ย้อนโกงสอบ 'มหาดไทย' จาก 'นายอำเภอ' ปี 52 ถึง 'ท้องถิ่น' ปี 68

25 มิ.ย. 2569 - 18:18

  • ย้อนโกงสอบ "นายอำเภอ" ปี 52 ที่มีขบวนการ "หลวงพี่ห้อย" จ่าย 8 แสน แลกตั๋ว นำกระดาษเปล่าเขียนคำตอบใหม่ในห้องอธิบดี สุดท้ายโดน ป.ป.ช. ตรวจลายมือจนมุม ศาลสั่งจำคุก

  • มหาสารคามโมเดลปี 57 ที่ นายก อบต. 31 แห่ง ฮั้วอาจารย์มหาวิทยาลัย เรียกรับ 5-6 แสนบาท แก้ฝนกระดาษคำตอบใหม่ สุดท้ายโดน ม.44 ล้างบาง ศาลฟันคุกอ่วมสูงสุด 140 ปี

ย้อนโกงสอบ 'มหาดไทย' จาก 'นายอำเภอ' ปี 52 ถึง 'ท้องถิ่น' ปี 68

ในแวดวงราชการไทย เป็นที่ทราบกันดีว่าการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุหรือเลื่อนตำแหน่งในกระทรวงมหาดไทยและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือสมรภูมิที่มีการแข่งขันสูง 

ความปรารถนาในความมั่นคงของชีวิตและอำนาจในมือ ทำให้เกิดความต้องการ "ทางลัด" ที่นำไปสู่ช่องทางหารายได้ของนายหน้า ข้าราชการระดับสูง และ นักการเมือง 

จาก "ข้อสอบเขียนมือ" สู่ "ฐานข้อมูลออนไลน์" วิวัฒนาการเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ยิ่งมาตรการตรวจสอบเข้มงวดเพียงใด ขบวนการเหล่านี้ก็ยิ่งพัฒนาความซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้นและหาช่องทางได้เสมอ

สอบ โรงเรียนนายอำเภอ ปี 2552 ปาฏิหาริย์ ‘เหรียญหลวงพี่ห้อย’

ย้อนกลับไปในปี 2552 แวดวงสิงห์ปกครองต้องสั่นสะเทือนครั้งใหญ่กับการสอบเข้า โรงเรียนนายอำเภอ ซึ่งมีผู้มีสิทธิสอบ 1,642 คน เพื่อแย่งชิงโควตาเข้าอบรม 3 รุ่น (รุ่นที่ 68, 69 และ 70) รวม 288 คน 

แต่ในเวลาต่อมา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ตรวจพบว่ามีผู้สอบผ่านถึง 142 คน ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตอย่างมโหฬาร

กลโกงครั้งนี้ถูกเปิดโปงผ่านการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร โดยมีการหยิบยกประเด็นเรื่อง "เหรียญนายอำเภอรุ่นคุณห้อย" หรือ "หลวงพี่ห้อย" ซึ่งเป็นคำเปรียบเปรยถึงการเรียกรับผลประโยชน์รายละประมาณ 800,000 บาท เพื่อแลกกับตั๋วผ่านทางจากผู้มีอำนาจทางการเมืองในกระทรวงมหาดไทย

กระบวนการทุจริตในครั้งนั้นเริ่มต้นจากระดับบนสุดเมื่อ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมการปกครองในขณะนั้น ได้รับรายชื่อผู้เข้าสอบที่ต้องได้รับการช่วยเหลือประมาณ 150 คน จากผู้มีอำนาจทางการเมืองผ่านทาง ครรชิต สลับแสง เลขานุการกรมการปกครอง 

ก่อนจะสั่งการให้ วุฒิชัย เสาวโกมุท ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ ดำเนินการช่วยเหลือกรอกคะแนนข้อสอบอัตนัยให้สูงเป็นพิเศษ

ทว่ากลลวงกลับพบอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากผู้เข้าสอบบางรายเขียนคำตอบน้อยมากจนไม่สามารถให้คะแนนได้ ขบวนการนี้จึงตัดสินใจทำการปลอมแปลงเอกสารครั้งใหญ่ โดยนำกระดาษคำตอบเปล่าไปให้ผู้เข้าสอบจำนวน 142 คน เขียนคำตอบใหม่ทั้งหมดในวันเสาร์-อาทิตย์ ณ ห้องทำงานของอธิบดี 

โดยมีตัวอย่างคำตอบที่เตรียมไว้ให้คัดลอก ส่งผลให้คำตอบที่ปรากฏในกระดาษคำตอบของกลางเขียนเหมือนกันเกือบทั้งหมด

ป.ป.ช. ได้เข้ามาสืบสวนและใช้วิธีทางนิติวิทยาศาสตร์ด้วยการตรวจเปรียบเทียบลายมือ จนผู้เข้าสอบต้องจำนนต่อหลักฐาน 

คดีนี้นำไปสู่คำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง สั่งจำคุกอดีตอธิบดีกรมการปกครอง และอดีตผู้อำนวยการส่วนกำนันผู้ใหญ่บ้าน สำราญ ตันเรืองศรี คนละ 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา 

ขณะที่อดีตเลขานุการกรมฯ โดนคุก 2 ปี ส่วนผู้เข้าสอบ 103 คนถูกจำคุกคนละ 2 ปีแต่ให้รอลงอาญา ขณะที่ วุฒิชัย ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ ได้รับการกันตัวไว้เป็นพยาน

นอกจากนี้ อดีตอธิบดีวงศ์ศักดิ์ ยังยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อขอเพิกถอนคำสั่งไล่ออกจากราชการ 

แต่ท้ายที่สุดศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายกฟ้อง ยืนยันว่ามีความผิดจริง เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 7 ลงโทษจำคุก 20 ปี ในอีกคดีหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบรรจุและแต่งตั้งพนักงานส่วนตำบลในเขตจังหวัดราชบุรีโดยมิชอบ

มหาสารคามโมเดล 2557 การดึงอำนาจ 'สอบท้องถิ่น' เข้าส่วนกลาง

เมื่อระบบราชการเริ่มกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น งบประมาณและทรัพยากรจำนวนมหาศาลจึงไหลไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

โรคร้ายของการซื้อขายเก้าอี้ราชการจึงแพร่กระจายไปสู่การทุจริตสอบแข่งขันพนักงานส่วนตำบลในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม เมื่อปี 2557 ซึ่งมี อปท. พัวพันสูงถึง 31 แห่ง

พฤติการณ์ของ "มหาสารคามโมเดล" ถือเป็นการยกระดับความร่วมมือข้ามสถาบัน โดยมีกลุ่มนายก อบต. ร่วมมือกับ อร่าม ศิริพันธุ์ อดีตหัวหน้าภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถาบันที่ได้รับว่าจ้างให้จัดสอบ 

ขบวนการนี้เรียกเก็บเงินจากผู้สมัครสอบรายละ 500,000 ถึง 600,000 บาท โดยมีวิธีการแก้ไขคะแนนด้วยการเติมและฝนคำตอบลงในกระดาษคำตอบใหม่เพื่อให้ผู้สมัครที่จ่ายเงินสอบผ่านเกณฑ์

ความอื้อฉาวในครั้งนี้ทำให้นายกรัฐมนตรีในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องใช้มาตรา 44 สั่งฟันและปลดนายก อบต. ล้างบางทั้งจังหวัด 

ต่อมาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ได้ทยอยพิพากษาลงโทษจำคุกอดีตนายก อบต. หลายสิบราย และอดีตหัวหน้าภาควิชาจากจุฬาฯ เป็นเวลารวมกระทงสูงสุดถึง 140 ปี (คงจำคุกจริงสูงสุด 50 ปีตามกฎหมาย) คดีนี้นับเป็นการปิดฉากมหากาพย์ที่กินเวลานานกว่า 9 ปี และเป็นอุทาหรณ์ครั้งใหญ่ของการทุจริตในระดับท้องถิ่น

โกงสอบท้องถิ่น 2568 วังวนโกงสอบที่แก้ไม่ตก

แม้มหาดไทยจะพยายามแก้เกมด้วยการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือปราบโกง 5 หน่วยงานร่วมกัน (กระทรวงมหาดไทย, สถ., ป.ป.ช., ป.ป.ท. และ บก.ปปป.) ในช่วงต้นปี 2567

แต่กลโกงในการสอบราชการท้องถิ่นประจำปี 2568 (เปิดรับสมัคร 87 ตำแหน่ง จำนวน 6,669 อัตรา) กลับแสดงให้เห็นว่า เครือข่ายทุจริตได้ก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดทางเทคโนโลยีไปเรียบร้อยแล้ว

จุดเริ่มต้นของการเปิดโปงเกิดจากเหตุการณ์ชวนฉงน เมื่อผู้เข้าสอบที่เตรียมตัวอ่านหนังสือมาอย่างดีกลับพบว่าตนเองได้ "0 คะแนน" เมื่อขอดูตรวจสอบกระดาษคำตอบกลับพบว่ากระดาษคำตอบของตนขาวสะอาด ไม่มีร่องรอยการฝนคำตอบใดๆ ทั้งสิ้น 

นำมาสู่ข้อสงสัยเรื่องการ "สลับกระดาษคำตอบ" ขณะที่ผู้สอบได้อันดับที่ 1 กลับมีพฤติกรรมการฝนรหัสข้อสอบในลักษณะทิ้งดิ่งเป็นเส้นตรง

จนกระทั่งในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปปป. และ ป.ป.ช. ได้นำหมายค้นศาลจังหวัดนนทบุรี เข้าตรวจค้นบ้านพักแห่งหนึ่งในตำบลบางเลน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ได้จับกุมเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลที่เกี่ยวข้องกว่า 10 ราย คาหนังคาเขาขณะกำลังนั่งแก้ไขสำเนากระดาษคำตอบในระบบคอมพิวเตอร์

วิธีการในยุคดิจิทัลนี้คือ การนำฐานข้อมูลกระดาษคำตอบมาปรับแก้ตัวเลขคะแนนดิบในคอมพิวเตอร์ให้ตรงกับยอดคะแนนประกาศ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้สมัครสอบที่ยอมจ่ายเงินค่าหัวรายละ 350,000 ถึง 800,000 บาท 

โดยพบหลักฐานการแก้ไขคะแนนเสร็จสิ้นไปแล้วกว่า 2,000 ราย จากบัญชีรายชื่อกว่า 3,000 รายมูลค่าความเสียหายรวมประเมินแล้วสูงถึง 4,500 ล้านบาท

จากการขยายผลพบว่า ตัวการใหญ่ของเครือข่ายคือ "นาย พ." ข้าราชการตำแหน่งผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดเพชรบูรณ์ 

ขณะเดียวกัน ระบบความปลอดภัยในการจัดสอบของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ซึ่งเป็นผู้ชนะการเสนอราคาจัดสอบก็ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก 

แม้จะมีมาตรการเก็บกระดาษคำตอบไว้ในห้องมั่นคงที่ล็อกกุญแจ 2 ชุด (แบ่งผู้ถือระหว่าง มศว และ สถ.) แต่เฉลยข้อสอบทั้ง 87 ชุดกลับรั่วไหลไปถึงมือขบวนการแก้ไขคะแนน 

แรงสั่นสะเทือนครั้งนี้ส่งผลให้ อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงนามสั่งย้ายด่วนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล พ้นจากตำแหน่งในทันทีเพื่อเปิดทางให้มีการสอบสวน 

ขณะที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกแถลงการณ์ยึดหลัก "ทฤษฎีผลไม้มีพิษ" ยืนยันว่าหากจุดเริ่มต้นไม่ถูกต้อง ผลลัพธ์ปลายทางก็ต้องตกเป็นโมฆะ มุ่งสอบสวนให้ชัดว่ากลุ่มใด สายใด หรือบุคคลใด มีความเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือการแก้ไขคะแนนสอบ ในส่วนนั้นจะถูกยกเลิกให้เป็นโมฆะและให้ออกจากราชการทันที

เมื่อพิจารณาวงจรการโกงสอบทั้ง 3 เหตุการณ์ในรอบเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา จะเห็นข้อเท็จจริงที่ว่า "แม้ยุคสมัยเปลี่ยน แต่วัฒนธรรมอุปถัมภ์ไม่เคยเปลี่ยน"

ในอดีตขบวนการทุจริตอาจต้องพึ่งพาลายมือและการสับเปลี่ยนเอกสารซึ่งทิ้งร่องรอยให้สืบสวนได้ง่าย แต่ในปัจจุบัน ขบวนการเหล่านี้เลือกที่จะแก้ไขไปที่ระบบฐานข้อมูลโดยตรง ซึ่งต้องการความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่รัฐที่มีสิทธิเข้าถึงระบบความมั่นคงปลอดภัย

ความพยายามของรัฐบาลในการออกมาตรการต่างๆ เช่น การจัดสอบผ่านส่วนกลาง ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ตราบใดที่ทัศนคติของสังคมไทยยังคงมองว่า ตำแหน่งข้าราชการคือ "ทรัพย์สินที่สามารถซื้อขายและทำกำไรได้"  มูลค่าความเสียหายกว่า 4,500 ล้านบาทในคดีล่าสุด สะท้อนให้เห็นถึงเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดมืดของการซื้อขายเก้าอี้

ท้ายที่สุด บทเรียนจากสอบ โรงเรียนนายอำเภอปี 2552 ถึง สอบท้องถิ่นปี 2568 ชี้ให้เห็นว่า มาตรการลงโทษทางกฎหมายที่รวดเร็วและการสั่งยกเลิกผลสอบของคนที่ทุจริตตามหลัก "ผลไม้มีพิษ" อาจเป็นเพียงการตัดกิ่งก้านของต้นไม้พิษเท่านั้น 

หนทางเดียวที่จะหยุดยั้งพันธุกรรมการโกงสอบได้ คือ การรื้อถอนวัฒนธรรมอุปถัมภ์และสร้างระบบจัดสอบที่มีการตรวจสอบจากภาคประชาชนแบบเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ เพื่อให้การสอบรับราชการไทยกลับมาเป็นพื้นที่วัดความรู้ความสามารถของประชาชนอย่างเท่าเทียมและมีศักดิ์ศรีอย่างแท้จริง

อ้างอิง

naewna / readthecloud / bangkokbiznews / thairath / isranews / mgronline / thaipbs / nacc / isranews / thestandard / nacc / isranews / isranews / mgronline / mgronline / thansettakij / thaipbs / komchadluek / thairath / thairath / thaipost /

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์