การประชุมร่วมกันของรัฐสภา วาระพิจารณาเรื่องด่วน 2 เรื่อง ได้แก่ 1.ญัตติด่วน ขอให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับปัญหาหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) ที่มี นพ.เปรมศักดิ์ เพียุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นผู้เสนอ 2.ญัตติด่วนเรื่องขอให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) ซึ่ง วิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นผู้เสนอ
กลุ่ม สว.พันธุ์ใหม่ สลับกันอภิปรายอย่างดุเดือด โดย นันทนา นันทวโรภาส สว. ลุกอภิปรายว่า อาการของท่านมันออกมานานแล้วที่ไม่อยากจะแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าจำเป็นจะต้องแก้ก็พยายามยื้อให้นานที่สุด ทั้งที่ตอนหาเสียงก็บอกจะแก้รัฐธรรมนูญกันทุกพรรค ไม่เชื่อไปเอาคลิปเสียงมาดูได้ แต่พอถึงเวลาที่ควรจะแก้ ก็ตีกรรเชียงจนกลายเป็นดับเบิ้ลญัตติในวันนี้ ทำไมเราจึงต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความเรื่องนี้กันอีก มองว่า เป็นการกลับหลังหันย้อนเวลาหาอดีตกลับไปเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญเคยตีความไว้แล้ว ตั้งแต่ปี 2564 มีความชัดเจนในตัวแล้ว การส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความในครั้งนั้น ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ บางทีผู้ที่เสนอญัตติใหม่ในวันนี้ อาจจะลืมไปว่า ชูศักดิ์อยู่พรรคเดียวกับท่าน แล้วท่านไม่เคยคุยกันในพรรคเลยหรือ ถึงต้องมาเสนอญัตติใหม่
นันทนา กล่าวอีกว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยในครั้งนั้น แสดงว่า มอบอำนาจให้แก่รัฐสภา และพูดชัดว่า ให้ทำประชามติ 2 ครั้ง ไม่มีการพูดถึงครั้งที่ 3 แล้วเราจะส่งไปถามอีกทำไม หรืออยากจะให้ศาลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัย
“ไอน์สไตน์ได้เคยกล่าวไว้ว่ามีแต่คนวิกลจริตเท่านั้นแหละค่ะ ที่ทำแต่สิ่งเดิมซ้ำๆ แต่กลับหวังผลลัพธ์ที่แตกต่าง เราใช้เวลาอีกเป็นเดือนหรือหลายเดือน เพื่อจะรับคำตอบเดียวกับปีที่แล้วหรือคะ ตีความการกระทำเช่นนี้ ที่สำคัญเราอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ได้อยู่ระบอบประชาธิปไตยภายใต้ศาลรัฐธรรมนูญ ทุกย่างก้าวต้องถามศาลรัฐธรรมนูญ ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หรือไม่ ก็ยังต้องเสนอให้ศาลวินิจฉัยอีก นี่มันเกินขอบเขตอำนาจไปหรือไม่ ทำกันแบบนี้จะเหลือความเป็นประชาธิปไตยที่ไหนอีก”
— นันทนา กล่าว
นันทนา ย้ำว่า ถ้าฝ่ายนิติบัญญัติที่มาจากประชาชนโดยตรงต้องไปถามศาลรัฐธรรมนูญทุกเรื่อง น้ำหกกระจกแตกก็ต้องไปถามหมด จนเหมือนครูใหญ่ดูแลเด็กอนุบาล ท่านอยากให้เป็นอย่างนั้นหรือ หลักการคานอำนาจ 3 เสา บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ยังใช้ในประเทศไทยของเราได้หรือไม่ ถ้าใช่เราก็ต้องยืนยันอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติที่หนักแน่นและชัดเจน
“หวังว่า จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เอารัฐธรรมนูญมาเป็นตัวประกัน เล่นเกมแพ้ชนะในการเมืองของพวกท่าน ประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญที่ดี เพื่อจะได้มีผู้ปกครองที่ดี และเมื่อเขามีผู้ปกครองที่ดี ปากท้องเขาก็จะดีตามมา จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องเร่งแก้รัฐธรรมนูญให้ประชาชนปากท้องที่ดีกว่าทุกกว่านี้”
— นันทนา กล่าว
ด้าน พรชัย วิทยาเลิศพันธุ์ สว. แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยที่ฝ่ายนิติบัญญัติต้องอาศัยอำนาจขององค์กรอิสระตีความว่า เราควรทำประชามติก่อนหรือหลังที่จะมีมติร่างรัฐธรรมนูญบับแก้เพิ่มเติม เพราะศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยแล้วว่าต้องทำประชามติเพียง 2 ครั้ง ซึ่งการที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียง 2 พรรค ไม่ใช่เจตจำนงของรัฐสภา ซึ่งหากส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมั่นใจได้อย่างไรว่าคำวินิจฉัยจะต่างไปจากเดิมเมื่อปี 2564 และหากท่านไม่มั่นใจตั้งแต่ต้นจะยื่นร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขประกบกับร่างของพรรคประชาชนทำไม ทำไมไม่ทักท้วงที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตั้งแต่ต้น การกระทำที่ลักปิดลักเปิดเช่นนี้สามารถตีความได้หรือไม่ว่าเป็นการเตะถ่วงกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเมื่อเทียบกับปี 2564 ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาพิจารณา 40 วัน ดังนั้น ต่อให้ยื่นเรื่องวันนี้เลยคำวินิจฉัยก็ไม่น่าจะทันปิดสมัยการประชุมนี้ ในวันที่ 10 เม.ย.นี้
ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันบัญญัติให้ สว. ต้องทำหน้าที่แทนปวงชนชาวไทยโดยไม่อยู่ในอาณัติและความควบคุมใดๆ ต้องไม่ฝักไฝ่ฝ่ายใด หรืออยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใด จึงหวังว่า สว. จะเคารพและทำตัวเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย หากผลออกมาว่าปวงชนชาวไทยต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลอง เป็นตัวแทนพรรคการเมืองจนเกิดเป็นวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่หลวงอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้




