ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ในวาระรับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2567
โดยในคิวของ ภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า กองทุนดังกล่าวไม่ใช่กองทุนที่เลี้ยงตัวเองได้ แต่ที่อยู่ได้เพราะมีภาษีประชาชนอุ้มอยู่ ทั้งนี้เมื่อพิจารณาแล้วพบว่า 90% คือจ่ายให้กับเงินทุนเลี้ยงชีพ ทั้งนี้เป็นระบบประเมินที่คะแนนสวยเกินเป็นจริง เพราะมีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล เนื่องจากกรรมการกองทุนประชุมปีละครั้ง
ขณะที่กองทุนดังกล่าวมีเงินหลักร้อยล้านบาท ในอนาคตเชื่อว่าสมาชิกเพิ่มขึ้น ต้องใช้งบกลางมาสมทบหลัก 300 ล้านบาทต่อปี ถือว่ารายจ่ายมากกว่ารายรับ ไม่มีการรองรับความผันผวนทางการเมือง โดยประชาชนจะแบกรับในฐานะผู้เสียภาษี
ผมขอเสนอให้ระงับการขยายสิทธิทุนเลี้ยงชีพ และให้คงไว้เฉพาะสิทธิจำเป็น รวมถึงต้องแก้กฎหมาย กำหนดอายุงานขั้นต่ำและจำกัดเพดานสิทธิ์ นอกจากนั้นแล้วต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด และบังคับกรรมการประชุมทุกไตรมาส
— ภัณฑิล น่วมเจิม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ ภัณฑิล อภิปรายนั้น พบว่าได้อ่านข้อความบนกระดาษ ทำให้ คริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ประท้วงว่าผิดข้อบังคับ
จากนั้นเป็นการอภิปรายของ คริส ซึ่งตั้งคำถามว่า สส.ทำงานคุ้มค่าเงินภาษีประชาชนหรือไม่ เพราะใช้ ChatGPT (แชทจีพีที: ปัญญาประดิษฐ์ประเภท AI Chatbot) เขียนอภิปรายแล้วท่องไม่ได้ กลับมาอ่านในห้องประชุม แบบนี้ถือว่าทำงานคุ้มค่าภาษีที่ประชาชนจ่ายหรือไม่ เมื่อเป็น สส. ต้องทำงานให้สมกับภาษีที่ประชาชนจ่าย แต่ขณะนี้ประชาชนสงสัย สส.สมัยเดียว เป็น สส. ปีเดียว หรือ 2 ปี บางคนเป็นสามล้อถูกหวย เกาะพรรคเข้ามา แต่ไม่เก่ง ไม่มีความเป็นตัวเอง แต่ได้เข้ามาสู่สภาฯ ต้องทำงานให้คุ้มค่าเงินเดือน
สส.ใหม่ หรือ สส.เก่า เสียสละเพื่อประเทศ ประชาชน ประเทศมีหนี้สาธารณะ 12 ล้านล้านบาท หาก สส. ร่วมแรงร่วมใจ ทำให้คล้ายกับไม่กินข้าวฟรี จะทำให้สภาฯ ควบคุมรายจ่ายของรัฐที่แท้จริง และรักษาประโยชน์ประชาชนที่แท้จริง
— คริส โปตระนันทน์
ปรากฏว่า หลังการอภิปรายของ คริส ได้เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นเมื่อ ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เดินปรี่เข้ามาหา คริส และปะทะคารมกัน เนื่องจากมีการอภิปรายพาดพิงกันก่อนหน้านี้ จนส่อว่าจะมีการวางมวย ทำให้เพื่อนสมาชิกที่เห็นท่าไม่ดี ต่างกรูกันเข้าไปห้ามทางฝั่งของ ปกรณ์วุฒิ และคริส กันยกใหญ่ ก่อนจะแยกย้ายกันออกไป

เคลียร์ปมหวิดวางมวย! ‘คริส’ อ้าง ‘ปกรณ์วุฒิ’ ปรี่เข้ามาชี้หน้า–บอกระวังตัวให้ดี
ต่อมา คริส โปตระนันทน์ พร้อมด้วย สส.พรรคเศรษฐกิจ แถลงกรณีเกิดเหตุวุ่นวายดังกล่าว ว่า “ตอนอภิปรายเสร็จ ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ปรี่เข้ามาคนแรกตรงที่นั่งของผม หลังจากนั้นปรี่เข้ามาอีก 10 คน มีการชี้หน้าผมหลายรอบ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผมตกใจ” และมีการพูดว่า “ระวังตัวไว้ให้ดี” และภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน พูดออกไมค์ว่า “สส.สมัยแรกก็พองแบบนี้แหละ”
คริส กล่าวด้วยว่า “วันนี้เราเป็นสภาฯ ที่เพิ่งเริ่ม ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกมากี่สิบครั้ง ก็เป็นสิทธิ์ แต่ผมก็เป็น สส.ที่มีสิทธิ์เท่าเทียมกับ สส.พรรคประชาชนเหมือนกัน ผมมีสิทธิ์ประท้วงในที่ประชุม เราสามารถเล่นการเมืองที่สร้างสรรค์ตามกฎกติกาได้ สามารถเห็นต่างกันได้ แต่ถ้ามีการปรี่เข้ามานอกรอบหลังอภิปราย ผมรู้สึกถึงการคุกคามทางร่างกาย และเสรีภาพ”
“เขาอาจจะโกรธที่ผมอภิปรายเรื่องกองทุนผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ถ้าวันนี้ สส.ทำหน้าที่ไม่คุ้มค่าภาษีประชาชน ประชาชนเขารู้สึกแย่ ถ้า สส.เข้ามาอ่านสคริปต์ตาม ChatGPT ผมคิดว่าต่อไปจะไม่มีใครเชื่อถือสภาฯ แห่งนี้ ถ้าไม่ยึดถือตามข้อบังคับ ประชาชนจะรับไม่ไหว อยู่ร่วมกันไม่ได้”
เราจะรวบรวมหลักฐานการกระทำดังกล่าวของปกรณ์วุฒิ ถ้าทำผิดจริงท่านต้องได้รับโทษตามประมวลจริยธรรม สภาฯ ในส่วนของกฎหมายบ้านเมืองต้องรอดูก่อนว่าเข้ากับองค์ประกอบหรือไม่ พรรคเศรษฐกิจอยากจะทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ นี่เป็นครั้งแรกที่พรรคเศรษฐกิจได้เข้ามาเหยียบในสภาฯ แห่งนี้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าสิทธิ์เราน้อยกว่าพรรคการเมืองบางพรรคที่เขามาก่อน
— คริส โปตระนันทน์
ด้าน พีรพล กนกวลัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ กล่าวว่า “ตามกติกา มีการอภิปรายและประท้วงตามข้อบังคับการประชุม แต่ผู้ที่ปรี่เข้ามาหาเราตั้งใจมาหาเรื่องถึงที่ แล้วก็มาชี้หน้าเป็นการขมขู่และคุกคาม ผมคิดว่าเป็นการกระทำที่อุบาทว์ ถ้าหากเป็น สส.แล้วมีพฤติกรรมแบบนี้กับ สส.ด้วยกัน แล้วกับประชาชนจะขนาดไหน ซึ่งวันเลือกประธานสภาฯ ที่ผ่านมาก็เคยเดินปรี่มาเช่นกัน มาชี้หน้าผมบอกว่า ‘ระวังตัวให้ดี’ ผมเชื่อว่าครั้งที่สาม–ครั้งที่สี่ก็จะทำอย่างนี้อีก”
เขาคิดว่าพวกผมจะกลัว ไม่กลัวครับ มากี่ครั้งก็มาครับ พฤติกรรมแบบนี้ไม่ควรเป็นพฤติกรรมที่ สส.พึงกระทำ และไม่สมควรดำรงตำแหน่ง สส.
— พีรพล กนกวลัย
‘ปกรณ์วุฒิ’ ร่ายยาว! ชี้เดินเข้าหา ‘คริส’ เป็นเรื่องปกติ แต่อีกฝ่าย ‘เล่นใหญ่’ กล่าวหาชี้นิ้วคุกคาม
ขณะที่ ปกรณ์วุฒิ เผยผ่านโซเชียลมีเดียกรณี คริส โปตระนันท์ แถลงกล่าวหาในทำนอง “เข้าไปชี้นิ้วคุกคามในห้องประชุมสภาฯ” โดยเนื้อหาระบุว่า
ในฐานะที่ผมเป็นวิป การเดินเข้าไปคุยกับพรรคอื่น ถึงที่นั่งของพรรคนั้นๆ เป็นเรื่องที่ปกติมากๆที่ผมก็ทำอยู่ตลอด แทบจะทุกวันที่มีการประชุมสภา
และในหลายๆ ครั้ง ที่มีการประท้วงกันไปมา หรือพูดอะไรที่ทำให้ไม่พอใจกัน หรือไม่เป็นไปตามข้อตกลง ทุกครั้ง ผมก็ใช้วิธีเดินไปถาม และบอกแบบตรงไปตรงมา และถามว่าทำไมถึงต้องมาประท้วงกันประเด็นหยุมหยิมแบบนี้ หรือทำไมถึงไม่เป็นไปตามข้อตกลงที่คุยกันในวิป
เพราะผมคิดว่าบางเรื่องไม่จำเป็นต้องใช้เวลาสภามาตอบโต้กัน การเดินไปคุยกันส่วนตัว พูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา และทำความเข้าใจกัน หลายครั้งก็จบด้วยการขอโทษขอโพยกัน หลังมีการปะทะคารมกัน ด้วยซ้ำ นี่ก็เป็นเรื่องปกติมากๆ ที่เกิดขึ้นในสภาเช่นกัน
ประเด็นในวันนี้ ที่ผมเดินไปคุยด้วย คือต้องการทำความเข้าใจว่า ในเหตุการณ์ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง ที่ทางพรรคดังกล่าว พยายามจะตั้งใจขัดจังหวะพรรคประชาชน โดยเฉพาะ และไม่เคยประท้วงในลักษณะเดียวกันกับ สส.พรรคอื่นๆ เลย
ผมจึงพยายามที่จะเข้าไปบอกว่า การตั้งใจประท้วงขัดจังหวะ เฉพาะพรรคใดพรรคหนึ่งแบบนี้ จะทำให้การประชุมไม่เป็นไปอย่างราบรื่น และความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนสมาชิก จะเป็นบรรยากาศที่ไม่ดี
และผมบอกว่า ถ้าหากคุณตั้งใจทำแบบนี้ แล้วทางพรรคประชาชน ทำแบบนี้กับทางพวกคุณทุกครั้งที่คุณอภิปรายบ้าง คุณก็คงไม่พอใจเช่นกัน ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการใช้ ChatGPT หรือประเด็นเนื้อหาการอภิปรายใดๆ เลยทั้งสิ้น
การเดินไปหาทาง สส.กลุ่มดังกล่าว ผมเว้นระยะห่าง อย่างน้อย 1 แถว เพื่อพูดคุย
สิ่งที่เกิดขึ้นจากนั้น คือ ทาง สส.ทั้ง 3 คน ลุกขึ้นยืน เดินออกมาจากที่นั่ง และพยายามส่งเสียงโวยวาย จึงทำให้มีเพื่อนๆ สส.ท่านอื่น เดินเข้ามาห้ามปรามทั้งทางผม และ ทาง 3 คนนั้น ทั้งที่จริงๆ ยังไม่มีเหตุการณ์ที่จะใกล้เคียงการปะทะใดๆ กันเลย ซึ่งภาพที่ปรากฏออกมา อาจทำให้หลายๆ คนเข้าใจไปอีกแบบ ซึ่งผมต้องย้ำว่า การเดินไปคุยกับพรรคใดๆ ถึงที่นั่งของพรรคนั้นๆ เป็นเรื่องปกติมากๆ ในสภา
และสิ่งที่ผมคิดว่าทำให้ผมเสียหาย คือการกล่าวหาว่าผมพูดว่า “ระวังตัวไว้ให้ดี” และกล่าวหาอีกด้วยว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมพูดคำนี้ ซึ่งการกล่าวหานี้ เป็นความเท็จโดยสิ้นเชิง
สำหรับผม เหตุการณ์นี้ไม่มีสาระอะไร เพราะเป็นสิ่งที่คนเป็นวิป ทำกันเป็นปกติ แต่มีคนพยายามจะ “เล่นใหญ่” เท่านั้นเอง
และจากนี้ จะได้รับทราบว่า ทางพรรคดังกล่าวไม่ยินดีที่จะมีการพูดคุยเจรจาใดๆ กัน ทางวิปจะได้ยึดถือแนวทางนี้ในการทำงาน แต่เราก็ยังยินดี ที่จะเดินไปสอบถาม เจรจา หรือ พูดคุยทำความเข้าใจกับพรรคอื่นๆ ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน เช่นเดิม
ที่มา [X]: @Earth_MFP




