โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ รัฐสภา นำโดย กฤช เอื้อวงศ์ พร้อมด้วย วุฒิชาติ กัลยาณมิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แถลงภายหลังการประชุม ครั้งที่ 3 เพื่อหาข้อยุติในมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ปี 2564
ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา เห็นแย้งกัน โดยวุฒิสภาเสนอให้แก้ไขเป็นหลักเกณฑ์เสียงข้างมาก 2 ชั้น นำมาสู่การตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันฯ เพื่อหาข้อยุติดังกล่าว
กฤช กล่าวว่า วันนี้น่าจะเป็นการประชุมก่อนครั้งสุดท้าย โดยผลลงมติเสียงส่วนใหญ่ ให้คงไว้ตามที่วุฒิสภาแก้ไข 13 เสียง, อีก 9 เสียง ลงมติให้แก้ไขเพิ่มเติมตามที่สภาผู้แทนราษฎรเสนอ และงดออกเสียง 3 คน จากองค์ประชุมทั้งหมด 25 คน
สำหรับกรรมาธิการที่งดออกเสียง 3 คน ประกอบด้วย พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. ในฐานะประธาน กมธ. และกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ทั้ง 2 คน คือ ไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และ กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ จะนำร่างกฎหมายกลับเข้าสู่แต่ละสภาเพื่อพิจารณาความเห็น หากสภาใดไม่เห็นชอบ สามารถลงมติยับยั้งร่างกฎหมายและเสนอกลับเข้ามาใหม่ ทั้งนี้ เชื่อว่า สส.คงไม่เห็นด้วยการแก้ไขของ สว. โดยต้องพักร่างกฎหมายดังกล่าวไว้ 180 วัน แล้วจึงจะเสนอเข้ามาใหม่ได้
ส่วนการประชุมคณะกรรมาธิการครั้งต่อไปคือวันที่ 4 ธ.ค. เพื่อรับรองรายงานการประชุม จากนั้นวันที่ 6 ธ.ค. จะยื่นร่างกฎหมายเข้าสู่แต่ละสภาฯ โดยหลังจากเปิดสมัยประชุมแล้ว คาดว่าวันที่ 16 ธ.ค. จะเข้าสู่วาระการประชุมวุฒิสภา และวันที่ 18 ธ.ค. จะเข้าสู่วาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร
ในความเห็นของวุฒิสภา, อย่างที่เราเรียนมาตั้งแต่ต้นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ เราอยากให้ประชาชนส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในการช่วยกันออกเสียงประชามติ เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผลประโยชน์ถึงประชาชนโดยตรง วุฒิสภาจึงยืนตามร่างฯ ที่ตัวเองแก้ไขในเรื่องการทำประชามติ 2 ชั้น
— วุฒิชาติ กัลยาณมิตร
‘ไปรษณีย์’ เด้งรับพร้อมทำ ‘ประชามติ’
ขณะที่ พิศิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ในฐานะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ในการเชิญตัวแทนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด มาชี้แจงต่อ กมธ.ถึงความพร้อมการทำประชามติผ่านทางไปรษณีย์ ทางตัวแทนทางไปรษณีย์ยืนยันว่า มีความพร้อมการทำประชามติผ่านทางไปรษณีย์ว่าสามารถทำได้
โดยวิธีการจะให้ประชาชนมายืนยันตัวตนที่ไปรษณีย์ในเขตนั้นๆ จากนั้นก็จะมีการลงมติที่ไปรษณีย์ ดูแล้วเป็นช่องทางที่สามารถป้องกันการลงคะแนนแทนกันได้ เพราะต้องใช้บัตรประชาชนมายืนยันตัวตนที่ไปรษณีย์ก่อน
ส่วนค่าใช้จ่ายการทำประชามติผ่านไปรษณีย์ ทราบว่าอยู่ที่ประมาณ 1,000 กว่าล้านบาท ดูแล้วไม่ได้ถูก แต่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่มาทำงานต่างภูมิลำเนา ไม่ต้องเดินทางกลับไปลงคะแนนที่ภูมิลำเนาของตัวเอง ขณะที่ตัวแทน กกต.ระบุว่า ไม่ได้ระบุชัดเจนว่า จะมีการทำประชามติผ่านทางไปรษณีย์หรือไม่ แค่บอกว่าจะรับไปพิจารณารายละเอียดอีกครั้งว่าจะดำเนินการหรือไม่
— พิศิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์




