ผู้สื่อข่าวรายงาน การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี ภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม
ในวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่...) พ.ศ.... ซึ่งเป็นร่างฯ ที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แก้ไขเพิ่มเติม และได้ส่งคืนให้สภาฯ พิจารณา ตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ ข้อ 137 โดย สส.ต้องลงมติว่า จะเห็นด้วยกับ สว.หรือไม่
ในการประชุมมี สส.ทั้งพรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย อภิปรายเห็นแย้งกับบทบัญญัติที่วุฒิสภา แก้ไขในประเด็นเกณฑ์การผ่านประชามติ ซึ่งกำหนดให้การทำประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ ต้องใช้เสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่ง 2 ชั้น คือ ต้องมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์เกินหนึ่งของผู้มีสิทธิ และ ผลการลงมติเห็นชอบต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้ออกมาใช้สิทธิ
ด้วยมองว่า จะเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเกิดความยุ่งยากต่อการใช้บังคับและงบประมาณ ทั้งนี้ ยังได้เห็นว่า แม้ สส.ไม่เห็นชอบกับวุฒิสภาแก้ไข สามารถเร่งรัดเวลาการพิจารณาในชั้นของกรรมาธิการร่วมกัน เพื่อให้มีกฎหมายประชามติฉบับใหม่ ทันใช้บังคับตามไทม์ไลน์ของการทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญรอบแรก ในเดือน ก.พ. 2568
พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายเห็นแย้งกับการแก้ไขของวุฒิสภา และยืนยันให้คงร่างเดิมที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติไปแล้วว่า เป็นเรื่องปกติที่สภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภาจะมีมุมมองที่ต่างกันบ้างในบางเรื่อง
แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อย้อนไปดูบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ของวุฒิสภา จะพบอาการกลับไป กลับมา ของคณะกรรมาธิการฯ วุฒิสภา
ทั้งนี้ แม้กติกาเสียงข้างมาก 2 ชั้น เป็นกติกาที่ผู้สนับสนุนมักให้เหตุผลว่า เป็นกติกาที่ให้ความสำคัญกับจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิออกเสียง แต่ในทางกลับกัน กติกาเสียงข้างมาก 2 ชั้น กลับจะเป็นกติกาที่ไปเพิ่มแรงจูงใจให้คนบางกลุ่มไม่ออกมาใช้สิทธิออกเสียง และทำให้คนออกมาใช้สิทธิออกเสียงมีแนวโน้มจะลดน้อยลง
ผมยืนยันว่าสภาฯ แห่งนี้ ควรจะยืนยันหลักการของการหันมาใช้กติกาแบบเสียงข้างมาก 1 ชั้น ไม่ใช่เพื่อจะทำให้ประชามติผ่านง่ายขึ้น แต่เพื่อให้กติกาสำหรับการทำประชามติในทุกๆ เรื่อง ที่มีความเป็นธรรมระหว่างฝ่ายที่อยากเห็นประชามติผ่าน กับฝ่ายที่ไม่อยากเห็นประชามติผ่าน จะเป็นกติกาประชามติที่ไม่เปิดช่องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์จากการรณรงค์ให้คนไม่ออกมาใช้สิทธิ แต่เป็นกติกาประชามติที่ทำให้ทุกฝ่ายมีแรงจูงใจในการรณรงค์เชิงความคิดและเชิญชวนคนที่คิดคล้ายๆ กัน ให้ออกมาลงคะแนนเสียงให้เยอะที่สุด เพื่อให้สังคมใช้คูหาประชามติเป็นช่องทางในการหาข้อสรุปร่วมกัน ว่าสังคมนั้นจะเดินไปในทิศทางไหน
— พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
ขณะที่ สส.พรรคภูมิใจไทย เห็นต่างกับพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย โดยเห็นด้วยกับที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม ให้กลับไปใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก 2 ชั้น
อาทิ มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่า เป็นธรรมดาที่จะเห็นแตกต่างกัน ซึ่งการใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก 2 ชั้น คล้ายกับร่างฯ ของพรรคภูมิใจไทย ที่เสนอต่อสภาฯ สำหรับการแก้ไขเกณฑ์เสียงข้างมาก 2 ชั้น สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น องว่าจำเป็นต้องสะท้อนให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยมากขึ้น
และเป็นหลักประกันที่การทำประชามติในเรื่องกฎหมายสูงสุดและกติกาสำคัญ ต้องได้รับความเชื่อถือ ทั้งนี้ การเลือกตั้งท้องถิ่นยังมีข้อกำหนดเกณฑ์ให้มีผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง 10%
เกณฑ์ผ่านประชามติจะใช้เกณฑ์เดียว สามารถทำได้ และไม่ต้องทำเกณฑ์เดียวก็ได้ ไม่ติดใจ แต่รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดและเป็นกติกาปกครองประเทศ ดังนั้นต้องมีความละเอียดอ่อน เชื่อถือ มั่นใจได้ ที่ผ่านมา การทำประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ พบว่ามีผู้ออกมาใช้สิทธิ์เกิน 50% ดังนั้น หากไม่กำหนดอะไรไว้ จะได้รับความน่าเชื่อถือได้อย่างไร หากสภาฯ เห็นด้วยกับ สว.จะไม่มีปัญหา แต่หากไม่เห็นด้วย จะทำให้ล่าช้า กินเวลาไปหลายเดือน เพราะใช้เวลาพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นค่อนข้างมาก
— มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย
ขณะที่ แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่า พรรคภูมิใจไทยเห็นด้วยต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ไม่แก้หมวดหนึ่ง หมวดสอง
ทั้งนี้ การแก้ไขของ สว.นั้นพอรับฟังได้ เพราะการกำหนดเกณฑ์ดังกล่าว เป็นหนทางที่สง่างาม และได้ผลการทำประชามติที่มากพอ หากไม่เซ็ตอะไรไว้ จะใช้สิทธิอะไรอ้างว่าสมควรแล้วจะแก้รัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มีผู้คนออกมาใช้สิทธิ์ถึง 29 ล้านคน มีผู้เห็นด้วย 16 ล้านคน, ไม่เห็นด้วย 10 ล้านคน ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญต้องมีความง่างาม
การไม่กำหนดเสียงขั้นต่ำ หรือเกินกึ่งหนึ่ง พรรคภูมิใจไทยเห็นว่า สง่างาม และสวย และเป็นข้ออ้างดีที่สุด คือ กำหนดเสียงขั้นต่ำ คือ กึ่งหนึ่ง หากมีการตั้ง กมธ.ร่วมสองสภาฯ ในชั้น กมธ. จะบอกว่า กังวลเกณฑ์เยอะเกินไป สามารถใช้เสียง 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 4 ก็ได้ ไม่ใช่ปล่อยไปเลย หากไม่เซ็ตเสียงไว้ ในเรื่องต่างๆ อาจมีคนออกมาใช้สิทธิแค่ล้านคน จะอ้างได้อย่างไรว่า เป็นการทำประชามติของประเทศ สิ่งที่ สว.แก้ไขมาพอรับฟังได้
— แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย
ทั้งนี้ ในการอภิปรายตอนหนึ่งของ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า สนับสนุนสภาฯ ให้ยืนยันหลักการที่รับไปแล้ว ส่วน สว. จะรับหลักการหรือไม่ ไปเจรจากันเอง คิดว่าทำได้ หากไม่ทำจะเสียหาย ต่อให้มีใบสั่งมา ไม่เชื่อว่าจะรอดตาประชาชนได้ พรรคที่กลับไปกลับมาจะเสียหาย ขาดความศรัทธาจากประชาชน ผลจะออกมาในการเลือกตั้งทั่วไป ว่าพรรคนั้นเชื่อถือไม่ได้
ขอให้คุยกันอีกรอบ เจรจาให้ได้ เสียเวลาอย่างไรก็ช่างมัน เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องระมัดระวัง เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมาก การแก้รัฐธรรมนูญเป็นฉบับประชาชนจะทำให้ก้าวข้ามความขัดแย้ง บ้านเมืองชัดเจน และพัฒนาเจริญรุ่งเรือง
— นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
ขณะที่ จาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายตอนหนึ่งว่า หากกำหนดเกณฑ์เสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่ง 2 ชั้น เท่ากับว่า จะนับรวมผู้ลงมติไม่เห็นชอบกับคนที่ไม่ออกมาใช้สิทธิรวมกัน “ปิดประตูตอกฝาโลงแก้รัฐธรรมนูญ”
หากจะเปิดประตู ต้องทำประชามติอย่างเดียวกันกับประชามติรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ทั้งนี้ ไม่เห็นด้วยกับการเสนอให้ตั้งเกณฑ์ใช้เสียง 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 4
ภายหลัง สส.อภิปรายจนครบ ก็มีการลงมติ ซึ่งปรากฏว่า เสียงข้างมาก 348 เสียง ต่อ 0 ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของวุฒิสภา, งดออกเสียง 65 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง
เมื่อผลออกมาเป็นแบบนี้ ฝั่ง สส. ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของ สว. ที่ประชุมสภาฯ จึงได้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ร่วมกันเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่....) พ.ศ.... จำนวน 28 คน แบ่งเป็นสัดส่วน สส. 14 คน และ สว. 14 คน
ซึ่งคาดว่า ทาง สว.จะมีการประชุมเพื่อเลือกบุคคลส่งเข้าไปเป็น กมธ.ร่วมฯ ในวันที่ 15 ต.ค.นี้
จากนั้น เชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้สั่งปิดประชุมในเวลา 16.18 น.




