ในโลกการเมืองระหว่างประเทศ คำถามที่มักถูกยกขึ้นมาถกเถียงคือ "ดนตรีสามารถเป็นเครื่องมือทางการทูตที่มีพลังมากกว่าสุนทรพจน์ทางการเมืองได้จริงหรือ?" โดยเฉพาะในสภาวะที่ผู้นำประเทศใช้ทักษะทางดนตรีเพื่อสร้างภาพลักษณ์ หรือกระชับความสัมพันธ์ข้ามวัฒนธรรม
เพื่อหาคำตอบในมิติเชิงทฤษฎีและประวัติศาสตร์วัฒนธรรม เราร่วมพูดคุยกับ ผศ.ภาคภูมิ เตี๋ยวงษ์สุวรรณ์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยการดนตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ถึงบทบาท เงื่อนไข และข้อควรระวังของการใช้ดนตรีในฐานะเครื่องมือทางการเมืองและการทูต
ทำไมดนตรีถึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ผศ.ภาคภูมิ อธิบายให้ฟังว่าในแง่การสื่อสาร ดนตรีสามารถส่งสารได้ชัดเจนภายในระยะเวลาที่สั้นกว่าสุนทรพจน์ เพลงทั่วไปมีความยาวเฉลี่ยเพียง 3–4 นาที ยิ่งหากเป็นเพลงป็อป ก็จะสื่อสารผ่านทำนองที่เข้าใจง่าย
แม้ภาษาที่ใช้อาจไม่ได้แปลความหมายตรงตัวแบบตรงไปตรงมา แต่ก็มีความเชื่อมโยงที่ทำให้ผู้ฟังเข้าใจถึงบริบทและเหตุการณ์ที่ต้องการสื่อได้ทันที
กระนั้น ก็ขึ้นอยู่กับผู้นำไปใช้และสถานการณ์ด้วย ในบางบริบท สุนทรพจน์อาจมีประสิทธิภาพมากกว่าเพราะเปิดโอกาสให้อธิบายรายละเอียดได้ลึกซึ้ง ขณะที่ดนตรีเป็นสื่อกึ่งความบันเทิง
การสื่อสารข้อมูลจึงอาจไม่ครอบคลุมเท่า แต่มุ่งเน้นผลลัพธ์ทางอารมณ์ ความจรรโลงใจจากเครื่องดนตรีและองค์ประกอบทางการแสดงจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เข้ามาช่วยเสริมการสื่อสารให้มีมิติมากกว่าการนั่งฟังสาระเพียงอย่างเดียว
อำนาจของเสียงในการทูต-การเมือง
ผศ.ภาคภูมิ อธิบายต่อว่า ทฤษฎีดนตรีในอดีตเน้นเรื่องของ "เสียง" ที่สร้างความพึงพอใจแก่คู่เจรจา เช่น การเลือกใช้โทนเสียง หรือชั้นคู่เสียง บรรเลงเพื่อเหนี่ยวนำอารมณ์ของการเจรจาให้อยู่ในบรรยากาศที่ดี
อย่างไรก็ตาม เรื่องของเสียงคือเรื่องของอารมณ์และการรับรู้ ซึ่งไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว 100% ว่าเสียงแบบใดจะสร้างอารมณ์เฉพาะเจาะจงแบบนั้นได้เสมอไป เมื่อนำไปปรับใช้ในสถานการณ์หรือบริบทที่ต่างกัน ความหมายและการตีความก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทนั้นๆ
ผู้นำชาติกับการเลือกใช้ดนตรีสานสัมพันธ์
ปรากฏการณ์ที่ผู้นำทางการเมืองใช้ทักษะทางดนตรีในการเยือนต่างประเทศ ส่งผลต่อภาพลักษณ์และการต่อรองอย่างไร
ผศ.ภาคภูมิ มองว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละฝ่าย หากเป็นกลุ่มผู้สนับสนุน ก็มักมองว่าเป็นความสามารถพิเศษที่ช่วยเสริมการเจรจา แต่สำหรับฝ่ายประเทศคู่เจรจา ภาษาและเนื้อหาของสารยังคงมีน้ำหนักมากกว่าโน้ตดนตรี
บางครั้งเพลงที่นำไปแสดงไม่ได้สื่อถึงประเด็นทางการเมืองหรือวาระที่จะพูดคุยกัน แต่กลับเป็นการเบี่ยงเบนประเด็นไปสู่เรื่องความบันเทิงอย่างสิ้นเชิง แล้วค่อยกลับมาเจรจาเรื่องจริงจังในภายหลัง
ส่วนกลุ่มที่ไม่สนับสนุน ไม่ว่าผู้นำจะทำอย่างไรก็อาจมองในแง่ลบ หรือมองเป็นเรื่องตลกขบขันว่าเหตุใดจึงนำเพลงดังกล่าวมาใช้ในการเจรจา
ยิ่งหากผู้ร้องไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์หรือบริบทของเพลงมาก่อน เช่น ผู้แต่งเป็นใคร หรือมีนัยทางการเมืองอย่างไร อาจกลายเป็นประเด็นล้อเลียน ซึ่งสร้างความลำบากใจให้กับเจ้าภาพหรือฝ่ายตรงข้ามได้เช่นกัน
เพลงที่ใช่ต้องดูสถานการณ์
เมื่อชวน ผศ.ภาคภูมิ มองเรื่องของการหากเลือกใช้บทเพลงหรือการแสดงผิดบริบททางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม หรือผิดกาลเทศะ จะถูกตีความอย่างไร
ผศ. ภาคภูมิ ชี้ให้เห็นว่าถูกตีความในเชิงลบแน่นอน โดยเฉพาะจากฝ่ายที่ไม่สนับสนุน การนำเพลงไปใช้โดยไม่ศึกษาประวัติศาสตร์ ภาษา วัฒนธรรม หรือ จุดยืนทางการเมืองของศิลปินผู้แต่งรวมถึงประวัติศาสตร์เฉพาะและความขัดแย้งในพื้นที่นั้นๆ เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก เพราะทุกองค์ประกอบเชื่อมโยงถึงกันหมด
การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างจากการไม่ได้ทำการบ้าน เปรียบเสมือนการเดินเข้าไปร้องเพลงกลางวงที่อาจก่อให้เกิดความร้าวฉานโดยไม่ตั้งใจ
ดนตรีกับอำนาจอ่อนทางการเมือง
ดนตรีสามารถสร้าง Soft Power ได้จริง หรือเป็นเพียง Soft Option เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นทางการเมือง
ผศ.ภาคภูมิ แสดงความคิดเห็นว่าผมเชื่อว่าดนตรีสามารถสร้าง Soft Power ได้จริง ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วผ่านดนตรีแจ๊สหรือดนตรีป็อป จากมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและสหรัฐราชอาณาจักร ซึ่งสร้างอิทธิพลทางวัฒนธรรมไว้อย่างชัดเจน จนผู้คนทั่วโลกคุ้นเคยกับรูปแบบและแพตเทิร์นเสียงดนตรีเหล่านี้
ในขณะที่ดนตรีพื้นบ้านของบางประเทศอาจไม่ได้สร้างผลกระทบกว้างขวางเท่า Soft Power ของประเทศมหาอำนาจเหล่านี้เกิดจากการสะสมยาวนาน 50 ถึง 100 ปี การที่คนทั่วไปในปัจจุบันฟังเพลงสากลเหล่านี้เป็นปกติ นั่นคือผลลัพธ์ของ Soft Power โดยแท้จริง
อำนาจของดนตรีหลังสิ้นเสียงเพลง
ผลลัพธ์ทางการเมืองหลังจากเสียงเพลงจบลง มักจะทิ้งอะไรไว้ในทางปฏิบัติ มากน้อยแค่ไหน
ผศ.ภาคภูมิ มองว่าขึ้นอยู่กับว่าการแสดงนั้นสร้างปรากฏการณ์ได้ยิ่งใหญ่และน่าจดจำเพียงใด หากเป็นการใช้เพลงเพื่อสันติภาพแล้วสามารถยุติความขัดแย้งได้จริง เหตุการณ์นั้นจะถูกบันทึกและจดจำไปชั่วลูกชั่วหลาน
แต่หากเป็นเพียงการแสดงชั่วคราวที่ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือขาดการไตร่ตรองจนกลายเป็นเรื่องขบขัน ผู้คนก็อาจจดจำและเล่าขานต่อๆ กันไปในฐานะข้อผิดพลาดทางการทูตได้เช่นกัน
ดนตรีพื้นเมืองกับการทูต
เมื่อชวน ผศ.ภาคภูมิ พูดคุยเกี่ยวกับมิติวัฒนธรรม การเล่น "ดนตรีพื้นเมือง" ของประเทศที่ไปเยือนส่งผลทางการทูตอย่างไรนั้น
ผศ.ภาคภูมิ อธิบายว่าผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับระดับการเปิดรับของแต่ละวัฒนธรรม ในสังคมตะวันตก การแสดงทักษะดนตรีสากล เช่น กีตาร์ อาจได้รับมุมมองที่เปิดกว้างและชื่นชมในความสามารถ
แต่สำหรับเครื่องดนตรีพื้นเมืองที่มีความยึดโยงกับจารีต ประเพณี และความเชื่ออย่างเข้มงวด หากนำไปแสดงผิดขนบหรือผิดบริบท เจ้าของวัฒนธรรมอาจไม่ยอมรับ และอาจบานปลายกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งทางวัฒนธรรมได้
ดนตรีกับการเมืองในหมวกของคนสอน
หากต้องอธิบายเรื่อง "ดนตรีกับการเมือง" ที่ต้องใช้ให้ถูกจังหวะและเวลาให้นักศึกษาฟัง จะอธิบายบอย่างไรให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด
ผศ.ภาคภูมิ อธิบายว่าผมยกตัวอย่างผ่านกรอบการทำความเข้าใจบริบททางการทูต ในระดับการแสดง คณะทูตที่ร่วมรับฟังอาจรู้สึกเพลิดเพลินไปตามมารยาท
แต่มองในเชิงลึก การใช้เพลงผิดบริบทก็เปรียบเสมือนการไปร่วมงานวันเกิดแล้วเลือกร้องเพลง "ธรณีกันแสง" แม้สถานการณ์จริงอาจไม่รุนแรงขนาดนั้น แต่ก็สะท้อนถึงการเลือกใช้เพลงที่ขัดกับบรรยากาศและธีมของงานอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้น หัวใจสำคัญคือเราต้องศึกษา ตีความบทเพลง และเข้าใจประวัติศาสตร์อย่างถ่องแท้ก่อนนำดนตรีไปใช้ในพื้นที่ใดๆ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดทางการทูต และป้องกันไม่ให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่เหมาะสมขึ้น
มุมมองของ ผศ.ภาคภูมิ เตี๋ยวงษ์สุวรรณ์ ชี้ให้เห็นว่า แม้ดนตรีจะมีศักยภาพสูงในการสื่อสารอารมณ์และเป็นเครื่องมือ Soft Power ที่ทรงพลังในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทว่าในมิติของการเมืองและการทูตวัฒนธรรม "ดนตรีไม่ได้ทำงานอย่างเป็นเอกเทศจากบริบททางประวัติศาสตร์ ภาษา และจารีตประเพณี"
การนำดนตรีมาใช้ในเวทีการเมืองระดับนานาชาติจึงเป็นเสมือนดาบสองคม หากขาดการศึกษาและวิเคราะห์บริบททางสังคมวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง บทเพลงที่ตั้งใจใช้เชื่อมความสัมพันธ์ก็อาจถูกตีความในทางตรงกันข้าม หรือกลายเป็นเพียงความบันเทิงที่ลดทอนสาระสำคัญทางการเมืองไปอย่างน่าเสียดาย





