สุญญากาศ! พับแผนคุย BRN ‘มาเลเซีย’ เปลี่ยน ‘ผู้อำนวยความสะดวก’ - ‘ไทย’ ออก ‘หมายแดง’ จับ ‘ผู้ร้ายข้ามแดน’

1 ส.ค. 2569 - 19:43

  • สถานการณ์ จ.นราธิวาส ทำให้การ ‘พูดคุยสันติสุข’ สะดุด ภายหลัง ‘หัวหน้าคณะพูดคุย จชต.’ เลื่อนพูดคุยกับ ‘กลุ่มบีอาร์เอ็น’ เดือน ก.ย.69 ออกไป จึงอยู่ในสภาวะ ‘สุญญากาศ’ และ ‘ฝ่ายมาเลเซีย’ กำลังเปลี่ยนตัว ‘ผู้อำนวยความสะดวก’ ด้วย

สุญญากาศ! พับแผนคุย BRN ‘มาเลเซีย’ เปลี่ยน ‘ผู้อำนวยความสะดวก’ - ‘ไทย’ ออก ‘หมายแดง’ จับ ‘ผู้ร้ายข้ามแดน’

สถานการณ์ จ.นราธิวาส ทำให้การ ‘พูดคุยสันติสุข’ สะดุด ภายหลัง ‘ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์’ ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ในฐานะ ‘หัวหน้าคณะพูดคุย จชต.’ ฝ่ายไทย เลื่อนพูดคุยกับ ‘กลุ่มบีอาร์เอ็น’ เดือน ก.ย.69 ออกไปไม่มีกำหนด จากกรณีเกิดเหตุที่ จ.นราธิวาส ครั้งล่าสุด โดยเหตุผลสำคัญ คือ เพื่อเป็นการ ‘กดดันบีอาร์เอ็น’

การเจรจาเริ่มต้นกันมาดีแล้ว แต่กลับเกิดเหตุความรุนแรงขึ้นใน จ.นราธิวาส แต่อยู่ ๆ ก็เกิดเหตุขึ้น ทำให้ต้องทบทวนสถานการณ์ และเห็นว่าในเดือน ก.ย.นี้จะไม่มีการพูดคุยตามกำหนดเดิม และขอฝากคำถามไปว่า ให้ตอบมาก่อน อยู่ๆ ตัดสินใจก่อเหตุทำไม

ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ หัวหน้าคณะพูดคุย จชต.

เดือน ก.ย. จะไม่มีการเจรจาแล้ว ซึ่งเดิมได้นัดกันไว้ล่วงหน้า แต่ก็เกิดเหตุอย่างที่เราเห็นกัน มันรุนแรงเกินกว่าที่เราจะรับได้ คุยกันอยู่ดีๆ แล้วมาก่อเหตุแบบนี้ แม้ว่านักรบเขาต้องการที่จะก่อเหตุตามสัญชาตญาณของเขา แต่ตอนนี้เราคุยกันอยู่ และเริ่มคุยแล้ว พอก่อเหตุก็ต้องมาเริ่มต้นกันใหม่

ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ หัวหน้าคณะพูดคุย จชต.

อย่างไรก็ตาม ‘ฐนัตถ์’ ระบุว่า ในขณะนี้อยู่ในสภาวะ ‘สุญญากาศ’ ในการส่งคำถามไปยัง ‘กลุ่มบีอาร์เอ็น’ เหตุเพราะ ‘ฝ่ายมาเลเซีย’ กำลังเปลี่ยนตัว ‘ผู้อำนวยความสะดวก’

สำหรับ ‘ผู้อำนวยความสะดวก’ รัฐบาลมาเลเซีย คนเดิม คือ ‘ดาโต๊ะ ฮัจญี โมฮาเม็ด ราบิน บิร บาซีร’ โดยมีรายงานว่าเหตุที่มีการเปลี่ยนตัวเพราะ ‘อยู่มานาน’ และ ‘ปัญหาเรื่องสุขภาพ’ จึงต้องรอทางการมาเลเซียแจ้งรายชื่อ ‘ผู้อำนวยความสะดวก’ อย่างเป็นทางการอีกครั้ง

ขณะที่การประชุม ‘สภาความมั่นคงแห่งชาติ’ เมื่อ 31ก.ค.ที่ผ่านมา โดยมี ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกฯ นำประชุม เน้นวาระเรื่อง จ.ชายแดนภาคใต้ อย่างเดียว โดยมีการงัด 6 มาตรการออกมา ซึ่งถูกโฟกัสไปที่เรื่องการ ‘ออกหมายแดง’ เพื่อส่งให้ ‘มาเลเซีย’ ในการส่งตัว ‘ผู้ร้ายข้ามแดน’ และปัดฝุ่นโครงการ ‘พาคนกลับบ้าน’

1.มาตรการรักษาความปลอดภัย โดยกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญในการรักษาความปลอดภัยรูปแบบต่างๆ  รวมถึงการเฝ้าระวังการก่อเหตุนอกพื้นที่ด้วย ซึ่งมีการติดตามอย่างใกล้ชิดกับกองอำนวยการในพื้นที่

ที่สำคัญได้เน้นย้ำให้หน่วยความมั่นคง ทั้งทหารและตำรวจควบคุมบริเวณชายแดน ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญในการควบคุมการเข้าออก เพราะที่ผ่านมามีการคาดคาดการณ์ว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุอาจหลบหนีกบดานอยู่ ‘ประเทศเพื่อนบ้าน’

2. ที่ประชุมเห็นชอบในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ทั้งกลุ่มที่พึ่งปฏิบัติการไป และกลุ่มอื่นๆ ที่เป็นกองกำลังติดอาวุธ หรือกลุ่มที่กำลังเตรียมจะก่อเหตุ

โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับกลุ่มดังกล่าวครอบคลุมทุกพื้นที่ ทั้งรายบุคคลและ รายกลุ่มให้เป็นไปตามกฎหมาย

3. ที่ประชุมได้เห็นชอบให้มีการทบทวนเนื้อหาการพูดคุยให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่ โดย ฐนัตถ์ สุวรรณณานนท์ หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขฯ ได้แถลงไปแล้วว่า อยู่ในช่วงการเปลี่ยนตัวผู้อำนวยความสะดวกชายแดน จึงมีการชะลออยู่ช่วงหนึ่ง ทั้งนี้หากมีการพูดคุยกันจะมีการทบทวนเนื้อหาต้องดูระดับก่อนหลังว่า เนื้อหาที่จะพูดคุยจะมีเรื่องอะไรก่อน

4. การเปิดช่องทางที่มากขึ้น โดยให้ ‘ผู้เห็นต่าง’ ที่พร้อมกับคืนสู่สังคม หรือที่เรียกว่า ‘โครงการพาคนกลับบ้าน’ จะมีช่องทางหลากหลายมากขึ้น

โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการให้คนเหล่านี้มีช่องทางกลับคืนสู่สังคมมากขึ้น โดยเน้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นหลักที่จะมีการดำเนินการเป็นพิเศษเพิ่มขึ้น

5. มีการร่วมมือกับมาเลเซีย ที่มีการประสานทางการทูต ด้านความมั่นคงกับมาเลเซียที่สำคัญ โดยประเทศไทยจะมีการ ‘ออกหมายแดง-หมายอินเตอร์โพล’ ที่จะดำเนินการจับตัวผู้ก่อเหตุรุนแรงที่หนีคดีในมาเลเซีย มาดำเนินคดีตามกฎหมาย ขณะนี้มีการออกหมายแดงจำนวนหนึ่งไปแล้ว เพื่อส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน

6. เรื่องการสื่อสารต่อสาธารณะ เนื่องจากช่วงนี้มีข่าวปลอม ข่าวยั่วยุ บ่อนทำลายความแตกแยกต่อประชาชน เกิดความเข้าใจผิดกับประชาชนในพื้นที่ หรือระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อยากให้มีการติดตามตรวจสอบการปฏิบัติเรื่องข่าวต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดการยั่วยุ บ่อนทำลายในพื้นที่ หรือเกิดความคลาดเคลื่อน

ซึ่งทั้ง 6 ข้อ บางข้อสอดรับกับที่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ขณะลงพื้นที่ จ.นราธิวาส ว่า

ผมจะให้คนตามล่าทุกหมู่บ้าน ทุกพื้นที่ป่าเขา คนที่ให้ที่หลบซ่อน ประเทศที่ให้ที่หลบซ่อน ให้รู้ไว้ว่าเราจะตามล่าจนสุดหล้าฟ้าเขียว พวกก่อเหตุจะกิน จะนอน จะเดิน ให้ระวังตัวเอาไว้ ถึงเวลาที่พวกคุณจะเป็นผู้ถูกล่าแล้ว

คีย์เวิร์ดสำคัญ ไม่ได้อยู่เพียงคำว่า ‘ผู้ล่า’ แต่อยู่ที่ ‘ประเทศ’ ที่ให้ ‘หลบซ่อน’ แม้จะไม่ได้ระบุว่าเป็น ‘ประเทศใด’ แต่ด้วย ‘ภูมิศาสตร์’ ก็ชัดเจน คือ ‘มาเลเซีย’ ที่มีพรมแดนติดกับไทย

นอกจากพื้นที่ ‘ทางบก’ ตามแนวชายแดนแล้ว ยังมีพื้นที่ ‘ทางน้ำ’ ชายแดน จ.นราธิวาส กับ ‘รัฐกลันตัน’ ที่คั่นด้วย ‘แม่น้ำบางนรา-แม่น้ำโกลก’ ที่ ‘กองทัพเรือ’ ทำการลาดตระเวนทางน้ำ เช่น ท่าเรือ เป็นต้น

ในสภาวะ ‘สุญญากาศ’ทำให้ ‘การทหาร’ นำ ‘การเมือง’ และหากดูท่าที ‘ฝ่ายความมั่นคง’ ยังคงเน้นปฏิบัติการ ‘ทางทหาร’ ควบคู่ ‘กฎหมาย’ แต่ที่น่าสนใจ คือ การปัดฝุ่นโครงการ ‘พาคนกลับบ้าน’ และจะเปิด ‘ช่องทาง’ อื่นเพิ่ม จะเป็นในรูปแบบใด เพื่อช่วงชิง ‘ฐานมวลชน’

รวมถึง ‘งานการข่าว’ ในพื้นที่ จชต. ที่เกิด ‘ช่องโหว่’ ขึ้น จากการจัดแบ่ง ‘สายบังคับบัญชา’ ที่ไม่ลงตัว รวมถึง ‘คลื่นใต้น้ำ’ ภายใน ทภ.4 ด้วย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์