เรียกได้ว่า 28 ส.ค. 2567 คืออีกหนึ่งวันสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของ ‘พรรคประชาธิปัตย์’ นับตั้งแต่ก่อตั้งพรรคมา 78 ปี (6 เมษายน 2489) ภายหลัง ‘ขู่แข่งตลอดกาล’ อย่าง ‘พรรคเพื่อไทย’ ได้ส่งเทียบเชิญเข้าร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการ ภายใต้ภาวะ ‘ร้าวลึก’ ในค่ายสีฟ้า ที่แบ่งเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม หากว่ากันด้วยกระบวนการหลังได้รับเทียบเชิญแล้ว น.ต.สุธรรม ระหงษ์ รองหัวหน้าพรรค ในฐานะ ผอ.พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า จะเข้าสู่กระบวนการตามข้อบังคับพรรค ซึ่งจากการหารือกับ เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรค คาดว่าจะประชุมกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ในวันที่ 29 ส.ค. เวลา 17.00 น. และประชุมร่วม กก.บห. กับ สส.พรรค ในเวลา 19.30 น. เนื่องจากมีประชุมร่วมรัฐสภาและประชุมสภาฯ ในวันที่ 29 ส.ค. จึงต้องรอให้ สส.ได้ประชุมเสร็จก่อน ถึงจะประชุมร่วม กก.บห.ได้
โดยองค์ประชุมร่วมแบ่งเป็น กก.บห. 38 คน และ สส. 25 คน แต่ก็มีในส่วนที่ซ้ำซ้อนที่เป็น กก.บห. และ สส. 10 คน ดังนั้น องค์ประชุมทั้งหมดจึงมีจำนวน 53 คน
ส่วนการประชุมจะเป็นในลักษณะว่า ร่วมรัฐบาลและส่งชื่อบุคคลเป็นรัฐมนตรีใช่หรือไม่ น.ต.สุธรรม ยอมรับว่า “ใช่ เพราะมีวาระเดียวคือการเข้าร่วมรัฐบาล และการเสนอชื่อบุคคลไปดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งจะเป็นไปตามข้อบังคับพรรคทั้งหมด อย่างไรก็ตาม คาดว่าน่าจะใช้เวลาการพิจารณาพอสมควร ส่วนชื่อบุคคลที่จะไปเป็นรัฐมนตรีนั้น อยู่ที่ที่ประชุมว่าจะเสนอไปกี่คน”
ส่วนจะมีการหารือถึงผลกระทบที่จะตามมาจากการเข้าร่วมรัฐบาลครั้งนี้หรือไม่ น.ต.สุธรรม กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับที่ประชุมว่าใครจะหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา
คิดว่าคงจะมีพูดกันอย่างกว้างขวางในทุกมิติถึงการเข้าร่วมรัฐบาล
— น.ต.สุธรรม ระหงษ์

น.ต.สุธรรม ยังได้โชว์หนังสือเชิญจากพรรคเพื่อไทย ต่อสื่อมวลชน โดยหนังสือดังกล่าวระบุข้อความว่า
“ตามที่ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีได้เชิญพรรคการเมืองต่าง ๆ เพื่อเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล โดยได้แถลงผ่านสื่อมวลชนเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วนั้น พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความรู้ ความสามารถ และมีอุดมการณ์ที่จะทำงานร่วมกันได้ จึงขอเรียนเชิญพรรคประชาธิปัตย์ได้เข้าร่วมรัฐบาลเพื่อร่วมกันบริหารราชการแผ่นดิน ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชนต่อไป
ทั้งนี้ ขอให้ท่านดำเนินการตามขั้นตอนภายในของพรรค และโปรดส่งรายชื่อบุคคลที่ท่านเห็นว่าเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีส่งมายังพรรคเพื่อไทย ผ่านทางเลขาธิการพรรคโดยด่วนต่อไป”
แย้ม ‘ประชาธิปัตย์’ ได้ 2 เก้าอี้รัฐมนตรี
ขณะที่ เดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า ในเรื่องคุณสมบัติรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์เรียบร้อยไปนานแล้ว ทางพรรคฯ ก็ตรวจสอบคุณสมบัติในส่วนของพรรคฯ อยู่แล้ว ส่วนหากทางพรรคเพื่อไทย ส่งกลับมา เงื่อนไขร่วมรัฐบาลจะยังอยู่หรือไม่นั้น เดชอิศม์ ยืนยันว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์นี้แน่นอน
เพราะไม่มีอะไรเลย ซึ่งผมไม่ได้ฝากใครเช็กประวัติ แต่ทำด้วยตัวเอง
— เดชอิศม์ ขาวทอง
ส่วนกรณีที่ในรายละเอียดคำเชิญ ระบุว่า ‘ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม’ เดชอิศม์ ชี้แจงว่า ในรายละเอียดนั้นต้องรายงานหัวหน้าพรรคฯ ก่อน ส่วนเรื่องตำแหน่งของรัฐมนตรี ก็ให้หัวหน้าพรรคฯ เป็นคนคุย ตนเองไม่ได้คุยในเรื่องนี้
เรื่องจำนวนโควตารัฐมนตรี วันนี้ผมทราบข่าวมาคือได้ 2 เก้าอี้รัฐมนตรี ส่วนจะเป็นกระทรวงไหน เป็นรัฐมนตรีว่าการ หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการนั้น เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี และพรรคฯ จะคัดใครอยู่ที่ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค และ สส., ผมไม่อยากก้าวล่วง
— เดชอิศม์ ขาวทอง
เมื่อถามว่า ได้ส่งประวัติแล้วหรือยัง เดชอิศม์ กล่าวว่า ยังไม่ได้ส่ง มีแต่นักข่าวที่บอกว่าไปส่งประวัติ ส่วนที่เป็นข่าวว่า มีลูกน้องไปที่ทำเนียบรัฐบาลนั้นไม่มี คิดว่าอาจจะมีคนอ้างมากกว่า ซึ่งก็ซักถามลูกน้อง แต่ปรากฏว่าไม่มีใครไปสักคน

เห็นต่างเป็นเรื่องธรรมดา คงไม่ถึงขั้น ‘แตกแยก’
มีการตั้งข้อสังเกตถึง ‘เทียบเชิญ’ จากพรรคเพื่อไทยให้เข้าร่วมรัฐบาล จะส่งผลต่อความขัดแย้งกับคนที่เห็นต่างภายในพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่
ในเรื่องนี้ ประมวล พงศ์ถาวราเดช สส.ประจวบคีรีขันธ์ ในฐานะประธาน สส.พรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นว่า ทุกครั้งในการประชุมร่วมกัน หรือการส่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกสมัย ความเห็นต่างมีเป็นเรื่องธรรมดา แต่สุดท้ายความแตกแยกก็คงไม่มี ส่วนจะต้องยึดตามมติพรรคหรือไม่นั้น ในข้อบังคับพรรคฯ มีอยู่ว่า เมื่อเสียงส่วนใหญ่เป็นอย่างไร ก็ต้องทำตามมติพรรค
ส่วนหากสมาชิกพรรคฯ จะใช้เอกสิทธิ์ความเป็น สส.โหวตสวนมติพรรคนั้น ประมวล มองว่า ทุกคนที่ไม่เห็นด้วยก็มี มีทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ไม่ต้องใช้เอกสิทธิ์ คือถ้าไม่เห็นก็ไม่เห็นด้วยไปเลย ส่วนเมื่อถามย้ำว่า จะไม่มีการลงโทษใช่หรือไม่ ประมวล ก็ตอบว่า “คงไม่มี”
มีแต่สื่อฯ เที่ยวพูดกันเองว่า ขับท่านนายกฯ ชวน ในพรรคยังไม่มีใครพูดถึง สมัยที่แล้วสื่อฯ ก็พูดว่าอย่างโน้น อย่างนี้ แต่ในพรรคไม่มี ไม่ทราบว่าข่าวออกมาจากไหน ในพรรคไม่เคยมีเลย ตั้งแต่เริ่มตั้งรัฐบาลสมัยนายกฯ เศรษฐา ไม่เคยมี
— ประมวล พงศ์ถาวราเดช
ส่วนเมื่อถามถึงประเด็น ‘เลือดไหลออก’ ประมวล กล่าวว่า “ทุกคนในพรรคมีอุดมการณ์ ผมคงเดินไปตามระเบียบข้อบังคับของพรรค”
นับจากนี้ ต้องจับตาดูว่า ภายหลัง ‘พรรคประชาธิปัตย์’ เข้าร่วมรัฐบาลกับ ‘พรรคเพื่อไทย’ แล้ว จะส่งผลให้เกิดแรงกระเพื่อมหรือความ ‘ร้าวลึก’ ภายในพรรคฯ มากน้อยแค่ไหน




