‘ก้าวไกล’ ลั่นปิดประตูตายร่วมงาน ‘3 ป.’ เจอ ‘ไพบูลย์’ ตอก ‘พลังประชารัฐ’ ไม่ขอสังฆกรรมพวกเสนอแก้ ม.112

18 ม.ค. 2566 - 13:35

  • ‘ก้าวไกล’ ปิดประตูตาย! ร่วมงาน ‘3 ป.’ ลั่นสังคมต้องการออกจากระบอบนี้

  • เตือนพรรคไหนจับมือระวังสูญพันธุ์

  • เจอ ‘ไพบูลย์’ ตอกกลับ ‘พลังประชารัฐ’ ไม่ขอสังฆกรรมพวกเสนอแก้ ม.112

  • ย้ำรอดูหลังเลือกตั้ง พรรคไหนติดต่อมาก็พร้อมคุย

Move_Forward_Party_announced_not_joining_with_3_P_but_Paiboon_blamed_back_SPACEBAR_Thumbnail_a3925db776.jpeg
รังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล ยืนยันพรรคก้าวไกล มีจุดยืนชัดเจนไม่ร่วมงานกับทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมต.กลาโหม หลังการเลือกตั้งครั้งหน้า แม้ พล.อ.ประวิตร ประกาศพร้อมร่วมงานกับทุกฝ่าย พร้อมอ้าง สังคมต้องการออกจากระบอบ ‘3 ป.’ เพราะนับแต่การรัฐประหาร 2557 บ้านเมืองไม่ได้ก้าวไปข้างหน้า มีแต่เลวร้ายลง โดยยกตัวอย่างการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ จนต้องกวาดล้างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจจีนสีเทา ซึ่งผู้รับผิดชอบหน่วยงานรัฐคือ ‘3 ป.’

“โจทย์ของประเทศไทยหลังจากนี้ คือการออกจากระบอบแบบนี้ ประเทศไทยไม่ควรที่จะมีผู้นำที่ชื่อว่า ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ ประวิตร วงษ์สุวรรณ อีกแล้ว ดังนั้นที่ พล.อ.ประวิตร บอกว่า พร้อมประสานงานได้กับทุกฝ่าย ผมไม่เชื่อว่านี่คือสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น” รังสิมันต์ กล่าว 

ส่วนการที่ พล.อ.ประวิตร ประกาศว่าสามารถร่วมงานได้กับทุกฝ่าย ไม่แน่ใจว่าจะร่วมงานกับ พล.อ.ประยุทธ์ ได้หรือไม่ และทั้ง 2 คน จะไปด้วยกันได้หรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถาม อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้มองถึงขนาดที่ พล.อ.ประวิตร จะจับมือกับพรรคเพื่อไทย เพียงมองว่าพรรคใดก็ตามที่จะไปจับมือด้วยนั้น ประชาชนคงไม่สนับสนุน เพราะต้องคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนด้วย ทั้งนี้ การเมืองในอดีตอาจเป็นไปได้ แต่ปัจจุบันสิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นเด่นชัดแล้วว่าไม่เอาพรรคเผด็จการ หากพรรคการเมืองไม่มีจุดยืนสนับสนุนอุดมการณ์ประชาธิปไตย อาจจสูญพันธุ์ได้ 

“ไม่ได้เตือนพรรคใดโดยเฉพาะเจาะจง แต่ให้ความเห็นต่อทุกพรรคการเมือง รวมถึงก้าวไกลด้วย ว่าไม่มีทางร่วมงานกับ พล.อ.ประวิตร ที่ทำลายประชาธิปไตย และสร้างพรรคทหารสืบทอดอำนาจ คสช. ประชาชนคิดว่าควรพอได้แล้ว” รังสิมันต์ กล่าว 

ส่วนเมื่อถามถึงนโยบายที่พรรคพลังประชารัฐ เสนอเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็น 700 บาทนั้น รังสิมันต์ มองว่า นโยบายใดก็ตามที่มาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่เมื่อวาน พล.อ.ประวิตร ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี กลับลาประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่มาทำงานแก้ปัญหาให้ประเทศชาติ 

“นโยบายใดๆ โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจที่นำเสนอด้วยปากของ พล.อ.ประวิตร ส่วนตัวผมไม่ให้ราคา และไม่เชื่อว่าจะนำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงได้ ต้องเปลี่ยนแปลงผู้นำของรัฐบาล ให้เกิดการแข่งขันในเชิงนโยบาย พอได้แล้วกับคนหน้าเดิมๆ” รังสิมันต์ กล่าว 

ด้าน ไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ตอบโต้ รังสิมันต์ ประเด็นพาดพิงการลาประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของ พล.อ.ประวิตร โดยย้อนถาม รังสิมันต ว่าเป็นใคร และไม่จำเป็นต้องสนใจความเห็นของอีกฝ่าย เพราะการทำงานของพรรคพลังประชารัฐ ยึดกฎหมายทั้งสิ้น ไม่ทำอะไรที่นอกเหนือกฎหมาย ต่างจากบางพรรคที่ไปเสนอแก้ไขมาตรา ม.112  

“ไปอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ดี เพราะผมเป็นคนยื่นในกรณีเกี่ยวกับการยุบพรรคไทยรักษาชาติ ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น มีความชัดเจนว่า ถ้าไปกระทำใดๆ ก็ตาม อันอาจเป็นปฏิปักษ์ทำให้เสียหายต่อสถาบัน ก็จะมีปัญหาทั้งสิ้น ผมขอเตือนไว้ก่อน การจะไปแก้ไขมาตรา ม.112 นั้น ความเห็นผมในฐานะที่เป็นฝ่ายกฎหมายไม่ควรไปแตะอย่างยิ่ง แต่ถ้าจะทำจริงๆ อาจเห็นผมทำอะไรบางอย่างอีกครั้งหนึ่ง ฝากบอกคุณรังสิมันต์ด้วยนะครับ” ไพบูลย์ กล่าว 

ส่วนความเป็นไปได้กับการจับมือกับพรรคเพื่อไทยนั้น ไพบูลย์ ได้ย้ำว่า พล.อ.ประวิตร กล่าวชัดเจนที่หลังการเลือกตั้งพร้อมพูดคุยกับทุกพรรคที่ติดต่อมา และเห็นด้วยกับที่ แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ไม่พร้อมจับมือกับพรรคพลังประชารัฐ เพราะทุกพรรคต้องแข่งขันกันในสนามเลือกตั้งก่อน 

“อย่าเพิ่งพูดว่าใครเป็นใคร หรือใครผูกมิตรกับใคร ไม่มีทั้งสิ้น แต่หลังจากการเลือกตั้งแล้วทุกพรรคการเมืองก็จะพูดคุยกัน ให้รอดู อย่างไรก็ตาม ตนมั่นใจว่า พล.อ.ประวิตร จะเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล ในบรรดาแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้งหมด ขอย้ำเลยว่า พล.อ.ประวิตร เป็นคนเดียวที่มีโอกาส เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 มากที่สุด” ไพบูลย์ กล่าว
Move_Forward_Party_announced_not_joining_with_3_P_but_Paiboon_blamed_back_SPACEBAR_Photo01_43ac4aef58.jpeg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์