‘นันทนา’ ค้าน ‘เสียง สว.1 ใน 3’ ร่วมเห็นชอบแก้ รธน. ซัดกลไกบิดเบี้ยว

11 ธ.ค. 2568 - 18:47

  • ‘สภาสูงมุ้งน้ำเงิน’ ค้านตัด ‘เสียง สว.1 ใน 3’ ร่วมเห็นชอบแก้รัฐธรรมนูญ

  • อ้างหวั่นเผด็จการรัฐสภากลับมา ขู่คว่ำโหวตวาระ 3

  • ‘นันทนา’ ซัดกลไกบิดเบี้ยว ละเมิดสิทธิประชาชน

‘นันทนา’ ค้าน ‘เสียง สว.1 ใน 3’ ร่วมเห็นชอบแก้ รธน. ซัดกลไกบิดเบี้ยว

ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ วาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ.. โดยเมื่อเข้าสู่มาตรา 256/28 ที่มีสาระสำคัญคือ การพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาเสร็จแล้ว ให้ที่ประชุมรัฐสภาใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย โดยมติเห็นชอบของรัฐสภา “ต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของรัฐสภา” แตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ “การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา และมีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ร่วมให้ความเห็นชอบ 1 ใน 3”

ทั้งนี้ สว.ส่วนหนึ่งอภิปรายในทางเดียวกันคือ “ให้คงเสียง สว. 1 ใน 3 ในการให้ความเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” เพื่อป้องกันการใช้เสียงข้างมากลากไป จนเกิดเผด็จการรัฐสภา และเป็นการยึดหลักการคำนึงถึงเสียงข้างน้อย

พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย อภิปรายว่า การมีเสียง สว. 1 ใน 3 ร่วมเห็นชอบแก้รัฐธรรมนูญ เป็นการสร้างดุลยสภา 4 ด้าน คือ

1. ป้องกันเผด็จการรัฐสภา เป็นเบรกนิรภัยให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ผ่านมาเคยมีบทเรียนในอดีตพรรคการเมืองเดียวชนะแลนด์สไลด์ หรือหากมีพรรคการเมือง 2-3 พรรค รวมเสียงได้มากกว่า 350 เสียงของ 2 สภา ทำให้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อเอื้อประโยชน์พวกพ้องได้ง่าย สภาผู้แทนราษฎรเหมือนคันเร่ง แต่วุฒิสภาเป็นเบรก คอยยับยั้งกลั่นกรอง

หากตัดเสียง สว. 1 ใน 3 เท่ากับขับรถยนต์ที่มีเครื่องแรงขับ แต่ไร้เบรก จะกล้าขับรถยนต์ที่มีแต่คันเร่ง แต่ไม่มีเบรกหรือไม่

พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์

2. สส. และ สว. มีที่มาต่างกัน สส. มองผลประโยชน์ระยะสั้น แต่ สว. มองประโยชน์ประเทศและประชาชน เสียง สว. 1 ใน 3 ไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่เป็นหลักประกันคุณภาพว่าการแก้กติกาประเทศผ่านหลักวิชาการ ไม่ใช่เพราะมติพรรคสั่ง

3. รัฐธรรมนูญต้องแก้ไขยากกว่ากฎหมายทั่วไป เพื่อเสถียรภาพระบอบประชาธิปไตย

4. คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญวางบรรทัดฐานตอกย้ำถึง 4 ครั้ง ระบุในราชกิจจานุเบกษาว่า ต้องมีเสียง สว. 1 ใน 3 ร่วมเห็นชอบการแก้รัฐธรรมนูญ จึงมีผลผูกพันทุกองค์กร หัวใจสำคัญของการแบ่งแยกอำนาจเป็นสิ่งที่แตะต้องไม่ได้

การคงไว้เสียง สว. 1 ใน 3 ไม่ใช่ขัดขวางแก้รัฐธรรมนูญ แต่คุ้มครองเสียงข้างน้อย ปกป้องไม่ให้รัฐสภาใช้อำนาจเสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์

ภิญญาพัชร์ ศันสนีย์ชีวิน สว. อภิปรายว่า การตัดอำนาจ สว. ในการลงมติเห็นชอบแก้รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งยอมไม่ได้ สิ่งที่กังวลไม่ใช่เรื่องอำนาจ สว. แต่เป็นการกลับมาของเผด็จการเสียงข้างมากในอนาคต เท่ากับเขียนเช็กเปล่าให้ผู้มีอำนาจใช้เสียงข้างมากผลักดันเนื้อหารัฐธรรมนูญ ทำลายความเป็นอิสระองค์กรอิสระ อำนาจที่ปราศจากการตรวจสอบย่อมนำไปสู่การใช้อำนาจตามอำเภอใจ ยืนยันว่า สว. ไม่มีต้องรักษาอำนาจเพื่อตัวเอง ไม่มีอะไรต้องกลัว เพราะรัฐธรรมนูญปัจจุบัน สว. ไม่มีทางกลับมาเป็น สว. ได้ เป็นได้แค่ครั้งเดียวในชีวิต แต่หากการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่รอบคอบ จะเปิดช่องให้คนมีอำนาจเปลี่ยนกติกาเพื่อตัวเอง

การตัดกลไก สว. ในการกลั่นกรองออกไป อาจทำให้วาระ 3 ที่เป็นวาระชี้ขาด ไม่สามารถผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาได้ ขอให้ทุกคนพิจารณาหลักการถ่วงดุลอำนาจให้รอบคอบ ก่อนถึงจุดชี้ขาดวาระ 3

ภิญญาพัชร์ ศันสนีย์ชีวิน

อย่างไรก็ตาม นันทนา นันทวโรภาส สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ ชี้ว่า การมีเสียง สว. 1 ใน 3 เป็นอุปสรรคแก้รัฐธรรมนูญ การแก้รัฐธรรมนูญต้องเป็นไปตามอาณัติของประชาชน ไม่แก้ง่ายหรือยากเกินไปจนไม่สามารถแก้ไข ต้องฉีกทิ้งโดยคณะรัฐประหารเหมือนรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมา ปัญหา สว. คือ ที่มาไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จึงขาดความชอบธรรมในฐานะตัวแทนประชาชน

แต่การใช้ “เสียง สว. 1 ใน 3” เป็นความบิดเบี้ยวที่ถูกร่างโดยเนติบริกร และมาจากการรัฐประหาร การมอบอำนาจให้ สว. จึงไม่ใช่การถ่วงดุล แต่ขโมยอำนาจประชาชนไปให้กลุ่มก๊วนการเมือง ไม่อาจมอบอำนาจ 1 ใน 3 ให้ สว. ได้ การใช้ “เสียงรัฐสภาเกินกึ่งหนึ่ง” ถือว่าดีกว่าข้อเสนอ สว. ที่กินรวบอำนาจ

นันทนา นันทวโรภาส

พร้อมระบุว่า “ขอชวน สว. ร่วมแสดงจุดยืนว่า ไม่ได้เป็น สว. เพื่อประโยชน์ตัวเอง แต่เพื่อรักษาผลประโยชน์ประชาชน”

ยอมเจ็บรักษาเป้าใหญ่! ‘ภูมิใจไทย’ หนุนเกณฑ์ ‘เสียง สว.1 ใน 3’ โหวต รธน.ใหม่

ขณะที่ กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย อภิปรายเตือนสมาชิกทั้งฝ่ายค้าน รัฐบาล และวุฒิสภา (สว.) ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญกำลังเดินออกจากเป้าหมายใหญ่ในการเปิดทางสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะหลังได้ฟังการอภิปรายของวุฒิสภา ทำให้ไม่มั่นใจว่าทุกฝ่ายยังมุ่งไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ พร้อมย้ำว่าข้อตกลงของพรรคร่วมรัฐบาลคือ พูดแล้วทำ ได้แก่ แก้รัฐธรรมนูญ ทำประชามติ และยุบสภา ซึ่งพรรคภูมิใจไทยยึดถือเป็นคำมั่นที่ต้องรักษาไว้ อีกทั้งชี้ให้เห็นว่าการลงมติในอีก 15 วันข้างหน้าในวาระ 3 จะต้องได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว. 1 ใน 3 ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ซึ่งสามารถคาดเดาท่าทีของวุฒิสภาได้จากเสียงที่ส่งถึงสมาชิกรัฐสภาในวันนี้

สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ยังตั้งคำถามว่าจะปล่อยให้อุปสรรคหรือความเห็นต่างเพียงบางประเด็นมาทำลายความพยายามทั้งหมดหรือไม่ พร้อมขอให้สมาชิกตัดสินใจบนพื้นฐานความเป็นจริง ยอมรับกติกาที่มีอยู่ และยืนยันว่าไม่ได้พูดเพื่อเอาใจหรือหวั่นเกรงคำขู่ของ สว. แต่เป็นห่วงว่าเป้าหมายร่วมกันจะล้มเหลว และประเทศจะพลาดโอกาสได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท้ายที่สุดพรรคภูมิใจไทยย้ำจุดยืนว่า พูดแล้วต้องทำ และต้องทำให้สำเร็จจริง แม้อาจต้องเจ็บตัวบ้าง แต่ยอมรักษาผลลัพธ์มากกว่าภาพลักษณ์ หากนำไปสู่ความสำเร็จของเป้าหมายใหญ่ร่วมกัน

สิ่งที่เราอยากเห็นคือรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ทำได้จริงที่อยู่บนโลกของความเป็นจริง ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่ในความฝัน หรืออยู่ในอุดมคติเท่านั้น

กรวีร์ ปริศนานันทกุล

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์