อ่านเกม 'มิน อ่อง หล่าย' พบ 'อนุทิน' หวังฟื้น 'เศรษฐกิจ' เชื่อม 'อาเซียน'

5 ส.ค. 2569 - 17:14

  • นักวิชาการ มอง พล.อ.มิน อ่อง หล่าย เยือนไทยเพื่อดึงดูดการลงทุนภาคธุรกิจไทย ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ หวังใช้ไทยเป็นสะพานเชื่อมกลับเข้าสู่เวทีระดับลึกของอาเซียน

  • แนะไทยดำเนินนโยบายแบบ 'ค่อยเป็นค่อยไป' โดยกำหนดเงื่อนไขแลกเปลี่ยนกับความก้าวหน้า เช่น การยินยอมให้เข้าเยี่ยม 'อองซาน ซูจี' เพื่อแลกกับการทยอยเปิดทางในเวทีอาเซียน

อ่านเกม 'มิน อ่อง หล่าย' พบ 'อนุทิน' หวังฟื้น 'เศรษฐกิจ' เชื่อม 'อาเซียน'

ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบภายในประเทศเมียนมาที่ยังคงยืดเยื้อ การเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีแห่งประเทศเมียนมา ถือเป็นก้าวสำคัญทางการเมืองระดับภูมิภาคที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด 

SPACEBAR พูดคุยกับ รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช์ นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจาะลึกนัยสำคัญทางการเมือง ภูมิรัฐศาสตร์ และบทบาทของประเทศไทยภายใต้นโยบาย "Calibrated Re-engagement" หรือการมีปฏิสัมพันธ์แบบค่อยเป็นค่อยไปอย่างเหมาะสม

แสวงหาความร่วมมือ 'เศรษฐกิจ'

เมื่อชวน  รศ.ดร.ดุลยภาค พูดคุยว่าการเดินทางมาเยือนไทยของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวที่เปิดเผยอย่างเป็นทางการ มองว่ามีนัยสำคัญทางการเมืองอย่างไร

รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่านัยสำคัญประการสำคัญคือ การแสวงหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดย  พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ต้องการเชิญชวนภาคธุรกิจของไทยเข้าไปลงทุนในเมียนมามากขึ้น แม้เมียนมาจะมีศักยภาพสูงทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ก็ได้รับผลกระทบหนักจากสงครามกลางเมืองนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร จึงจำเป็นต้องพึ่งพาทุนต่างชาติเข้ามาช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ

สิ่งนี้สะท้อนชัดจากกำหนดการจัดงาน Business Forum ซึ่ง  พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย และ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย มีกำหนดขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในประเด็นการค้าและการลงทุน พร้อมทั้งพบปะกับผู้แทนภาคธุรกิจของไทย

ขณะที่ประเด็นการแก้ไขปัญหามลพิษหมอกควันข้ามแดน สารพิษในแม่น้ำกก ตลอดจน อาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด และ ธุรกิจสแกมเมอร์ แม้จะมีการหยิบยกขึ้นมาหารือ แต่เนื่องจากมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องอาศัยกลไกการพัฒนาที่ยั่งยืนและใช้ระยะเวลาในการแก้ไข

นอกจากเป้าหมายทางเศรษฐกิจแล้ว เมียนมายังคาดหวังให้ไทยทำหน้าที่เป็น "สะพานเชื่อม" เพื่อดึง เมียนมา กลับเข้าสู่เวทีอาเซียน ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ดำเนินนโยบาย Calibrated Re-engagement หรือ การเข้าหาและปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลเมียนมาแบบค่อยเป็นค่อยไป ตามจังหวะที่เหมาะสม

การเดินทางไปเยือนเนปิดอว์ก่อนหน้านี้ของ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ช่วยสานสัมพันธ์และปูทางให้ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย เดินทางมาเยือนทำเนียบรัฐบาลที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากนโยบายดังกล่าว โดยเมียนมาต้องการใช้ไทยเป็นผู้เชื่อมร้อยเพื่อกลับเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ในระดับลึกกับอาเซียนอีกครั้ง

เบื้องหลัง ปล่อยภาพ 'อองซาน ซูจี' เงื่อนไขวง 'อาเซียน'

เมื่อชวน รศ.ดร.ดุลยภาค พูดคุยต่อว่า ก่อนการเดินทางมาเยือนไทย ทางการเมียนมาได้เผยแพร่ภาพ อองซาน ซูจี ออกสู่สาธารณะ เบื้องหลังของปรากฏการณ์นี้คืออะไร?

รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่าสิ่งนี้สะท้อนถึงความสำเร็จของกระทรวงการต่างประเทศไทย ผ่านข้อริเริ่มเชิงนโยบาย ปฏิสัมพันธ์แบบค่อยเป็นค่อยไป (Calibrated Re-engagement) ซึ่งส่งผลให้เมียนมาจำเป็นต้อง พึ่งพาไทย หากต้องการกลับเข้าสู่กิจกรรมทางการทูตระดับสูงของอาเซียน

ไทยอยู่ในฐานะที่สามารถเสนอแนะให้ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ดำเนินมาตรการบางอย่างเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด และสร้างบรรยากาศทางการเมืองที่พึงพอใจต่ออาเซียนและประชาคมโลก 

ซึ่งเมียนมาได้ตอบรับด้วยการยินยอมให้ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เข้าเยี่ยม อองซาน ซูจี เพื่อสยบข้อสงสัยของนานาชาติเกี่ยวกับสวัสดิภาพและสุขภาพของเธอ

เมื่อเมียนมาเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวก อาเซียนจึงเริ่มเปิดทางให้ผู้แทนรัฐบาลเมียนมาเข้าร่วมกิจกรรมทางการทูตในระดับที่ลึกซึ้งขึ้น อย่างไรก็ดีหาก พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ไม่มีความคืบหน้าเพิ่มเติมหลังจากนี้ กระบวนการยกระดับความสัมพันธ์กับอาเซียนก็จะหยุดลงทันที

นี่คือกลไกของ Calibrated Re-engagement ที่ใช้เงื่อนไขเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของรัฐบาลเมียนมา หากเมียนมาไม่สามารถสร้างความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในการสร้างสันติภาพ หรือยังคงใช้ความรุนแรงตามแนวชายแดน บทบาทของเมียนมาใน อาเซียน ก็จะถูกสถานการณ์แช่แข็ง ไว้เพียงเท่านี้ 

ทั้งนี้ อาเซียนไม่ได้มุ่งหมายจะขับเมียนมาออกจากสมาชิกภาพ แต่เลือกใช้มาตรการกดดันดันและโน้มน้าว เพื่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนน้อยลง และเปิดพื้นที่ให้แก่ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมมากขึ้น

ค้ำบัลลังก์ 'รัฐบาลทหารเมียนมา' VS 'เกมภูมิรัฐศาสตร์' ?

เมื่อตั้งคำถามกับ รศ.ดร.ดุลยภาค ว่า มีข้อสังเกตว่าไทยมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับเมียนมาเป็นพิเศษ ขณะที่สมาชิกอาเซียนบางประเทศมีจุดยืนตรงกันข้าม จนเกิดกระแสวิจารณ์ว่าไทยกำลังช่วยค้ำบัลลังก์ให้รัฐบาลทหารเมียนมา ประเด็นนี้มองอย่างไร?

รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่าเป็นข้อห่วงใยและคำเตือนที่ต้องนำมาพิจารณาอย่างยิ่ง ข้อเท็จจริงคือ พพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ทำรัฐประหารและมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน 

แต่ในขณะเดียวกัน ปัจจัยทางการเมืองภายในของเมียนมาก็ดำเนินไปในรูปแบบที่ภายนอกเข้าไปเปลี่ยนแปลงได้ยาก สิ่งที่ไทยและอาเซียนต้องพิจารณาเชิงยุทธศาสตร์คือ การดึงเมียนให้อยู่ในกรอบของอาเซียน เพื่อป้องกันไม่ให้เมียนมาเอียงขั้วเข้าหาจีนหรือรัสเซียมากจนเกินไป และใช้กลไกภูมิภาคในการโน้มน้าวให้เมียนมาปฏิบัติตาม ฉันทามติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus)

ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ประสานงานกับชาติสมาชิกอาเซียนจนเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวก เช่น อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ ซึ่งเคยมีท่าทีแข็งกร้าวต่อ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย และแสดงการสนับสนุน รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG)

โดยเมื่อ อนุทิน เดินทางไปเยือนกรุงจาการ์ตาเพื่อหารือกับ ประธานาธิบดีปราโบโว ซูบียันโต และแสดงวิสัยทัศน์ ณ สำนักเลขาธิการอาเซียน ก็ได้ปูทางความเข้าใจไว้ ซึ่งอาจช่วยผ่อนคลายท่าทีอันเข้มงวดของอินโดนีเซียลงได้บางส่วน

อย่างไรก็ตาม การทูตลักษณะนี้ย่อมมีความเสี่ยง หากไทยสร้างความใกล้ชิดหรือเร่งรัดเชื่อมต่อความสัมพันธ์เร็วเกินไป อาจถูกมองว่าเป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐบาลทหาร

ด้วยเหตุนี้ ไทย จึงออกแบบกรอบการดำเนินงานอย่างระมัดระวังภายใต้หลักการ Calibrated Re-engagement ซึ่งคอยกำกับว่าไทยสามารถเป็นผู้นำขับเคลื่อนได้ แต่ต้องดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

จุดยืนของไทยสามารถสรุปได้ว่า "Re-engagement, but not endorsement" คือ เรามีปฏิสัมพันธ์เพื่อการแก้ปัญหา แต่จะไม่เร่งรีบปรับรองหรือสร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้แก่รัฐบาลทหารเมียนมา

แรงกดดัน 'ชาติฝ่ายตะวันตก-มหาอำนาจ'

แต่ขณะเดียวกัน การที่ชาติตะวันตกยังคงไม่รับรองความชอบธรรมของรัฐบาลเมียนมา ส่งผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ของไทยมากน้อยเพียงใด?

รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่าผลกระทบต่อไทยอาจมีไม่มาก แต่เป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ในมุมมองของเนปิดอว์ เมียนมาเดินหน้าตามกรอบกฎหมายภายในของตน ขณะที่มหาอำนาจและประเทศเพื่อนบ้านอย่าง จีน อินเดีย รัสเซีย หรือ สปป.ลาว ต่างให้การต้อนรับและปฏิสัมพันธ์ในระดับหนึ่ง เนื่องจากประเทศเหล่านี้ให้น้ำหนักกับมิติยุทธศาสตร์ความมั่นคงและการลงทุนมากกว่าเรื่องความชอบธรรมทางการปกครองหรือสิทธิมนุษยชน

เนปิดอว์ถือไพ่เหนือกว่า เพราะกุมทำเลทองทางภูมิรัฐศาสตร์ จีนต้องการเส้นทางออกสู่มหาสมุทรอินเดีย อินเดียต้องการถ่วงดุลอิทธิพลของจีน ส่วนรัสเซีย สนใจการลงทุนในโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายและการสำรวจแร่หายาก ดังนั้นแม้ชาติตะวันตกจะไม่ยอมรับ แต่หลายประเทศยังคงคบค้าสมาคมด้วย

อาเซียนเองมีทางเลือกไม่มากนัก หากดึงดันกดดันหรือผลักไสเมียนมาออกจากกลุ่ม เมียนมาก็จะเอนเอียงเข้าหาจีนและรัสเซียโดยสมบูรณ์ ทางออกเดียวคือการดึงเมียนมากลับเข้าสู่ "วิถีอาเซียน" อย่างพอเหมาะ โดยกำหนดเงื่อนไขแลกเปลี่ยนกับความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรม

เมียนมาเปรียบเสมือน เด็กดื้อ ของ ครอบครัวอาเซียน ที่ไม่สามารถไล่ออกจากบ้านได้ เนื่องจากเมียนมาเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญใน ระเบียบการเมืองเอเชีย การตัดเมียนมาออกจากระบบ ย่อมลดทอนอำนาจต่อรองของอาเซียนบนเวทีโลก 

รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว

ด้วยผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์นี้ เมียนมาจึงไม่เคยถูกกดดันอย่างเป็นเอกภาพจากชาติในภูมิภาค

นอกจากนี้ กองทัพเมียนมามีค่านิยมยึดมั่นในการต่อต้านการแทรกแซงจากภายนอก เมื่ออาเซียน ผลักดัน ฉันทามติ 5 ข้อ กลุ่มอนุรักษนิยมในเนปิดอว์ จึงมองเป็นการแทรกแซงกิจการภายใน ไทยจึงต้องเข้ามาทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเพื่อพิสูจน์พฤติกรรม 

หากมีความคืบหน้าด้านมนุษยธรรมและการลดความขัดแย้ง อาเซียนจึงจะเปิดรับมากขึ้น แต่หากไร้ความคืบหน้า กระบวนการทั้งหมดก็จะถูกระงับไว้

จุดเริ่มต้นที่ดี 'เปิดช่องทางสื่อสาร'

เมื่อชวน รศ.ดร.ดุลยภาค คุยต่อว่า การมาเยือนไทยในครั้งนี้ จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม เช่น มลพิษแม่น้ำกก อาชญากรรมไซเบอร์ ยาเสพติด หรือการจัดระเบียบเมียนมาในอาเซียนได้มากน้อยเพียงใด?

รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่า การเยือนครั้งนี้เป็น จุดเริ่มต้นที่ดีในการเปิดช่องทางสื่อสาร แต่คงไม่อาจคาดหวังผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบได้ในระยะเวลาอันสั้น เนื่องจากปัญหาชายแดน ยาเสพติด หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มีปัจจัยซับซ้อนที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของทั้งรัฐบาลไทยและเนปิดอว์ เช่น อิทธิพลของกองกำลังติดอาวุธชนกลุ่มน้อย (เช่น กองทัพว้า) และ กลุ่มทุนสีเทาข้ามชาติ

อย่างไรก็ดี การเปิดบทสนทนาย่อมเกิดผลดีกว่าการปิดประตูเงียบ การมีสายตรงถึงผู้นำสูงสุดของเมียนมาจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดระเบียบความมั่นคงตามแนวชายแดน เช่น ในกรณีที่มีการปะทะใกล้ชายแดน 

การประสานงานโดยตรงจะช่วยลดโอกาสที่กระสุนปืนใหญ่จะตกข้ามมายังฝั่งไทย และช่วยเอื้อให้เกิดการเปลี่ยนพื้นที่สู้รบบางส่วนให้เป็นเขตเศรษฐกิจที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ทว่า การแก้ไขปัญหาระยะยาว พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ไม่ใช่ปัจจัยเดียวในการแก้ปัญหา แต่ยังต้องอาศัยการทำงานร่วมกับ กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ตลอดจน ศูนย์กลางอำนาจในคุนหมิง ปักกิ่ง และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

หากพิจารณาจากกำหนดการ น้ำหนักสำคัญของการเยือนจะอยู่ที่ Thai-Myanmar Business Forum ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่ไทยใช้ในการเยือนจาการ์ตา

ชี้ให้เห็นว่าเป้าหมายหลักของ ผู้นำเมียนมา คือ การฟื้นฟูโครงสร้างเศรษฐกิจ และ ใช้ไทยเป็นสะพานเชื่อมกลับเข้าสู่อาเซียน

ส่วนประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติและสิ่งแวดล้อม แม้จะมีการหยิบยกขึ้นมาหารือ แต่การปฏิบัติจริงยังต้องใช้เวลาอีกยาวนาน

ดังนั้นการเดินทางมาเยือนประเทศไทยของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ในครั้งนี้ สะท้อนถึงยุทธศาสตร์ทางการทูตที่สำคัญของทั้งสองประเทศ ฝั่งเมียนมามุ่งเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และ ใช้ไทยเป็น "ประตูสู่การยอมรับในเวทีอาเซียน"

ขณะที่ประเทศไทยเลือกใช้ยุทธศาสตร์ Calibrated Re-engagement (การมีปฏิสัมพันธ์แบบค่อยเป็นค่อยไปอย่างเหมาะสม) เพื่อดึงเมียนมาเข้าสู่กรอบความร่วมมือ และลดผลกระทบต่อเสถียรภาพภูมิภาคให้น้อยที่สุด พร้อมทั้งรักษาสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ

แม้ผลลัพธ์จากการหารือในประเด็นความมั่นคงข้ามชาติอย่างปัญหา ยาเสพติด อาชญากรรมไซเบอร์ หรือ สิ่งแวดล้อม อาจยังไม่เห็นผลสัมฤทธิ์ในทันที แต่การ เปิดช่องทางสื่อสารสายตรงระหว่างผู้นำ ย่อมเป็นก้าวแรกที่จำเป็นในการลดความเสี่ยงตามแนวชายแดน และสร้างพื้นที่ต่อรองให้แก่อาเซียนในระยะยาว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์