วันที่ 11 ตุลาคม 2566 นางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงความคืบหน้าสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ร่วมกับเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ว่า ยังคงมีการโจมตีด้วยจรวดที่ฉนวนกาซา ทางฝ่ายอิสราเอลพยายามจะเข้าครอบครองยึดคืนพื้นที่คืน และยังคงมีการสูญเสียจากทั้งสองฝ่าย ทั้งพลเรือน และทหาร ขณะที่อิสราเอลเร่งซ่อมแซมชายแดนแต่ยังคงมีผู้ก่อการที่หลบซ่อนอยู่ในอิสราเอล
“ในแง่ผลกระทบต่อคนไทยในพื้นที่ ต้องขอแสดงความเสียใจและแจ้งเพิ่มเติม ว่า เมื่อคืนนี้ทางสถานทูตไทยในเทลอาวีฟได้รับแจ้งจากแรงงานในพื้นที่ว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ โจมตีอีก 2 ราย ทำให้สถานะผู้เสียชีวิตรวมเป็น 20 คน ข้อมูลที่ได้นี้เป็นข้อมูลจากพี่น้องแรงงานในพื้นที่ ส่วนการยืนยันโดยทางการอิสราเอลนั้น จะต้องใช้เวลา ส่วนผู้บาดเจ็บได้รับรายงานว่ามีเพิ่มเติมอีก 4 ราย จากเดิม 9 ราย รวมเป็น 13 ราย”
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า เมื่อวานนี้(10 ตุลาคม) เอกอัครราชทูตและเจ้าหน้าที่ได้ไปเยี่ยมคนไทยที่โรงพยาบาล และ แรงงานในพื้นที่ ซึ่งได้พูดคุยกับแพทย์ฝากไว้ว่าหากแรงงานไทยที่รักษาตัวมีสติกลับมา ก็ขอให้แจ้งด้วย
“สำหรับผู้ที่ถูกจับไปเป็นตัวประกัน ได้รับแจ้งจากเพื่อนแรงงานด้วยกันเพิ่มอีก 3 ราย รวมเป็น 14 ราย ส่วนกรณีที่มีรายงานว่า พบแรงงานไทย 14 ราย และได้รับการปล่อยตัวนั้น จากการตรวจสอบไม่ได้อยู่ในรายชื่อที่มีในตอนแรก ถือว่าแยกออกมา” นางกาญจนา กล่าว พร้อมระบุว่า ขณะนี้ได้มีการอพยพแรงงานมาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยได้อีกหลายร้อยคนโดยออกมาอยู่ในศูนย์พักพิง และทางทูตและข้าราชทูตได้เข้าไปเยี่ยมเยียน
ส่วนความปลอดภัยของตัวประกันนั้น โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยอมรับว่า ยืนยันยากมากตอนนี้ฝ่ายฮามาส แจ้งว่าจับไปรวมทุกชาติประมาณ 150 คน และมีการคาดการณ์กันว่าน่าจะกระจัดกระจายอยู่ที่ต่างๆไม่ได้อยู่รวมกัน และในเรื่องของความปลอดภัย 100% หรือไม่นั้น คงไม่สามารถยืนยันได้
สำหรับการอพยพคนไทยรอบแรก 15 คน จะมาถึงเมืองไทยวันที่ 12 ตุลาคม เวลาประมาณ 10:35 น.โดยจะมีทีมงานไปที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และขณะนี้มีพี่น้องแรงงานที่ประสงค์จะกลับไทยเพิ่มเติมรวม 5,174 คน และคนที่ยังไม่ขอกลับประเทศเพิ่มเป็น 64 คน จากแรงงานทั้งหมด 30,000 กว่าคน
ส่วนที่เหลืออาจจะอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยหรืออยู่ระหว่างการตัดสินใจและมีบางคนที่เมื่อโทรศัพท์ติดต่อกลับไป ก็เปลี่ยนใจไม่กลับเพราะมาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยแล้ว และขณะนี้กำลังเตรียมการจองที่นั่งบนสายการบินพาณิชย์ 18 ตุลาคม จองไว้ 80 ที่นั่ง ขณะที่เครื่องของกองทัพอากาศกำลังขออนุญาตบินผ่านน่านฟ้าของประเทศต่างๆจึงต้องใช้เวลา และในพื้นที่ต้องมีการนัดหมายกับพี่น้องคนไทย
“ทั้งนี้ ขอให้มั่นใจว่าจะพยายามดำเนินการอพยพอย่างเร็วที่สุดแต่มีหลายปัจจัย เพราะประเทศที่ อพยพและสำเร็จแล้วส่วนใหญ่จะเป็นประเทศยุโรปซึ่งอยู่ใกล้ ในการเดินทาง และ บางส่วนไม่ได้เป็นแรงงานในพื้นที่ที่ เกิดการสู้รบ ดังนั้นการเคลื่อนย้ายและรวมคนในที่ปลอดภัย จะสะดวกกว่า” โฆษก กต. กล่าว
สำหรับเรื่องของการเจรจากับกลุ่มฮามาสให้ปล่อยตัวประกันนั้น โฆษก กต.กล่าวว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทุกประเทศพยายามเพื่อให้ยุติความรุนแรงโดยสามารถเจรจากับชาติไหนได้ก็จะเจรจา เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้น กับพลเรือนทั้งสองฝั่งทั้งบาดเจ็บและเสียชีวิต รวมถึงชาติอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องที่ได้รับผลกระทบก็พยายามเจรจาและทราบว่า คนที่ถูกควบคุมตัวน่าจะกระจัดกระจาย ตามที่ต่างๆ แต่เท่าที่ทราบกลุ่มชาวต่างชาติไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย
ส่วนกรณีที่มีภาพปรากฏว่าแรงงานถูกบังคับให้ทำงานในสภาวะสงคราม นั้น โฆษก กต. กล่าวว่า ได้เห็นตามข่าวทางโซเชียลและทางทูตได้ประสานไปทางนายจ้างและทางการอิสราเอลที่โยกย้ายคนไปในพื้นที่อื่น ซึ่งทางฝ่ายอิสราเอล แจ้งว่าเป็นการโยกย้ายจากพื้นที่หนึ่ง ซึ่งทำงานไม่ได้ไม่ปลอดภัยมาสู่อีกพื้นที่หนึ่ง โดยเป็นการทำงานเพื่อที่จะมีรายได้แต่ก็เข้าใจถึงสภาวะความตึงเครียดความกดดันซึ่ง ทูตบอกว่าคงต้องให้เวลากับพี่น้องแรงงานด้วย ไม่ใช่ย้ายออกมาแล้วให้ทำงานทันที เพราะส่งผลต่อสภาพจิตใจ
“แต่ประเภทที่ถูกขายเป็นแรงงาน ทางทูตบอกว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น และเชื่อว่ากรณีนี้แรงงานมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธได้ หากสภาพจิตใจยังไม่พร้อม และส่วนตัวคิดว่านายจ้างไม่น่าจะบังคับให้ไปทำงานหากอยู่ในสภาวะเสี่ยง” โฆษก กต. กล่าว




