคคล-อำนาจส่วนกลาง" ไปสู่ระบบที่ยึดโยง "แผนยุทธศาสตร์พื้นที่-ประชาชน" เป็นตัวตั้งอย่างแท้จริง




