กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) นางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงความคืบหน้าสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล (10 ตุลาคม 2566) ว่า ขณะนี้สถานการณ์ในอิสราเอลยังคงมีความรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ฉนวนกาซาจะมีการประทะกันทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งทางอิสราเอลมีความพยายามเข้าไปยึดพื้นที่ ส่วนพื้นที่อื่นๆ มีการโจมตีเป็นการขยายวงจากฉนวนกาซาไปยังกรุงเทลอาวีฟ และเมืองโดยรอบ และที่นครเยรูซาเลม ถือเป็นการโจมตีที่มีรัศมีกว้าง
ทั้งนี้ อิสราเอลประกาศว่าสามารถกระชับพื้นที่ต่างๆได้สำเร็จ สามารถอพยพคนออกจากเมืองรอบฉนวนกาซาได้แล้ว 15 เมือง จากทั้งหมด 24 เมือง และได้ระดมกองกำลัง กองหนุนมากกว่า 3 แสนคน ซึ่งถือเป็นการระดมพลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล
โฆษก กต. กล่าวว่า ในส่วนของความห่วงใยถึงผลกระทบต่อพี่น้องแรงงานไทยที่อยู่ในพื้นที่สู้รบ ขณะนี้ทางสถานทูตไทยประจำกรุงเทลอาวีฟ ได้รับแจ้งจากนายจ้างว่ามีคนไทยเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก 6 คน จากเดิม 12 คน รวมขณะนี้มีผู้เสียชีวิต 18 คน ส่วนผู้บาดเจ็บเพิ่มขึ้นอีก 1 ราย เดิมมี 8 ราย รวมเป็น 9 ราย ส่วนผู้ที่ถูกจับไปเป็นตัวประกันยังคงอยู่ที่จำนวน 11ราย เหมือนเดิม
สำหรับการดำเนินการของภาครัฐ ซึ่งสถานทูตเทลอาวีฟ จะส่งแรงงงานไทยครั้งที่ 1 ในวันที่ 11 ตุลาคม จำนวน 15 คน ประกอบด้วย ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บรักษาแล้วแต่สามารถเดินทางได้ 4 คน และแรงงานที่มาจากพื้นที่เสี่ยงภัยอีก 11 คน ด้วยเครื่องบินพาณิชย์สายการบินอิสราเอล แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ LY 083 จะออกเดินทางจากเทลอาวีฟ เวลา 21.45 น วันที่ 11 ตุลาคม ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เวลา 10.35 น. วันที่ 12 ตุลาคมนี้
หลังจากนั้นสถานทูตเทลอาวีฟ พยายามจัดเที่ยวบินเพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าเที่ยวบินต่อไปในวันที่ 18 ตุลาคม จำนวน 80 ที่นั่ง และล่าสุดมีผู้แสดงความประสงค์จะขอขึ้นเครื่องบินอพยพเดินทางกลับประเทศไทย จำนวน 3,226 คน

โฆษก กต. กล่าวด้วยว่า กองทัพอิสราเอล สถานทูตเทลอาวีฟ ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ร่วมกันอพยพพลเรือน รวมทั้งแรงงานไทย ออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยสูงสุดจากบริเวณไม่เกิน 4 กิโลเมตร รอบฉนวนกาซาหลายร้อยคนแล้ว และมีความพยายามใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าในการติดตามผู้สูญหาย และที่ติดต่อไม่ได้ โดยความร่วมมือระหว่างองค์กรเอกชน และตำรวจอิสราเอล เพื่อสำรวจดูว่าเป็นบุคคลใดสำหรับคนที่ญาติไม่สามารถติดต่อได้
ส่วนความคืบหน้ากรณีทูตไทยในมาเลเซียได้ประสานกับฝ่ายปาเลสไตน์ในการขอปล่อยตัวประกันไทย รวมถึงสถานทูตไทยในประเทศอื่นๆ ก็ประสานกับปาเลสไตน์ในประเทศอื่นๆ ด้วย รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศในภูมิภาค ซึ่งแต่ละฝ่ายก็พยายามหาหนทางเจรจาเพื่อให้ยุติความรุนแรง
“นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอล เมื่อค่ำวานนี้ (9 ตุลาคม 2566) ซึ่งทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอล ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยให้คำมั่นที่จะพยายามดูแลคนไทยในอิสราเอลอย่างดีที่สุด และแสดงความมั่นใจว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ อิสราเอลยืนยันว่าจะดูแลคนไทยและคนชาติอื่นๆ เช่นเดียวกับที่ดูแลคนอิสราเอล”
โฆษก กต. กล่าวว่า นายปานปรีย์ ได้แจ้งย้ำว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับพี่น้องชาวไทยที่อยู่ในอิสราเอลให้ปลอดภัย ขอให้อิสราเอลทำทุกวิถีทางที่จะช่วยพี่น้องคนไทยปลอดภัยและให้เร่งช่วยเหลือคนไทยที่ถูกจับเป็นตัวประกันออกมาให้เร็วที่สุด อีกทั้งขอให้ทางอิสราเอลช่วยตรวจสอบและยืนยันข้อมูลผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บอย่างเป็นทางการมาด้วย เพราะเรามีแต่ข้อมูลจากนายจ้าง แต่เราต้องการข้อมูลอย่างเป็นทางการจากอิสราเอลด้วย
“ส่วนที่มีข่าวว่าถ้ากลุ่มฮามาสบอกว่าถ้าถูกโจมตีก็จะมีการสังหารหรือทำร้ายผู้ถูกจับเป็นตัวประกัน ซึ่งเท่าที่หารือกับฝ่ายต่างๆ คิดว่ากลุ่มฮามาสไม่น่าจะทำร้ายคนต่างชาติ เพราะไม่ได้เป็นผู้ที่เกี่ยวข้อง และฮามาสเองก็คงไม่อยากขยายความขัดแย้งหลายด้านก็ต้องรอดูเหตุการณ์ต่อไป” โฆษก กต. กล่าว

ด้าน นางสาวพรรณนภา จันทรารมย์ เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล แถลงผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ว่า ทางสถานทูตไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ระดมสรรพกำลังอย่างเต็มที่ให้เพื่อช่วยเหลือแรงงานไทยทุกคนในอิสราเอล แต่ขณะนี้เป็นภาวะสงครามและทางการอิสราเอลมีการแบ่งโซนพื้นที่ตามระดับความอันตราย โดยเฉพาะบริเวณใกล้ฉนวนกาซา
ดังนั้น ทางการอิสราเอลจึงสามารถดำเนินการช่วยเหลือได้ทีละโซนพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ทางสถานเอกอัครราชทูตฯได้จัดให้มีการลงทะเบียนผู้แสดงความประสงค์กลับไทยและได้มีโทรศัพท์ฮอทไลน์ (Hotline) ให้ติดต่อ ซึ่งมีสายเข้ามาตลอดเวลา จึงจะเพิ่มคู่สายให้อีก
สำหรับการอพยพจำเป็นจะต้องจัดให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสูงสุดได้เดินทางก่อน และทางสถานทูตฯ จะเตรียมให้บริการออกเอกสารการเดินทางให้แรงงานที่ท่าอากาศยานในกรุงเทลอาวีฟด้วย กรณีหนังสือเดินทางสูญหาย ขณะนี้สถานเอกอัครราชทูตฯ อยู่ระหว่างการติดต่อกลับทุกคนที่ลงทะเบียนแสดงความประสงค์จะกลับไทย เพื่อขอข้อมูลในการสำรองบัตรโดยสารและเตรียมการที่เกี่ยวข้อง
“ส่วนเรื่องตัวประกัน ทุกฝ่ายมิได้นิ่งนอนใจ ประสานอย่างต่อเนื่อง มีคนอิสราเอลและคนชาติต่างๆ ถูกจับ ทางการอิสราเอลยืนยันจะดูแลให้ความช่วยเหลืออย่างเท่าเทียม โดยสถานเอกอัครราชทูตฯ จะดูแลทั้งแรงงานถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย” เอกอัครราชทูตฯ กล่าว
เอกอัครราชทูตฯ กล่าวด้วยว่า สำหรับข่าวที่ว่า มีการบังคับให้แรงงานทำงานทั้งที่สถานการณ์ยังตึงเครียด หรือขายแรงงานต่อให้นายจ้างนั้น ได้ติดต่อทางการอิสราเอลแล้ว เข้าใจว่าเป็นการย้ายงานจากพื้นที่เสี่ยงภัยมาทำงานในพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งเอกอัครราชทูตฯได้แจ้งฝ่ายอิสราเอลให้เข้าใจว่าควรต้องมีช่วงพัก เนื่องจากได้รับความกดดันจากสถานการณ์
เมื่อถามว่ามีแผนจะดำเนินการอย่างไรต่อร่างผู้เสียชีวิต เอกอัครราชทูตฯ แจ้งว่า ทางการอิสราเอล ให้ความสำคัญกับการดำเนินการดูแลความปลอดภัยของสถานการณ์ก่อน และตามปกติกระบวนการพิสูจน์อัตลักษณ์ผู้เสียชีวิตใช้เวลามาก แต่จะเป็นประโยชน์ต่อการที่ทางการอิสราเอลจะให้ความช่วยเหลือเยียวยาด้วยดีต่อไป
สำหรับช่องทางติดต่อ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ +972 546368150 Call center กรมการกงสุล หมายเลขโทรศัพท์ 02 5728442 (ตลอด 24 ชม.) กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ หมายเลขโทรศัพท์ 064-019-8530, 064-019-8907, 099-616-4786 หรือหมายเลขโทรศัพท์ 02 5751047-51, 02 575 1053 (ในวันเวลาราชการ) Line Openchat ชื่อ ‘ขอรับความช่วยเหลือกรณีคนไทยในอิสราเอล’ Facebook Page เฉพาะกิจชื่อ ‘กรมการกงสุลห่วงใยพี่น้องคนไทยในอิสราเอล’แจ้งข้อมูลข่าวสาร




