ผู้สื่อข่าวรายงานวันที่ 1 เมษายน 2567 เพจเฟซบุ๊กพรรคก้าวไกล ‘Move Forward Party’ โพสต์ภาพพร้อมข้อความเชิญชวนประชาชนจับตาการอภิปรายทั่วไปรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ระบุว่า
7 เดือนเต็ม หลังการขึ้นบริหารประเทศของรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาลผสมข้ามขั้ว ระหว่างเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เกือบครบทุกพรรค
7 เดือนที่ประชาชนที่ผิดหวังกับการจัดตั้งรัฐบาล ยังหวังว่าปัญหาเศรษฐกิจปากท้องจะดีขึ้น เชื่อว่ารัฐบาลเพื่อไทย ที่พิสูจน์ฝีมือมาแล้วในอดีต จะนำพาประเทศไทยไปข้างหน้า แก้ปัญหาของประชาชนที่หมักหมมมากว่า 10 ปีได้
แต่วันนี้ ดิจิทัลวอลเล็ตยังไม่มา ,ค่าแรงขึ้นเป็นหย่อมๆ ,ค่าไฟแพงขึ้นเรื่อยๆ ,ลูกหลานยังต้องไปเกณฑ์ทหาร ,นักโทษคดีการเมืองยังติดคุก (และบางคนได้กลับบ้าน)
วันนี้เกิดคำถามว่า รัฐบาลเพื่อไทยกำลังทำเพื่อใคร? เพื่อประชาชน หรือเพื่อคนที่หนุนนำให้ได้ตั้งรัฐบาล?
รัฐบาลที่จัดตั้งมาโดยฝืนความต้องการของประชาชน จะรับใช้ประชาชน หรือรับใช้คนที่อนุญาตให้ตนได้กลับมามีอำนาจ?
3-4 เมษายนนี้ เชิญชวนประชาชนทุกท่านร่วมรับฟังการอภิปรายทั่วไป พรรคก้าวไกลจะนำทุกท่านไปหาคำตอบว่า รัฐบาลเพื่อใคร? ทำไมในหัวใจ ไม่ใช่ประชาชน
‘วิโรจน์’ ชี้รอบนี้แค่มาเตือนรัฐบาล ลั่นร้องสอบแน่หากซักฟอกพบทุจริต
วันเดียวกัน (1 เม.ย.67) วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมข้อมูลเพื่ออภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ว่าจะส่งผลถึงขั้นเขย่ารัฐบาลหรือไม่ ว่า การอภิปรายรอบนี้เป็นการอภิปรายทั่วไป เราคงการนำเสนอถึงความล่าช้าในการปฏิบัติงานของรัฐบาล และนโยบายที่เรารู้สึกว่ารัฐบาลน่าจะมาผิดทาง ซึ่งจริงๆ เรามีเป้าหมายที่จะเตือนรัฐบาล ว่าควรจะเร่งทำงานตามที่เคยให้คำมั่นกับประชาชนได้แล้ว
ส่วนในเรื่องที่มีการเตรียมข้อมูลหรือค้นพบหลักฐานเด็ด ที่จะส่งผลให้รัฐบาลล้ม วิโรจน์ กล่าวว่า คิดว่ายังไม่ถึงเวลาตรงนั้น เพราะนี่ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ข้อมูลเราก็มีอยู่แล้วในเรื่องการขับเคลื่อนนโยบายที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเราก็ต้องรวบรวมหลักฐานต่อไป เพราะบางเรื่องเราก็เห็นแค่นโยบายที่มาผิดทาง แต่เนื่องจากงบประมาณ ปี 67 เพิ่งจะผ่าน มันก็ยังไม่มีหลักฐานที่กระทำการ
“อย่างไรก็ตาม แทนที่เราจะเก็บเรื่องเงียบเอาไว้ มันไม่เกิดประโยชน์แล้ว ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เรารู้ แน่นอนว่าถ้าเดินต่อไป ไปผิดทางแน่นอน หรืออาจเอื้อให้เกิดการทุจริต เราจึงตัดสินใจเตือนรัฐบาลจากหลักฐานเบื้องต้นที่เราพบ เพราะเราไม่ต้องการให้ความเสียหายเกิดขึ้นกับประชาชน” วิโรจน์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากเราเตือนรัฐบาลแล้วแต่ยังเกิดเหตุการณ์ที่อาจส่อการทุจริตในอนาคต วิโรจน์ กล่าวว่า เราก็ต้องตามต่อ ซึ่งจะเป็นการชี้เจตนาของรัฐบาลเลย ไม่ใช่ว่ารัฐบาลหลงผิดหรือคิดไม่ได้แล้ว แต่เป็นเจตนาที่จะเอื้อผลประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งหากยังคงเกิดเหตุการณ์ส่อทุจริตในอนาคต ก็มีความเป็นไปได้ที่จะนำเรื่องไปยื่นให้กับทางสำนักงานปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรืออาจจะร้องไปที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ส่วนมีเรื่องใดบ้างที่น่าจับตามองเป็นพิเศษนั้น ขอให้รอดูดีกว่า




