สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ในคณะกรรมการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ได้ส่งจดหมายถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นรายบุคคล เพื่อขอให้ตรวจสอบเรื่องความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการประมูลโครงการและเจรจาร่างสัญญาร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม
สืบเนื่องจากคณะอนุกรรมการฯ ได้รวบรวมข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับกรณีโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มอย่างต่อเนื่อง รวมถึงคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ถึงข้อชี้แจงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งเข้าร่วมการประมูลครั้งแรก และข้อชี้แจงของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) อีกทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ จึงมีความกังวลอย่างยิ่งว่า ผลการคัดเลือกโครงการรถไฟฟ้าสีส้ม อาจทำให้รัฐเสียหายเกินกว่าที่ควรจะเป็น
ทั้งนี้ ยังได้พบข้อพิรุธอันอาจส่อถึงการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้งบประมาณของรัฐเข้าไปอุดหนุนโครงการแบบมากเกินจำเป็นถึง 68,613 ล้านบาท จึงได้ทำหนังสือสรุปประเด็นต่างๆ ส่งถึงคณะรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลเพื่อให้ได้รับทราบขอเท็จจริงว่าจะมีความเสียหายเกิดขึ้น ดังต่อไปนี้
1. การเปลี่ยนเกณฑ์การประมูลกลางอากาศ แบบส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการแพ้ชนะการประมูล
2. การยกเลิกการประมูลครั้งก่อน โดยที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาว่าการยกเลิกการประมูลดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมาย
3. การกีดกันการแข่งขัน โดยไม่ให้บีทีเอส มีสิทธิเข้าประมูลรอบใหม่ ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือ ประเทศไทยมีผู้ประกอบการเดินรถรายใหญ่เพียง 2 เจ้า คือบีทีเอส และบีอีเอ็ม
4. คุณสมบัติต้องห้ามของผู้ผ่านการพิจารณาข้อเสนอด้านคุณสมบัติ กรณีคณะกรรมการคัดเลือกปล่อยให้บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือไอทีดี ผ่านมาเป็นคู่เทียบ ทั้งที่ติดปัญหาด้านคุณสมบัติอยู่
5. การคิดราคากลาง 91,983 ล้านบาท แบบอุปโลกน์ ว่าส่วนแบ่งรายได้ในอนาคตเป็นศูนย์แล้วค่อยมาตัดสินกันด้วยการแข่งขันซึ่งไม่มีอยู่จริง
6. ความพยายามของคณะกรรมการคัดเลือกในการรักษาผลประโยชน์ให้กับรัฐ ในการเจรจาต่อรอง
7. ส่วนต่าง 68,613 ล้านบาท นั้นมีอยู่จริง ต้องไปพิสูจน์ให้ทราบว่าทำไมการประมูลรอบแรก หากบีทีเอสชนะ รัฐจะอุดหนุนเพียง 9,675 ล้านบาท แต่ในการประมูลรอบสองซึ่งบีอีเอ็มชนะ รัฐต้องอุดหนุนมากถึง 78,288 ล้านบาท ทั้งที่ในทางเทคนิกคือสร้างสิ่งเดียวกัน คือรถไฟฟ้าสายสีส้ม แบบการก่อสร้างก็ไม่ได้เปลี่ยน ความยาวเท่าเดิม และจำนวนสถานีเหมือนเดิม
“ขอให้ประชาชนติดตามในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเป็นเรื่องผลประโยชน์ของประชาชน” สุรเชษฐ์ ระบุ
สืบเนื่องจากคณะอนุกรรมการฯ ได้รวบรวมข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับกรณีโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มอย่างต่อเนื่อง รวมถึงคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ถึงข้อชี้แจงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งเข้าร่วมการประมูลครั้งแรก และข้อชี้แจงของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) อีกทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ จึงมีความกังวลอย่างยิ่งว่า ผลการคัดเลือกโครงการรถไฟฟ้าสีส้ม อาจทำให้รัฐเสียหายเกินกว่าที่ควรจะเป็น
ทั้งนี้ ยังได้พบข้อพิรุธอันอาจส่อถึงการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้งบประมาณของรัฐเข้าไปอุดหนุนโครงการแบบมากเกินจำเป็นถึง 68,613 ล้านบาท จึงได้ทำหนังสือสรุปประเด็นต่างๆ ส่งถึงคณะรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลเพื่อให้ได้รับทราบขอเท็จจริงว่าจะมีความเสียหายเกิดขึ้น ดังต่อไปนี้
1. การเปลี่ยนเกณฑ์การประมูลกลางอากาศ แบบส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการแพ้ชนะการประมูล
2. การยกเลิกการประมูลครั้งก่อน โดยที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาว่าการยกเลิกการประมูลดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมาย
3. การกีดกันการแข่งขัน โดยไม่ให้บีทีเอส มีสิทธิเข้าประมูลรอบใหม่ ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือ ประเทศไทยมีผู้ประกอบการเดินรถรายใหญ่เพียง 2 เจ้า คือบีทีเอส และบีอีเอ็ม
4. คุณสมบัติต้องห้ามของผู้ผ่านการพิจารณาข้อเสนอด้านคุณสมบัติ กรณีคณะกรรมการคัดเลือกปล่อยให้บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือไอทีดี ผ่านมาเป็นคู่เทียบ ทั้งที่ติดปัญหาด้านคุณสมบัติอยู่
5. การคิดราคากลาง 91,983 ล้านบาท แบบอุปโลกน์ ว่าส่วนแบ่งรายได้ในอนาคตเป็นศูนย์แล้วค่อยมาตัดสินกันด้วยการแข่งขันซึ่งไม่มีอยู่จริง
6. ความพยายามของคณะกรรมการคัดเลือกในการรักษาผลประโยชน์ให้กับรัฐ ในการเจรจาต่อรอง
7. ส่วนต่าง 68,613 ล้านบาท นั้นมีอยู่จริง ต้องไปพิสูจน์ให้ทราบว่าทำไมการประมูลรอบแรก หากบีทีเอสชนะ รัฐจะอุดหนุนเพียง 9,675 ล้านบาท แต่ในการประมูลรอบสองซึ่งบีอีเอ็มชนะ รัฐต้องอุดหนุนมากถึง 78,288 ล้านบาท ทั้งที่ในทางเทคนิกคือสร้างสิ่งเดียวกัน คือรถไฟฟ้าสายสีส้ม แบบการก่อสร้างก็ไม่ได้เปลี่ยน ความยาวเท่าเดิม และจำนวนสถานีเหมือนเดิม
“ขอให้ประชาชนติดตามในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเป็นเรื่องผลประโยชน์ของประชาชน” สุรเชษฐ์ ระบุ




