ท่ามกลางความผันผวนของการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมียนมายังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ทั่วโลกจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง ลาย ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเต็มตัวภายหลังการเลือกตั้งที่จัดขึ้นโดยรัฐบาลทหาร การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนหัวโขน แต่คือการวางหมากลึกซึ้งในระบอบที่ถูกเรียกว่า "ประชาธิปไตยแบบมีระเบียบวินัย"
เพื่อให้เข้าใจถึงโครงสร้างอำนาจที่แท้จริง ฉากทัศน์ความขัดแย้งในอนาคต และจุดยืนของประเทศไทยบนกระดานภูมิรัฐศาสตร์นี้
SPACEBAR มีโอกาสพูดคุยกับ รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมาศึกษา มาถอดรหัสวิกฤตการณ์และการปรับตัวของระบอบทหารเมียนมาในยุคปัจจุบัน
การรวมศูนย์อำนาจ ภายใต้ทหาร ในอาภรณ์พลเรือน
เมื่อชวน รศ.ดร.ดุลยภาค เกี่ยวกับเรื่อง ในทางปฏิบัติ อำนาจที่แท้จริงของรัฐบาลเมียนมาในปัจจุบันยังคงรวมศูนย์อยู่ที่กองทัพเหมือนเดิมหรือไม่?
รศ.ดร.ดุลยภาค ให้มุมมองว่าคิดว่าอำนาจรวมศูนย์อยู่ที่ มิน อ่อง ลาย เนื่องจากเขาเป็น ผบ.ทหารสูงสุด แล้วเขาก็ลาออกจาก ผบ.ทหารสูงสุด ให้ เย วิน อู ซึ่งเป็นคนที่เขาไว้ใจมากขึ้นมาแทน เพราะในระเบียบกฎหมายเมียนมา ถ้าเป็นประธานาธิบดีจะเป็น ผบ.ทหารสูงสุด ไม่ได้
ปรากฏว่าเขาก็มีคนของเขาขึ้นมาเป็น ผบ.ทหารสูงสุด และตัวเขาเองเป็นประธานาธิบดี ซึ่งเป็นทั้งประมุขแห่งรัฐและหัวหน้าฝ่ายบริหารที่มีอำนาจมาก เมื่อ ผบ.ทหารสูงสุด เป็นคนของเขา นั่นแสดงว่ากลุ่มก้อนอำนาจของ มิน อ่อง ลาย มีอยู่อย่างเข้มข้นเลยทีเดียว
นั่นหมายความว่า โมเดลการเมืองที่เห็นอยู่ในขณะนี้ จะทำให้เสรีภาพของประชาชนถูกบีบให้เล็กลงเหมือนในอดีตยุค ตาน ฉ่วย หรือไม่
รศ.ดร.ดุลยภาค ชวนมองว่า ระบอบการเมืองเมียนมาที่เราเห็นอยู่เป็น ระบอบไฮบริด ลูกผสมระหว่าง เผด็จการ กับประชาธิปไตย มาปนกัน เขาพยายามย้อนไปใช้โมเดล ตาน ฉ่วย - เต็ง เส่ง เมื่อปี 2010 ที่เรียกว่าเป็น "ประชาธิปไตยแบบมีระเบียบวินัย"
คือมีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมือง มีสภาฯ มีการโหวตเลือกประธานาธิบดี แต่กองทัพยังมีบทบาทนำทางการเมืองในหลายด้าน
โมเดลที่ มิน อ่อง ลาย ทำผ่านมา จนกระทั่งให้สภาประชาชนเสนอชื่อตัวเองเป็นแคนดิเดต เป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญปี 2008 เพื่อให้ภาพดูเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
แต่มันผิดกันตรงที่ มิน อ่อง ลาย เป็นผู้ก่อรัฐประหาร แล้วขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีซะเอง ทำให้เกิดความกินแหนงแคลงใจในหมู่กลุ่มก้อนการเมืองอื่น และชุมชนระหว่างประเทศว่าเหมาะสมแล้วไหม ที่จะไปข้องเกี่ยว กับคนที่ทำรัฐประหารแล้วกลับมาเป็นประธานาธิบดีผ่านการเลือกตั้ง
ฉากทัศน์ดุลอำนาจ 'รัฐบาลทหาร-ฝ่ายต่อต้าน'
เมื่อถามว่าแรงกระเพื่อมภายในจากการต่อต้านของชนกลุ่มน้อยและฝ่ายประชาธิปไตยจะยังคงรุนแรงต่อเนื่องใช่หรือไม่?
รศ.ดร.ดุลยภาค วิเคราะห์ว่า ยังมีการสู้รบและแข่งขันควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์กันอยู่ระหว่างรัฐบาลมิน อ่อง ลาย กับฝ่ายต่อต้าน แต่ฝ่ายต่อต้านยังไม่สามารถรวบรวมพลัง จนมีดุลอำนาจต่อรองที่ทัดเทียมหรือเหนือกว่าฝั่งรัฐบาลเมียนมา
เมื่อรัฐบาลทหารดันการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองได้ จัดเลือกตั้ง เปิดสภา และมิน อ่อง ลาย ขึ้นเป็นประธานาธิบดี ทำให้ฝ่ายรัฐบาล NUG (National Unity Government) มีอำนาจต่อรองที่อาจไม่ได้สูงมาก รัฐบาล มิน อ่อง ลาย จึงสามารถบริหารจัดการประเทศได้ แต่อาจมีพื้นที่ที่จำกัดเพราะบางส่วนถูกฝ่ายต่อต้านควบคุม
บทบาท 'ไทย' ในฐานะ 'ผู้กำกับ'
เมื่อชวน รศ.ดร.ดุลยภาค พูดคุยเกี่ยวกับการที่รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยไปแสดงความยินดีกับมิน อ่อง ลาย ถูกมองว่าเป็นการฟอกขาวให้เผด็จการหรือไม่?
ในมุมมองของ รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่า อยู่ที่แนวคิดของทีมทำงานในกระทรวงการต่างประเทศที่เล็งเห็นว่านี่เป็นโอกาสเหมาะที่จะเข้าไป พัวพัน (Re-engage) กับเมียนมา เพื่อให้ไทยมีโอกาสเข้าไปลงทุนหรือมีบทบาทช่วยพัฒนาสันติภาพตามพรมแดน รวมถึงการป้องกันปัญหาเรื่องกระสุนตกฝั่งไทย
รศ.ดร.ดุลยภาค เตือนว่า แต่ต้องมีความระมัดระวัง เพราะนักวิเคราะห์หลายท่านบอกว่าไทยแสดงท่าทีเร็วเกินไป เนื่องจากหลายประเทศในอาเซียนยังไม่มีท่าทีชัดเจน
คีย์เวิร์ดทางการทูตของไทยน่าจะเป็น "Re-engagement but not Endorse" คือเข้าไปพัวพันอีกครั้ง แต่ไม่สนับสนุนรับรองรัฐบาลที่ผ่านการเลือกตั้งอย่างโจ่งแจ้งเป็นทางการ เป็นเทคนิคใน ระบอบทางการทูต เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ให้กระชับแน่นขึ้น
เมื่อถามต่อว่าไทยกำลังพยายามคืนสถานะให้เมียนมาในเวทีอาเซียนหรือไม่ ?
รศ.ดร.ดุลยภาค ตอบอย่างชัดเจนว่า ใช่ แต่ไทยจะมีชั้นเชิงพอสมควร ทางการไทยเข้าใจว่าเมื่อเมียนมา จัดเลือกตั้งแล้วมันก็เลยตามเลย เป็นกระบวนการภายในของเขา เราจึงต้องเชื่อมโยงเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ
แต่ประเทศไทยโดย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกแบบเทคนิคพิเศษที่เรียกว่า "กลยุทธ์แบบผ่อนสั้นผ่อนยาว" คือ อาจเลสประเด็นว่าตัวแทนเมียนมามา ร่วมกลุ่มอาเซียนได้นะ แต่ต้องมีเงื่อนไข เช่น ต้องเปิดวงเจรจาสันติภาพกับกลุ่มขัดแย้งและให้อาเซียนไปสังเกตการณ์ ถ้าทำได้ ถึงจะมีรางวัลให้ในการเข้ามามีส่วนร่วมในระดับที่ลึกซึ้งขึ้น
รศ.ดร.ดุลยภาค ชี้ให้เห็นว่าตอนนี้ไทยมีลักษณะเด่นคือเดินตามแทร็ก "3C" คือ
- Crossroad เราเป็นจุดตัดภูมิรัฐศาสตร์ที่เชื่อมโยงอินโดจีนกับเมียนมา
- Connector เราเป็นตัวเชื่อมเมียนมาเข้ามาที่อาเซียนมากขึ้เพราะมีพรมแดนยาวเหยียด
- Conductor เราเป็นผู้นำในการจัดวงประชุม (Conduct) กำหนดแพลตฟอร์มและหัวข้อในการพูดคุยกับรัฐบาลใหม่ของเมียนมา
ฉากทัศน์อนาคต 'เมียนมา'
เมื่อถามว่าโลกตะวันตกจะมีท่าทีอย่างไร และมิน อ่อง ลาย จะสามารถสร้างเสถียรภาพได้จริงหรือ?
รศ.ดร.ดุลยภาค ย้อนอดีตให้เห็นว่า ในอดีตยุค จอร์จ ดับเบิลยู บุช เคยเรียกเมียนมาว่าเป็น "ด่านหน้าแห่งทรราช" แต่พอเปลี่ยนเป็นโอบามา เมียนมามีการเปลี่ยนแปลงการเมืองมากขึ้น โอบามาก็ใช้นโยบาย Re-engagement
ปัจจุบันมีแนวโน้มประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย หาก โดนัลด์ ทรัมป์ เห็นว่าการดีลกับ มิน อ่อง ลาย สามารถให้ผลประโยชน์หรือเป็นตัวถ่วงดุลกับจีนและรัสเซีย ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ สหรัฐฯ ก็อาจนำการ Re-engagement มาพิจารณา
ในอีก 5 ปีข้างหน้า ทหารเมียนมา พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เขาอยู่ในอำนาจ มิน อ่อง ลาย คุมทั้งกองทัพและรัฐบาลพลเรือน
ถ้าเขาบอกว่า จะจัดประชุมสันติภาพในระดับสหภาพ เชิญคู่ขัดแย้งมาคุย การต่อสู้ของฝ่ายต่อต้านที่เคยบอกว่าไม่เอาทหารเลย อาจจะเจือจางลง ปัญหาคือ ปัจจุบันยังไม่มีประเทศไหนรับรอง (Recognize) รัฐบาล NUG อย่างชัดเจน ว่าเป็นรัฐบาลคู่ขนานที่แย่งชิงอธิปไตยได้เหมือนกรณีเขมร 4 ฝ่ายในอดีต
เมื่อไม่มีนานาชาติมารองรับ NUG และถ้ามิน อ่อง ลาย จัดวงเจรจาขึ้นมา ฝั่ง NUG ก็จะเริ่มเสียเปรียบ
โอกาสที่สงครามกลางเมืองจะเบาลงในลักษณะที่ฝ่ายมิน อ่อง ลาย ได้เปรียบจึงมีสูงขึ้น เขาอาจจะเล่นบทบาทเรื่องสันติภาพมากขึ้น เพื่อประคองสถานการณ์ แต่มันไม่ใช่สันติภาพที่แท้จริงอยู่แล้ว
เพราะคนยังแค้นจากการทำรัฐประหารและการสังหารประชาชน แต่ในเมื่อมีการเลือกตั้งแล้ว มันก็ต้องบริหารประเทศต่อไปตามสภาพที่เป็นอยู่
บทวิเคราะห์ของ รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช ชี้ให้เห็นว่าเมียนมาในยุค "ประธานาธิบดี มิน อ่อง ลาย" คือการสืบทอดอำนาจผ่าน ระบอบลูกผสม ที่พยายามสร้างความชอบธรรมในระดับสากล แม้ความขัดแย้งภายในจะยังไม่จบสิ้น
แต่ด้วยเงื่อนไขทาง ภูมิรัฐศาสตร์ และการขาดแรงสนับสนุนจากนานาชาติต่อ รัฐบาลพลัดถิ่น ทำให้รัฐบาลทหารมีแต้มต่อในการควบคุมสถานการณ์
ขณะที่ประเทศไทยกำลังสวมบทบาท "Conductor"ผู้กำกับจังหวะการเจรจา เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงชายแดนและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่พร้อมจะ "Re-engage" กับเมียนมาอีกครั้ง หากผลประโยชน์ลงตัว




