16 พ.ค. 66 ที่ พรรคก้าวไกล พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้เดินทางมาที่ทำการพรรค ก่อนเปิดเผยถึงแนวทางการหารือจัดตั้งรัฐบาลว่า วันนี้จะมีการพูดคุยกันในรายละเอียดกับแต่ละพรรค หลังเมื่อวานนี้พรรคได้ประชุมจัดเตรียมข้อมูล เพื่อนำไปหารือกับพรรคต่างๆ แต่ยังไม่ได้คุยกันถึงเรื่องทิศทางการโหวตนายกฯ ของ ส.ว.พร้อมยอมรับว่าพรรคมีบุคลากรที่พอรู้จักกับ ส.ว.บางคนผ่านการทำงานร่วมกัน ซึ่งหลายคนคงพยายามพูดคุยเรื่องนี้กับ ส.ว.เป็นการส่วนตัว
ส่วนประเด็นที่ เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ทวิตข้อความเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทยโหวตนายกฯ ตามเสียงของประชาชน พิจารณ์ มองว่าในช่วงหาเสียงบางพรรคการเมือง เคยให้สัมภาษณ์ว่าจะยกมือให้กับแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคที่ได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับ 1 ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือไม่ ดังนั้นต้องฝากสื่อมวลชนไปสอบถามดูอีกครั้ง ว่าจะทำตามคำที่พูดไว้หรือไม่ และหากพรรคการเมืองต่างๆ ทำตามอย่างที่พูด และร่วมกันปิดสวิตช์ ส.ว. เชื่อว่าจะเป็นความสวยงามของประชาธิปไตย และพลิกโฉมการเมืองไทยด้วย แต่ถ้าพรรคใดมีจุดยืนไม่เคารพเสียงประชาชน ก็ไม่จำเป็นต้องคุยอะไรกันมาก
นอกจากนี้ พิจารณ์ ยังให้ความเห็นเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ที่พบว่าพรรคก้าวไกล สามารถกวาด ส.ส.กรุงเทพฯ ไปถึง 32 เขต จาก 33 เขต โดย พิจารณ์ บอกว่าต้องขอบคุณคะแนนเสียงจากประชาชน เมื่อเทียบกับปี 62 เก้าอี้ ส.ส.เพิ่มขึ้นมาประมาณเท่าตัว และชนะขาดในหลายเขต โดยตอนนี้คณะทำงานในพื้นที่ กทม. ของพรรคก้าวไกล กำลังหารือกับ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อเสนอให้รวมคะแนนใหม่ เนื่องจากพบว่าคะแนนในเขตเลือกตั้งที่ 20 ซึ่ง กกต. ได้ประกาศ ไม่ตรงกับผลคะแนนที่พรรคได้รวบรวม โดยวันนี้จะทบทวนเป็นครั้งสุดท้าย ให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน และดำเนินเสนอ กกต.ให้รวมคะแนนใหม่
สำหรับปัจจัยที่ทำให้พรรคก้าวไกลกวาดที่นั่งได้ทั่วกรุงเทพฯ พิจารณ์ ยอมรับว่าเกินกว่าที่พรรคเคยตั้งเป้าไว้ เพราะเดิมตั้งเป้าไว้ที่ 15 เขต พร้อมมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะทำให้เห็นว่า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่อายุน้อยที่สุดในรอบ 70 ปี พร้อมให้คำมั่นว่าจะบริหารประเทศและสร้างผลงานมาให้ประชาชนเพื่อแทนคำขอบคุณ
ส่วนแนวทางการบริหารจัดการ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ในกรณีที่มี ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ บางคนของพรรคได้รับตำแหน่งในฝ่ายบริหาร ส.ส.คนนั้นควรจะลาออกเพื่อขยับลำดับบัญชีรายชื่อขึ้นมา แต่สำหรับบุคลากรที่เป็นแกนนำสำคัญ เช่น หัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย เลขาธิการพรรค อาจจะจำเป็นต้องดำรงตำแหน่ง ส.ส.ต่อไป
ส่วนประเด็นที่ เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ทวิตข้อความเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทยโหวตนายกฯ ตามเสียงของประชาชน พิจารณ์ มองว่าในช่วงหาเสียงบางพรรคการเมือง เคยให้สัมภาษณ์ว่าจะยกมือให้กับแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคที่ได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับ 1 ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือไม่ ดังนั้นต้องฝากสื่อมวลชนไปสอบถามดูอีกครั้ง ว่าจะทำตามคำที่พูดไว้หรือไม่ และหากพรรคการเมืองต่างๆ ทำตามอย่างที่พูด และร่วมกันปิดสวิตช์ ส.ว. เชื่อว่าจะเป็นความสวยงามของประชาธิปไตย และพลิกโฉมการเมืองไทยด้วย แต่ถ้าพรรคใดมีจุดยืนไม่เคารพเสียงประชาชน ก็ไม่จำเป็นต้องคุยอะไรกันมาก
นอกจากนี้ พิจารณ์ ยังให้ความเห็นเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ที่พบว่าพรรคก้าวไกล สามารถกวาด ส.ส.กรุงเทพฯ ไปถึง 32 เขต จาก 33 เขต โดย พิจารณ์ บอกว่าต้องขอบคุณคะแนนเสียงจากประชาชน เมื่อเทียบกับปี 62 เก้าอี้ ส.ส.เพิ่มขึ้นมาประมาณเท่าตัว และชนะขาดในหลายเขต โดยตอนนี้คณะทำงานในพื้นที่ กทม. ของพรรคก้าวไกล กำลังหารือกับ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อเสนอให้รวมคะแนนใหม่ เนื่องจากพบว่าคะแนนในเขตเลือกตั้งที่ 20 ซึ่ง กกต. ได้ประกาศ ไม่ตรงกับผลคะแนนที่พรรคได้รวบรวม โดยวันนี้จะทบทวนเป็นครั้งสุดท้าย ให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน และดำเนินเสนอ กกต.ให้รวมคะแนนใหม่
สำหรับปัจจัยที่ทำให้พรรคก้าวไกลกวาดที่นั่งได้ทั่วกรุงเทพฯ พิจารณ์ ยอมรับว่าเกินกว่าที่พรรคเคยตั้งเป้าไว้ เพราะเดิมตั้งเป้าไว้ที่ 15 เขต พร้อมมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะทำให้เห็นว่า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่อายุน้อยที่สุดในรอบ 70 ปี พร้อมให้คำมั่นว่าจะบริหารประเทศและสร้างผลงานมาให้ประชาชนเพื่อแทนคำขอบคุณ
ส่วนแนวทางการบริหารจัดการ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ในกรณีที่มี ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ บางคนของพรรคได้รับตำแหน่งในฝ่ายบริหาร ส.ส.คนนั้นควรจะลาออกเพื่อขยับลำดับบัญชีรายชื่อขึ้นมา แต่สำหรับบุคลากรที่เป็นแกนนำสำคัญ เช่น หัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย เลขาธิการพรรค อาจจะจำเป็นต้องดำรงตำแหน่ง ส.ส.ต่อไป




