‘ยธ.’ สั่ง DSI เร่งเเกะรอย หาน้ำมันหาย 57 ล้านลิตร

7 เม.ย. 2569 - 13:59

  • 'รมว.ยุติธรรม'สั่ง DSI เร่งเเกะรอยน้ำมัน 57 ล้านลิตรหายกลางทะเล

  • ขีดเส้นเที่ยงนี้ต้องได้ข้อมูลชื่อเรือ-เที่ยวเรือ เอี่ยวน้ำมันล่องหน บอกเตรียมชงคดีกักตุนน้ำมันเข้าบอร์ดคดีพิเศษ

  • แย้มเตรียมเปิดปฏิบัติการตรวจสอบบริษัทคลังน้ำมันรายใหญ่เพิ่มเติมเร็วๆนี้

‘ยธ.’ สั่ง DSI เร่งเเกะรอย หาน้ำมันหาย 57 ล้านลิตร

‘พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์’ รมว.ยุติธรรม เผยถึงความคืบหน้าการสืบสวนคดีการกักตุนน้ำมัน ว่า สำหรับกรณีที่มีน้ำมัน 57 ล้านลิตรหายไปกลางทะเล และต้องเร่งตรวจสอบว่าปลายทางไปที่ใดนั้น  ตนขอยืนยันว่ามันเป็นการ Ship-to-ship คือเทียบจากเรือ ในการถ่ายโอนน้ำมันไปเรืออื่น ซึ่งตอนนี้เราต้องพิสูจน์ทราบว่าไปที่เรือใดบ้าง โดยวานนี้ (6 เม.ย.) ได้สั่งให้ดีเอสไอรวบรวมข้อมูลให้ชัดเจนภายในเวลา 12.00 น. วันนี้ เพื่อที่จะได้รู้ว่ามีปริมาณจำนวนน้ำมันที่หายไปกลางทะเลเท่าใด มีเรือกี่เที่ยว กี่ลำที่เข้ามาเกี่ยวข้องจนถึงปลายทาง ซึ่งเบื้องต้นตั้งแต่ตรวจพบคราวก่อนยังเป็นตัวเลข 57 ล้านลิตร ทั้งนี้ นอกจากในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็ยังมีพื้นที่ของจังหวัดชุมพร และจังหวัดสงขลา ที่เราต้องทำต่อเนื่องไปด้วย 

สำหรับกรณีน้ำมัน 57 ล้านลิตรที่หายกลางทะเลนั้น เราก็พยายามตรวจสอบดูปลายทางว่าน้ำมันหายไปที่ไหนบ้าง ซึ่งก็เป็นเรื่องการรวบรวมข้อมูลจากศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ที่ได้มีการทยอยส่งข้อมูลมาบ้างแล้ว และเราก็ได้มีการส่งรายชื่อเรือที่เกี่ยวข้องไปให้เขาช่วยตรวจสอบ โดย ศรชล. จะช่วยมอนิเตอร์ให้ เพราะ ศรชล. สามารถดูข้อมูลย้อนหลังเส้นทางการเดินเรือได้ถึง 90 วัน ซึ่งสามารถรู้รายละเอียดได้ ทั้งนี้ เรือที่เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมดทราบว่าเป็นเรือที่มาจากหลากหลายบริษัท ส่วนเรืออยู่ในน่านน้ำทะเลไทยหรือไม่ ต้องไปตรวจสอบรายละเอียดเชิงลึกอีกครั้ง เพราะอาจจะมีการจอดเทียบฝั่ง หรือลอยลำอยู่กลางทะเล 

เมื่อถามว่าจะมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมกับเรือเหล่านี้อย่างไร เพราะช่วงเวลาที่เกิดเหตุเรืออาจจอดเสียหรือไปชะลออยู่กลางทะเล โดยไม่ได้มีพฤติการณ์เป็นการกักตุนน้ำมันนั้น พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า

"เราพร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่ายและทุกคน ซึ่งมันก็ต้องพิสูจน์ในส่วนที่ว่าการจอดเรือเสีย มีความเกี่ยวข้องกับน้ำมันที่หายไปกลางทะเลหรือไม่ เพราะน้ำมันที่หายไปมันมีปริมาณหลายแสนลิตร อย่างน้อยก็ต้องมีหลักฐานที่ใช้ยืนยันในส่วนนี้ให้ได้ ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าปริมาณน้ำมันที่หายกลางทะเล อาจไม่ใช่แค่ 57 ล้านลิตรแต่สูงถึง 70 ล้านลิตรนั้น เรื่องนี้ตนต้องขอนำไปตรวจสอบก่อน"

เมื่อถามว่า ‘บริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด’ ได้ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวยืนยันว่าปริมาณน้ำมันคงคลัง 2,000,000 ลิตรดังกล่าวที่ตรวจพบ ไม่ได้เป็นการสต๊อกเพื่อเก็งกำไร แต่มีไว้เพื่อเตรียมจำหน่ายให้กับพาร์ตเนอร์ลูกค้าตนเอง เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจะพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างไร พล.ต.ท.รุทธพล แจงว่า ยืนยันว่าให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ซึ่งเขาก็มีหน้าที่ต้องนำหลักฐานมาชี้แจง ตนเชื่อว่าดีเอสไอย่อมให้ความเป็นธรรมได้อยู่แล้ว 

พล.ต.ท.รุทธพล เผยอีกว่า สำหรับกรณีโรงกลั่นที่มีจำนวน 6 แห่งในประเทศไทย เบื้องต้นหลายหน่วยงานได้ไปตรวจสอบดูแล้วพบว่าไม่พบข้อพิรุธ เพราะว่าโรงกลั่นมีความจำเป็นต้องระบายน้ำมันออกจากโรงกลั่นอยู่แล้ว โรงกลั่นไม่สามารถที่จะกักเก็บน้ำมันไว้ได้ ส่วนกรณีเมื่อน้ำมันออกจากโรงกลั่นถูกส่งไปถึงบริษัทคลังน้ำมัน เบื้องต้นยังเจอในกรณีของบริษัทคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานีตามที่ปรากฏในข่าว แต่ก็คงยังมีส่วนอื่นอีก ซึ่งก็ต้องมีการเปิดปฏิบัติการลงพื้นที่ตรวจสอบเพิ่มเติมต่อไป เพราะเชื่อว่าอาจมีบริษัทคลังน้ำมันเจ้าอื่นที่มีลักษณะกักตุนน้ำมันสำหรับเก็งกำไร ทั้งนี้ การตรวจสอบย่อมเริ่มมาจากการตรวจพบความผิดปกติ แต่เมื่อเราตรวจสอบ เราก็ต้องตรวจสอบโดยให้ความเป็นธรรม เขามีพยานหลักฐานมายืนยัน เราก็ต้องพิจารณาตามพยานหลักฐาน 

กรณีที่พบความผิดปกติเรื่องกักตุนน้ำมันล้วนเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ มีความเกี่ยวข้องในเรื่องการเมืองหรือไม่นั้นพล.ต.ท.รุทธพล แจงว่า ส่วนดังกล่าวคือการยกกรณีตัวอย่างเท่านั้น ซึ่งก็มีในภาคอื่นด้วย อย่างที่มีการจับกุมแล้วไม่ว่าจะเป็นในจังหวัดอ่างทอง ในอำเภอแม่สอดจังหวัดตาก หรือจังหวัดนครสวรรค์ เป็นต้น อีกทั้งเรื่องของระบบการขนส่ง ที่มีการลักลอบไปแถวภาคเหนือ แต่อันนี้ที่เราพูดกันคือแค่ส่วนเดียว ซึ่งมันก็มีในภาคอื่นเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ต้องมีการเปิดปฏิบัติการขยายผลเพื่อดูรายละเอียดต่อไป 

“เร็วนี้จะมีการเปิดปฏิบัติการตรวจสอบบริษัทคลังน้ำมันอื่น ๆ ตามที่หน่วยงานภาคีได้รายงานข้อมูลความผิดปกติมาให้รับทราบ ซึ่งเราก็ต้องดำเนินการตรวจสอบต่อไป แต่เราต้องบอกก่อนว่าเขายังไม่ใช่ผู้กระทำความผิด ส่วนจะเป็นบริษัทคลังน้ำมันในพื้นที่ภาคใต้หรือภาคตะวัน ขอไปดูรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมอีกครั้ง”

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าว 

ย้ำว่าวันพฤหัสบดีที่ 9 เม.ย.นี้  เราจะได้มีการประมวลรายละเอียดเรื่องการกักตุนน้ำมันทั้งหมดนำเสนอเข้าสู่บอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) เพื่อขอให้พิจารณารับสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษ โดยจะเน้นในเรื่องของปัญหาการกักตุนน้ำมัน ไม่ใช่แค่เพียงในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเพียงเท่านั้น แต่เราจะรวบรวมในทุกมิติที่ได้มีการตรวจสอบร่วมกัน โดยฐานความผิดเบื้องต้นที่จะรับไว้เป็นคดีพิเศษ คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ตนมองว่าพฤติกรรมแต่ละส่วนไม่เหมือนกัน จึงคาดว่าน่าจะมีกฎหมายฉบับอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มเติมด้วย 

เมื่อถามว่าสังคมตั้งข้อสังเกตว่าการกักตุนน้ำมันในครั้งนี้มีลักษณะทั้งเป็นกองทัพมดและน้ำมันที่ถูกถ่ายโอนหายไปกลางทะเล ไม่สามารถที่จะกระทำการโดยตัวคนเดียวได้ ต้องมีลักษณะเป็นการอั้งยี่ หรือมีเจ้าหน้าที่ของรัฐไปเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ย้ำว่า อย่างไรขอไปดูรายละเอียดอีกครั้ง เพราะข้อมูลมันถูกจัดเก็บจากหลายส่วน และหลายหน่วยงาน จึงขอตรวจสอบความชัดเจนอีกครั้ง และอธิบดีดีเอสไอก็ทำงานโดยไม่ได้หยุดหย่อน  ทั้งนี้ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวยิ้มๆ ว่า "ก็ได้ให้เวลาจนถึงเที่ยงวันนี้ ไม่รีบนะ แต่บอกว่าเที่ยง" พร้อมก้มมองนาฬิกาที่ข้อมือตัวเอง 

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า คดีสืบสวนการกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไร ในช่วงสถานการณ์ปรับลดอัตราชดเชยราคากองทุนน้ำมันเชื้อ จะถูกนำเสนอเข้าสู่คณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อพิจารณารับสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษ ในวันพฤหัสบดีที่ 9 เม.ย. เวลา 14.00 น. ณ อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร  

นอกจากนี้ ในวันที่ 7 เม.ย. ช่วงเวลาตั้งแต่ 11.00-12.00 น. ‘พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ’ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วยคณะพนักงานสืบสวนคดีกักตุนน้ำมัน ได้มีการประชุมที่ห้องวอร์รูม (War Room) หารือเรื่องข้อมูลจำนวนเที่ยวเรือ และชื่อเรือที่เข้าไปเกี่ยวข้องในการถ่ายโอนน้ำมันกลางทะเล จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเสนอข้อมูลทั้งหมดไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรับทราบภายในเที่ยงวันนี้ 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์