ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ วาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ.. โดยเมื่อเข้าสู่มาตรา 256/28 ที่มีสาระสำคัญคือ การพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาเสร็จแล้ว ให้ที่ประชุมรัฐสภาใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย โดยมติเห็นชอบของรัฐสภา “ต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของรัฐสภา” แตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ “การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา และมีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ร่วมให้ความเห็นชอบ 1 ใน 3”
ทั้งนี้ สว.ส่วนหนึ่งอภิปรายในทางเดียวกันคือ “ให้คงเสียง สว. 1 ใน 3 ในการให้ความเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” เพื่อป้องกันการใช้เสียงข้างมากลากไป จนเกิดเผด็จการรัฐสภา และเป็นการยึดหลักการคำนึงถึงเสียงข้างน้อย
พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย อภิปรายว่า การมีเสียง สว. 1 ใน 3 ร่วมเห็นชอบแก้รัฐธรรมนูญ เป็นการสร้างดุลยสภา 4 ด้าน คือ
1. ป้องกันเผด็จการรัฐสภา เป็นเบรกนิรภัยให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ผ่านมาเคยมีบทเรียนในอดีตพรรคการเมืองเดียวชนะแลนด์สไลด์ หรือหากมีพรรคการเมือง 2-3 พรรค รวมเสียงได้มากกว่า 350 เสียงของ 2 สภา ทำให้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อเอื้อประโยชน์พวกพ้องได้ง่าย สภาผู้แทนราษฎรเหมือนคันเร่ง แต่วุฒิสภาเป็นเบรก คอยยับยั้งกลั่นกรอง
หากตัดเสียง สว. 1 ใน 3 เท่ากับขับรถยนต์ที่มีเครื่องแรงขับ แต่ไร้เบรก จะกล้าขับรถยนต์ที่มีแต่คันเร่ง แต่ไม่มีเบรกหรือไม่
— พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์
2. สส. และ สว. มีที่มาต่างกัน สส. มองผลประโยชน์ระยะสั้น แต่ สว. มองประโยชน์ประเทศและประชาชน เสียง สว. 1 ใน 3 ไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่เป็นหลักประกันคุณภาพว่าการแก้กติกาประเทศผ่านหลักวิชาการ ไม่ใช่เพราะมติพรรคสั่ง
3. รัฐธรรมนูญต้องแก้ไขยากกว่ากฎหมายทั่วไป เพื่อเสถียรภาพระบอบประชาธิปไตย
4. คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญวางบรรทัดฐานตอกย้ำถึง 4 ครั้ง ระบุในราชกิจจานุเบกษาว่า ต้องมีเสียง สว. 1 ใน 3 ร่วมเห็นชอบการแก้รัฐธรรมนูญ จึงมีผลผูกพันทุกองค์กร หัวใจสำคัญของการแบ่งแยกอำนาจเป็นสิ่งที่แตะต้องไม่ได้
การคงไว้เสียง สว. 1 ใน 3 ไม่ใช่ขัดขวางแก้รัฐธรรมนูญ แต่คุ้มครองเสียงข้างน้อย ปกป้องไม่ให้รัฐสภาใช้อำนาจเสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
— พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์
ภิญญาพัชร์ ศันสนีย์ชีวิน สว. อภิปรายว่า การตัดอำนาจ สว. ในการลงมติเห็นชอบแก้รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งยอมไม่ได้ สิ่งที่กังวลไม่ใช่เรื่องอำนาจ สว. แต่เป็นการกลับมาของเผด็จการเสียงข้างมากในอนาคต เท่ากับเขียนเช็กเปล่าให้ผู้มีอำนาจใช้เสียงข้างมากผลักดันเนื้อหารัฐธรรมนูญ ทำลายความเป็นอิสระองค์กรอิสระ อำนาจที่ปราศจากการตรวจสอบย่อมนำไปสู่การใช้อำนาจตามอำเภอใจ ยืนยันว่า สว. ไม่มีต้องรักษาอำนาจเพื่อตัวเอง ไม่มีอะไรต้องกลัว เพราะรัฐธรรมนูญปัจจุบัน สว. ไม่มีทางกลับมาเป็น สว. ได้ เป็นได้แค่ครั้งเดียวในชีวิต แต่หากการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่รอบคอบ จะเปิดช่องให้คนมีอำนาจเปลี่ยนกติกาเพื่อตัวเอง
การตัดกลไก สว. ในการกลั่นกรองออกไป อาจทำให้วาระ 3 ที่เป็นวาระชี้ขาด ไม่สามารถผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาได้ ขอให้ทุกคนพิจารณาหลักการถ่วงดุลอำนาจให้รอบคอบ ก่อนถึงจุดชี้ขาดวาระ 3
— ภิญญาพัชร์ ศันสนีย์ชีวิน
อย่างไรก็ตาม นันทนา นันทวโรภาส สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ ชี้ว่า การมีเสียง สว. 1 ใน 3 เป็นอุปสรรคแก้รัฐธรรมนูญ การแก้รัฐธรรมนูญต้องเป็นไปตามอาณัติของประชาชน ไม่แก้ง่ายหรือยากเกินไปจนไม่สามารถแก้ไข ต้องฉีกทิ้งโดยคณะรัฐประหารเหมือนรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมา ปัญหา สว. คือ ที่มาไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จึงขาดความชอบธรรมในฐานะตัวแทนประชาชน
แต่การใช้ “เสียง สว. 1 ใน 3” เป็นความบิดเบี้ยวที่ถูกร่างโดยเนติบริกร และมาจากการรัฐประหาร การมอบอำนาจให้ สว. จึงไม่ใช่การถ่วงดุล แต่ขโมยอำนาจประชาชนไปให้กลุ่มก๊วนการเมือง ไม่อาจมอบอำนาจ 1 ใน 3 ให้ สว. ได้ การใช้ “เสียงรัฐสภาเกินกึ่งหนึ่ง” ถือว่าดีกว่าข้อเสนอ สว. ที่กินรวบอำนาจ
— นันทนา นันทวโรภาส
พร้อมระบุว่า “ขอชวน สว. ร่วมแสดงจุดยืนว่า ไม่ได้เป็น สว. เพื่อประโยชน์ตัวเอง แต่เพื่อรักษาผลประโยชน์ประชาชน”
ยอมเจ็บรักษาเป้าใหญ่! ‘ภูมิใจไทย’ หนุนเกณฑ์ ‘เสียง สว.1 ใน 3’ โหวต รธน.ใหม่
ขณะที่ กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย อภิปรายเตือนสมาชิกทั้งฝ่ายค้าน รัฐบาล และวุฒิสภา (สว.) ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญกำลังเดินออกจากเป้าหมายใหญ่ในการเปิดทางสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะหลังได้ฟังการอภิปรายของวุฒิสภา ทำให้ไม่มั่นใจว่าทุกฝ่ายยังมุ่งไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ พร้อมย้ำว่าข้อตกลงของพรรคร่วมรัฐบาลคือ พูดแล้วทำ ได้แก่ แก้รัฐธรรมนูญ ทำประชามติ และยุบสภา ซึ่งพรรคภูมิใจไทยยึดถือเป็นคำมั่นที่ต้องรักษาไว้ อีกทั้งชี้ให้เห็นว่าการลงมติในอีก 15 วันข้างหน้าในวาระ 3 จะต้องได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว. 1 ใน 3 ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ซึ่งสามารถคาดเดาท่าทีของวุฒิสภาได้จากเสียงที่ส่งถึงสมาชิกรัฐสภาในวันนี้
สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ยังตั้งคำถามว่าจะปล่อยให้อุปสรรคหรือความเห็นต่างเพียงบางประเด็นมาทำลายความพยายามทั้งหมดหรือไม่ พร้อมขอให้สมาชิกตัดสินใจบนพื้นฐานความเป็นจริง ยอมรับกติกาที่มีอยู่ และยืนยันว่าไม่ได้พูดเพื่อเอาใจหรือหวั่นเกรงคำขู่ของ สว. แต่เป็นห่วงว่าเป้าหมายร่วมกันจะล้มเหลว และประเทศจะพลาดโอกาสได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท้ายที่สุดพรรคภูมิใจไทยย้ำจุดยืนว่า พูดแล้วต้องทำ และต้องทำให้สำเร็จจริง แม้อาจต้องเจ็บตัวบ้าง แต่ยอมรักษาผลลัพธ์มากกว่าภาพลักษณ์ หากนำไปสู่ความสำเร็จของเป้าหมายใหญ่ร่วมกัน
สิ่งที่เราอยากเห็นคือรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ทำได้จริงที่อยู่บนโลกของความเป็นจริง ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่ในความฝัน หรืออยู่ในอุดมคติเท่านั้น
— กรวีร์ ปริศนานันทกุล




