สว.กลับลำหนุนเสียงข้างมากให้ทำประชามติ 2 ชั้น ‘นันทนา’ เชื่อเป็นเกมบางพรรคการเมืองยื้อแก้ รธน.

25 ก.ย. 2567 - 15:14

  • ‘นันทนา’ เผย ‘กมธ.สว.’ กลับลำหนุนเสียงข้างมากให้ทำประชามติ 2 ชั้น

  • หวั่นกระบวนการไม่ทันเลือกตั้งนายก อบจ.ปี 68

  • เชื่อเป็นเกมบางพรรคการเมืองซื้อเวลายื้อแก้ รธน.

Nantana_revealed_that_the_Senate_Committee_has_reversed_course_in_favor_of_a_two_level_referendum_SPACEBAR_Hero_ae46bff004.jpg

นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ว่า การประชุม 4 ครั้งที่ผ่านมา มีการพูดคุยถึงหลักการและเหตุผล ในเรื่องการทำประชามติตามร่างที่ สส.ส่งมา กรณีเสียงข้างมากชั้นเดียว แต่วันนี้มีการกลับมติ ไปสนับสนุนการใช้เสียงข้างมากสองชั้น ซึ่งเป็นข้อสังเกตว่า การประชุมที่ผ่านมามีความเห็นสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน แต่ในวันนี้กลับมีการทบทวนมติเกือบเอกฉันท์ คือ 17 ต่อ 1 ซึ่งหนึ่งเสียงนั้นคือตนเอง ในการที่อยากให้คงเสียงข้างมากชั้นเดียวไว้

สว.นันทนา กล่าวต่อว่า ส่วนตัวมองว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ค่อนข้างผิดปกติ เนื่องจากเห็นว่า การทำประชามติควรจะเป็นการทำที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย และมีโอกาสที่จะเป็นจริงได้มากที่สุด คือเสียงข้างมากธรรมดาเกินกึ่งของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ์ แต่การกลับมติเช่นนี้ เป็นเรื่องน่าตกใจ เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือ 

“ที่ผ่านมาเป็นเรื่องหนึ่ง แต่วันนี้มีการกลับมติค่อนข้างหนักหน่วง ซึ่งเข้าใจว่าการทำ พ.ร.บ.ประชามติ หากมีเสียงค้านของ สว. ก็อาจจะไม่สามารถทำได้ทันกับช่วงเวลาเลือกตั้งท้องถิ่น หรือ อบจ. ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 68 นี่จึงเป็นความผิดปกติเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญผ่านทางการทำประชามติ”

เมื่อถามว่า จะเป็นเกมเพื่อทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเกิดขึ้นไม่ทันสภาชุดนี้หรือไม่ สว.นันทนา กล่าวว่า น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะเป็นการทำให้กระบวนการยืดเยื้อออกไป เนื่องจากหาก สว.ไม่เห็นชอบกับร่างของสส. จะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม ซึ่งก็จะไม่ทันการเลือกตั้ง อบจ. นอกจากการยืดเยื้อเวลาออกไป ความเป็นจริงในการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แทบมองไม่เห็นเลย เพราะจากการถกเถียงของ สส.เรื่องเสียงข้างมากสองชั้นนั้น เป็นการระดมคนที่มีจำนวนมากมา แต่หากมีจำนวนไม่ถึงครึ่ง จะไม่สามารถทำประชามติได้ 

อย่างไรก็ตาม คงต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อถกเถียงหาข้อสรุปกันใหม่ ว่าจะมีมติเป็นอย่างไรในการแก้ พ.ร.บ.ประชามตินี้ โดยคาดว่าน่าจะใช้เวลามากกว่า 60 วัน ในการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม ซึ่งจะเลยจากกำหนดเวลาไปแล้ว ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้ ฝ่ายสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาจะสรุปเนื้อหาทั้งหมดของร่าง พ.ร.บ.ประชามติเพื่อส่งให้ทางสภาใหญ่ และวุฒิสภาต้องลงมติว่าจะเห็นชอบตามร่างของคณะกรรมธิการหรือไม่ ซึ่งเสียงข้างมากน่าจะลงมติไปตามนั้น แต่ตนขอสงวนความเห็น

เมื่อถามถึงมุมมองก่อนหน้านี้ที่ทุกพรรคการเมืองอยากให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สว.นันทนา กล่าวว่า ในมุมมองของ สว.คงระบุเฉพาะเจาะจงไปที่พรรคใดพรรคหนึ่งที่มีแนวโน้มไม่อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ได้ แต่ สว.จำนวนมาก มีการลงมติอย่างพร้อมเพรียงกันในลักษณะนั้น “จึงเชื่อว่า เป็นทิศทางของพรรคการเมืองนั้นที่ไม่อยากให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ภายในสมัยสภาชุดนี้”

เมื่อถามว่า หากมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม จะเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะกลับไปใช้เสียงข้างมากชั้นเดียว สว.นันทนา กล่าวว่า ขึ้นอยู่ที่คณะกรรมาธิการจะมองอย่างไร เนื่องจากสัดส่วนกรรมาธิการมีคนจากหลายส่วนเข้ามา พรรคการเมืองที่มีอิทธิพลต่อ สว. อาจจะกลายเป็นเสียงไม่สนับสนุนให้ใช้เสียงข้างมากชั้นเดียว แต่ยึดตามเสียงข้างมากสองชั้น 

“เข้าใจว่าเมื่อมีการเสนอเรื่องนี้ออกมา ก็มีเสียงคัดค้านในหลากหลายทิศทาง ก็อาจจะมีการถอยออกมา หรือจะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เพราะการแก้ในแต่ละมาตราอาจจะเป็นอุปสรรค เนื่องจากผ่านได้ค่อนข้างยาก ส่วนตัวก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน” สว.นันทนา กล่าว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์