ชำแหละ ‘4 ขั้นกินรวบประเทศ’ จาก ‘ฮั้ว สว.’ สู่เกมยึดอำนาจรัฐ

19 ก.ย. 2569 - 16:47

  • ‘สว.นันทนา’ ชี้ปม “ฮั้ว สว.” ไม่ได้จบแค่สภาสูง แต่ลากยาวถึงองค์กรอิสระและรัฐบาล

  • ตั้งคำถามมติ กกต. จาก 229 เหลือ 77 คน หวั่นกระบวนการถูก “ฆ่าตัดตอน”

  • เปิด 4 ขั้นที่มองว่าเป็นเส้นทาง “กินรวบประเทศ” พร้อมชงรื้อรัฐธรรมนูญใหม่

ชำแหละ ‘4 ขั้นกินรวบประเทศ’ จาก ‘ฮั้ว สว.’ สู่เกมยึดอำนาจรัฐ

จากข้อกังขาเรื่องที่มาของ สว. สู่คำถามต่อบทบาท กกต. และอำนาจของวุฒิสภา วันนี้สมการการเมืองอาจไม่ได้จบแค่ “ฮั้ว สว.” เมื่อ ‘นันทนา นันทวโรภาส’ เปิดภาพใหญ่ที่เธอมองว่าเบื้องหลังเกมนี้ยังมีอีกหลายชั้น และอาจกำลังพาประเทศเดินไปสู่จุดเปลี่ยนที่ใหญ่กว่าที่เห็น

นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวในงานเสวนา “ตามรอยขบวนการโกง สว.67: โกง สว.จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ” ว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเฉลิมฉลอง แต่ต้องการจดจำว่าผลพวงจากการรัฐประหารสร้างปัญหาให้ประเทศอย่างไร พร้อมตั้งคำถามถึงความเชื่อมั่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จากกระบวนการเลือก สว. ปี 2567 ซึ่งมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับความผิดปกติในการได้มาซึ่ง สว.อย่างต่อเนื่อง

ตั้งคำถาม “สว.ชุดนี้มาอย่างไร” ชี้พฤติกรรมรวมกลุ่ม-โหวตไปในทิศทางเดียวกัน

นันทนากล่าวว่า สิ่งที่ทำให้เกิดข้อสงสัยคือคะแนนที่มาเป็นกลุ่ม รวมถึงพฤติกรรมการรวมตัวกันของผู้สมัคร เช่น การเดินทางมาเป็นขบวน และการลงมติในวุฒิสภาที่มีทิศทางสอดคล้องกันตั้งแต่การเลือกประธานวุฒิสภา รวมถึงการลงมติในประเด็นต่างๆ ตลอดกว่า 2 ปีที่ผ่านมา

เธอระบุว่า กกต.ควรเข้ามาสะสางข้อสงสัยเกี่ยวกับ สว.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในสภา แต่กลับเห็นการดำเนินคดีกับกลุ่ม สว.สอบตก จนนำไปสู่คำถามว่า กกต.กำลังจัดการกับปัญหาที่ต้นเหตุหรือไม่

“138 สว.ถูกกล่าวหา” ตั้งคำถามปมเลือกองค์กรอิสระ

นันทนากล่าวถึงการต่อสู้ทั้งในและนอกสภา โดยในสภาได้พยายามอภิปรายคัดค้านการเดินหน้าคัดเลือกองค์กรอิสระ เนื่องจากมี สว.จำนวน 138 คนที่ถูกกล่าวหาว่าได้มาโดยไม่สุจริต แม้ยังไม่มีคำพิพากษาว่ากระทำผิด แต่เธอตั้งคำถามว่า หากบุคคลที่ถูกกล่าวหายังมีอำนาจร่วมเลือกองค์กรอิสระ เช่น กกต. ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจมีบทบาทพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับ สว. จะถือเป็นการต่างตอบแทนหรือไม่

นันทนาระบุว่า การอภิปรายของเธอมักถูกปิดไมค์หรือถูกประท้วง และเมื่อไม่สามารถสกัดการอภิปรายได้ ก็มีการร้องเรียนเรื่องจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยยกกรณีการใช้คำว่า “คนขายหมู” เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ดังกล่าว

“นี่คือความเหิมเกริมที่ใช้เสียงข้างมากลากไป ในการที่จะทำให้ทุกอย่างมันเป็นไปตามที่เขาต้องการ ดิฉันอยากจะกระซิบดังๆว่า กูไม่กลัวมึง”

นันทนา นันทวโรภาส

จาก กกต. สู่ DSI “คดีเริ่มมีแสง” แต่สำนวนยังค้าง

นันทนากล่าวว่า แม้มีการส่งเสียงเรียกร้องต่อ กกต.อย่างต่อเนื่อง แต่ความคืบหน้าเริ่มเห็นชัดขึ้นหลัง สว.สำรองไปร้องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และมีการตั้งคณะอนุกรรมการที่ 26 เพื่อสอบสวน โดยมีการเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบจำนวนมาก

เธอมองว่า การทำงานร่วมกับ DSI มีความสำคัญ เพราะช่วยให้สามารถติดตามข้อมูลที่ กกต.อาจทำได้ยากด้วยตัวเอง เช่น ข้อมูลโทรศัพท์และเส้นทางการเงิน อย่างไรก็ตาม นันทนาระบุว่า คณะอนุกรรมการที่ 26 ส่งเรื่องกลับไปยัง กกต.ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2568 แต่จนถึงขณะนี้สำนวนยังไม่มีความคืบหน้าในระดับที่เธอคาดหวัง

พร้อมกล่าวว่า การเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านและ iLaw ทำให้ประเด็นการทุจริตในการเลือก สว.กลับมาได้รับความสนใจ แต่ขณะเดียวกันบุคคลที่ออกมาเปิดประเด็น เช่น iLaw และ พริษฐ์ วัชรสินธุ ต่างเผชิญคดีความตามมา

โต้ปม “ห้องจูปีเตอร์” ยันเปิดเผย ไม่ใช่การนัดลับ

นันทนายังกล่าวถึงกรณีที่เธอถูกตรวจสอบจากการรวมตัวที่ห้องจูปีเตอร์ โดยยืนยันว่าเป็นการรวมตัวอย่างเปิดเผย มีการเชิญ กกต.และสื่อมวลชนเข้าร่วม และไม่ได้เป็นการนัดหมายลับเพื่อจัดทำโพยหรือวางแผนการลงคะแนนตามที่ถูกกล่าวหา

เธอมองว่าการตรวจสอบดังกล่าวเป็นความพยายาม “สแกนหามด” ขณะที่ไม่สามารถมองเห็น “ช้างทั้งตัว” ซึ่งในมุมมองของเธอหมายถึงการตรวจสอบโครงสร้างหรือเครือข่ายที่ใหญ่กว่าตัวบุคคล

จาก 229 เหลือ 77 คน “คับแค้นใจ” หวั่นคดีถูกตัดตอน

กล่าวถึงมติ กกต.วันที่ 14 กันยายน ซึ่งมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกร้อง 77 ราย จากสำนวนผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 ราย โดยก่อนหน้านั้นมีผู้ถูกกล่าวหาในสำนวนสำคัญ 229 ราย

นันทนาระบุว่า ผลดังกล่าวทำให้เกิดความรู้สึกคับแค้นใจ เพราะมองว่ากระบวนการอาจถูก “ฆ่าตัดตอน” และไม่สามารถสาวไปถึงผู้ที่เธอเรียกว่า “ผู้บงการ” หรือ “ลาสบอส” ได้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวหาเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ย่อมเป็นเรื่องที่ต้องอธิบายว่าเหตุใดจึงเกิดขึ้นในลักษณะสอดคล้องกัน

ทั้งนี้ กกต.ระบุอย่างเป็นทางการว่า จากผู้ถูกร้อง 427 ราย มีมติส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา 77 ราย ขณะที่รายละเอียดของแต่ละบุคคลและข้อกล่าวหาเป็นไปตามสำนวนที่ กกต.พิจารณา

“26 คน” ไม่เปลี่ยนสมการเสียง สว. “ยังแก้เกมได้”

นันทนากล่าวต่อว่า หากผลการดำเนินคดีไม่ได้ครอบคลุมกรรมการบริหารพรรค การร้องยุบพรรคก็จะไม่เกิดขึ้น ขณะที่การดำเนินคดีกับ สว.เพียง 26 คนตามที่เธอกล่าวถึง ก็ไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนสมการเสียงในวุฒิสภา เพราะแม้ตัดออกจากกลุ่มเสียงข้างมากแล้ว ยังอาจเหลือจำนวนมากพอที่จะเลือกองค์กรอิสระ แก้ไขรัฐธรรมนูญ และควบคุมเสียงในคณะกรรมาธิการต่างๆ ได้

เธอยังวิจารณ์ทิศทางการออกกฎหมายบางฉบับของวุฒิสภา โดยยกประเด็นร่าง พ.ร.บ.อากาศขึ้นมาเป็นตัวอย่าง พร้อมกล่าวว่าความหวังยังอยู่ที่การทำงานของ กกต.เสียงข้างน้อย 2 คน ซึ่งเธอมองว่าเป็นข้อมูลสำคัญที่ทำให้เห็นภาพของกระบวนการมากกว่าการกระทำของบุคคลเพียงรายเดียว

“4 ขั้นกินรวบประเทศ” จาก สว.สู่อำนาจบริหาร

นันทนากล่าวว่า หากมองภาพรวม เธอเห็นกระบวนการที่เรียกว่า “บันได 4 ขั้นกินรวบประเทศ” เริ่มจาก

  1. ฮั้ว สว. เพื่อให้ได้เสียงข้างมากและยึดกุมวุฒิสภา
  2. ยึดองค์กรอิสระผ่าน สว. จากอำนาจในการคัดเลือกบุคคลเข้าสู่องค์กรต่างๆ
  3. รวมบ้านใหญ่เข้าสู่สภาล่าง ผ่านกระบวนการเลือกตั้งและการจัดการของ กกต.
  4. จัดตั้งรัฐบาลและควบคุมงบประมาณ รวมถึงการบริหารราชการแผ่นดิน

เธอมองว่า หากกระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ผลที่ตามมาคือระบบตรวจสอบและถ่วงดุลอ่อนแอลง กระบวนการยุติธรรมเกิดความบิดเบี้ยว และการทุจริตอาจขยายตัว โดยประชาชนสูญเสียอำนาจในการกำหนดทิศทางประเทศ

เสนอ 4 ทางสกัด “กินรวบ” ตั้งแต่เปิดโปงถึงเขียนรัฐธรรมนูญใหม่

สำหรับทางออก นันทนาเสนอ 4 แนวทาง ได้แก่ การเปิดโปงเครือข่ายการทุจริตเลือก สว.ให้ถึงผู้ที่เธอเรียกว่า Last Boss (ศัตรูตัวสุดท้าย) และนำข้อมูลมาเปิดเผยต่อประชาชน การใช้กระบวนการศาลทั้งศาลฎีกา ศาลอาญา และศาลรัฐธรรมนูญเพื่อดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้อง การตรวจสอบขบวนการทุจริตในทุกพื้นที่ และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน

โดยเฉพาะการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) นันทนาเสนอว่า อำนาจในการเลือกควรมาจากประชาชนโดยตรง พร้อมระบุว่า ภารกิจดังกล่าวอาจเป็น “Mission Impossible” แต่เธอเชื่อว่าคนรุ่นปัจจุบันต้องทำให้สิ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้เกิดขึ้นให้ได้

ท้ายที่สุด ‘สว.นันทนา’ มองว่าการตรวจสอบคดี “ฮั้ว สว.” ไม่ได้จบลงที่จำนวนผู้ถูกส่งดำเนินคดี แต่โจทย์สำคัญคือการคลี่ให้เห็นว่า กระบวนการที่ถูกกล่าวหาว่าเกิดขึ้นนั้น มีโครงสร้างและผู้เกี่ยวข้องในระดับใด

ขณะที่เส้นทางทางกฎหมายและการตรวจสอบผ่านหลายสถาบันยังคงเดินหน้าต่อไป ท่ามกลางข้อถกเถียงว่ามติ กกต.ล่าสุดจะนำไปสู่การคลี่คลายข้อสงสัย หรือยังทิ้งคำถามสำคัญไว้ต่อไป

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์