เกมจนตรอก มโนตั้ง ‘รัฐบาลแห่งชาติ’

1 มิ.ย. 2566 - 15:40

  • นิยาม ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ มักจะเกิดขึ้นเมื่อบ้านเมืองเกิดวิกฤต สงคราม อุบัติภัย

  • แต่นักวิชาการ มั่นใจ ประเทศไทย ยังไม่จำเป็นต้องมี ‘รัฐบาลแห่งชาติ’

  • กลับกัน ข้อเสนอ ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ กลับขัดรัฐธรรมนูญ-บ่มเชื้อความขัดแย้งเพิ่มขึ้น

National_Unity_Government_Senator_be_cornered_conflict_SPACEBAR_Hero_f46a0dfd88.jpeg
ส.ว.ปลุกผี ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ ข้ออ้างล้มกระดาน ประเทศไทยจำเป็นหรือ? ขณะนักวิชาการมอง ‘เกมคนจนตรอก’ หวังงัดไพ่สู้ กลับกัน ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ ส่อขัดรัฐธรรมนูญ แถมบ่มเชื้อ ‘ความขัดแย้ง-ความเกลียดชัง’ เพิ่มทวีคูณ  

กลายเป็นประเด็นร้อน เมื่อ ส.ว.คนดังที่เคยประกาศลั่น ‘รับไม่ได้’ ถ้า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่นอกจากจะไม่โหวต ‘พิธา’ แล้ว ยังจุดไฟปลุกกระแสตั้ง ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ ขึ้นมา พร้อมข้ออ้าง ‘เพื่อบ้านเมือง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยให้ทุกพรรคนำส่วนที่ดีมาทำงานร่วมกัน พุ่งเป้าไปที่ความมั่นคงของชาติ

แต่การออกมาพูดถึง ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ กลับสะท้อนให้เห็นอะไรบางอย่าง โดยเฉพาะความรู้สึกนึกคิดของฝั่งอนุรักษ์นิยม ที่อาจมองว่า ฝั่งตัวเองกำลัง ‘จนตรอก’ หรือไม่ จนถึงขั้นต้องงัดไพ่ใบนี้มาสู้ ทั้งที่บ้านเมืองยังไม่ถึงคราวขัดแย้งวิกฤตขนาดนั้น แม้จะทะเลาะแง่งอนกันบ้าง แต่ก็นับเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนบ่าวสาวที่ยังตกลงสินสอดกันไม่ได้ 

คำว่า ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ ถูกเสนอมาหลายยุคหลายสมัย ซึ่งนักวิชาการรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ‘วันวิชิต บุญโปร่ง’ ได้ให้นิยามความหมายของคำว่า ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ ไว้ว่า รัฐบาลแห่งชาติ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อประเทศชาติเข้าสู่ภาวะวิกฤต ภาวะสงคราม ซึ่งเป็นช่วงที่การต่อสู้ทางอุดมการณ์ทางการเมืองต้องละไว้ข้างหลัง เพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าด้วยการระดมความคิดและทรัพยากรของแต่ละพรรคการเมืองมาจัดตั้ง ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ โดยบุคคลที่จะเป็นผู้ประเทศ อาจจะเป็น ‘บุคคลภายนอก’ หรือ ‘บุคคลภายใน’ ที่เลือกสรรกันเองในบรรดาทุกพรรคการเมือง ส่วนการเป็นรัฐบาลแห่งชาติ จะอยู่ในระยะสั้นหรือระยะยาว ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศนั้นๆ จะเห็นได้จากประวัติศาสตร์ว่า ขั้วรัฐบาลแห่งชาติจะเกิดจากภาวะสงคราม อุทกภัยหรือวิกฤตที่กินระยะเวลายาวนาน ซึ่งต้องขอความร่วมมือและระดมสมองแก้ปัญหา ยกตัวอย่าง รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติของเมียนมาของ ‘พล.อ.มิน อ่อง หล่าย’ ที่เป็นเหมือนรัฐบาลเงา แบบนี้ก็เป็นรัฐบาลแห่งชาติอีกแบบหนึ่ง ซึ่งอ้างว่า นำผู้แทนหลากหลายชาติพันธุ์มาจัดตั้งรัฐบาลและมีที่นั่งในสภา แต่อาจจะไม่ตอบโจทย์ว่าเป็นตัวแทนของประชาชนทุกกลุ่มทางการเมือง ยังคงเต็มไปด้วยความขัดแย้ง  

แต่นักวิชาการรัฐศาสตร์ บอกว่า ใน ‘ประเทศไทย’ ยังไม่เคยเกิดขึ้น ดังนั้นคนที่เสนอ ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ คือคนที่อยู่ในภาวะ ‘ถดถอย’ หรือเสียเปรียบในการเดินเกมทางการเมือง คนที่อยู่ในสถานการณ์ ‘เป็นต่อ’ ไม่มีทางพูด ฉะนั้น คนที่ไม่มีไพ่ หรือหมดตัวเล่น ‘จนตรอก’ แล้ว ก็เลยหาข้ออ้าง ให้เอารัฐบาลแห่งชาติ เพราะมองว่า มันไปต่อไม่ได้  

เมื่อผลการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามทิศทางที่ ส.ว.ฝั่งอนุรักษ์ หวังไว้ แต่หากจะปฏิเสธตรงไปตรงมา ก็อาจจะเล่นได้ไม่เต็มที่ เพราะเกรงจะกระทบกับภาพลักษณ์ จึงหาเกมที่ออกตัวว่าทุกฝ่ายจะเอาด้วย แต่นี่ก็ทำให้เห็นถึงความถดถอยของฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่หมดหนทางจนต้องเล่นเกมนี้ เพื่อนำไปสู่ข้ออ้างของการ ‘ล้มกระดาน’ โดยไม่ยึดโยงกับผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา แม้จะไม่พูดตรงๆ แต่จะทำให้สาธารณชนเชื่อว่า นี่คือโอกาสสุดท้ายที่เขาหาช่องทางจะเล่น 

แต่สถานการณ์บ้านเราในตอนนี้ ต่อให้ ‘ตายใหม่ เกิดใหม่’ ก็ไม่ได้เห็น ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ เพราะกลไกความขัดแย้งในประเทศไทย หาทางออกได้ตลอดเวลา เพราะนักการเมืองก็รักษาผลประโยชน์ของประเทศ อยากให้บ้านเมืองขับเคลื่อนได้ ตลอดจน รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย แต่เรื่องนี้ ทำให้เห็นความคิดของคนที่เสนอจัดตั้ง ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ ว่า ‘รู้แล้ว รู้พยาบาล รู้อาฆาต’ 

แล้วกระแสสังคมก็จะเป็น ‘บูมเมอแรง’ เขวี้ยงกลับไปยังคนที่เสนอเรื่องนี้ออกมา เพราะสังคมไม่เอาด้วย ที่สำคัญ การจัดตั้ง ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ ไม่ได้ยุติความขัดแย้งทางการเมือง กลับเป็นการ ‘บ่มเชื้อความไม่พอใจ’ มากขึ้นเรื่อยๆ  

ปัญหาของ ส.ว.กำลังสับสน คำว่า หลักการในการรับหรือไม่รับของ ส.ว. โดยอ้างว่า ถ้าเสียงส่วนใหญ่เป็นอย่างไร และเอาเรื่องคุณสมบัติของคนที่ได้รับฉันทามติ เป็นเงื่อนไขของการจะโหวตหรือไม่โหวต อันนี้เป็นปัญหาเรื่องวิธีคิดของ ส.ว.บางส่วนมากกว่า ถ้าอนาคตทางการเมือง รัฐบาลของ พิธา มีอันเป็นไป จะเป็นนายกฯ 3 วัน หรือ 1 ปี แล้วมีอุบัติเหตุทางการเมือง ถ้ายังไม่เลยวันที่ 11 พฤษภาคม 2567  ส.ว.ก็ยังมีบทบาทเลือกนายกฯได้อีกรอบ ดังนั้น ก็ยังมีบทบาทนำพาประเทศสู่ความสงบสุขได้ 

แต่บทบาทรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ให้เลือกเฉพาะคนที่พึงพอใจ แล้วปฏิเสธบุคคลที่มีมุมมองแปลกไปจากตนเองโดยไม่ยึดโยงความรู้สึกของพี่น้องประชาชน ซึ่งเรื่องนี้ เป็นอันตราย และเป็นแรงกดดัน ที่พุ่งไปยังตัว ส.ว.มากกว่า 

“การที่ออกมาพูดเช่นนี้ ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรและสถาบันวุฒิสภาในภาพรวม ยิ่งสะท้อนแต่ละเรื่องที่มีความคิดสวนทางกับกระแสการเมืองหลัก ยิ่งสะท้อนความอ่อนแอของปีกขั้วอนุรักษ์นิยมอย่างหนีไม่ได้ เป็นการทำทุกอย่างให้ตัวเองมีพื้นที่หายใจ สร้างความชอบธรรม อย่าลืมว่า คนที่เลือกพรรคก้าวไกล ส่วนหนึ่งเพราะเบื่อรัฐบาลชุดเก่า และต้องการให้ประเทศเปลี่ยนแปลง ส.ว.ไม่ควรคิดไปเอง ไม่ควรจะก้ามข้ามพื้นที่ฟอร์มรัฐบาล เพราะไม่ใช่หน้าที่ เรื่องนี้ เป็นเรื่องของสภาผู้แทนฯ ไม่ต้องแสดงความไม่สบายใจ ควรจะไม่สบายใจตั้งแต่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์แล้วหรือไม่ การไม่สบายใจเรื่องคนที่คิดต่าง เป็นเรื่องที่ตลก” วันวิชิต กล่าว 

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในกระแสจัดตั้ง ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ ผู้เสนอแนวคิดนี้ ยังย้ำในเชิงกฎหมายว่า สามารถงดเว้นการใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราได้ เพื่อเป็นทางออก ซึ่งย้อนแย้งกับความเห็นของนักวิชาการนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ‘พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย’ ที่ย้ำว่า  

รัฐบาลแห่งชาติ ขัดรัฐธรรมนูญ! 

“ไม่จำเป็น! เพราะรัฐบาลแห่งชาติ มีปัญหาเชิงการเมืองและในทางข้อกฎหมาย เท่าที่ผมเข้าใจ รัฐบาลแห่งชาติจะไม่มีฝ่ายค้าน เป็นรัฐบาลปรองดอง แต่คำถามคือ รัฐบาลแห่งชาติ อยู่ตรงไหนของรัฐธรรมนูญ ทั้งหมด 279 มาตรา อยู่ตรงไหน” พรสันต์ กล่าว 

นักวิชาการนิติศาสตร์ ยังระบุว่า มีการอ้างเรื่องมาตรา 5 บทบัญญัติที่ระบุว่า “เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ประเพณีการปกครองดังกล่าวต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้” ถ้าใช้แบบนี้ ถือว่า ผิดฝาผิดตัว เพราะมาตรา 5 คือ ต้องไม่มีบทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญที่ใช้ได้ แต่กรณีนี้ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้อยู่แล้ว เรื่องการเลือกตั้งก็มีบทบัญญัติรองรับอยู่ ซึ่งเลือกตั้งไปหมดแล้ว จนถึงขั้นตอนจับขั้วรัฐบาล เตรียมนำไปสู่เปิดสภาผู้แทนราษฎร ทุกอย่างดำเนินไปตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ทั้งหมด  

“อยู่ดีๆ วิ่งไปหามาตรา 5 คุณจะไปใช้ได้อย่างไร ทุกอย่างมีครรลองของมัน จะไปอาศัย ‘อำนาจ’ ตรงไหนตั้งรัฐบาลแห่งชาติ อยู่ดีๆ คุณตั้งขึ้นมา ไม่มีกฎหมายรองรับการทำหน้าที่ของรัฐบาลแห่งชาติ แล้วมันจะมาอย่างไร แสดงว่า รัฐบาลแห่งชาติ คือองค์กรที่เกิดขึ้นนอกวิถีระบอบประชาธิปไตย คนที่เสนอ ไม่ยอมรับในประชาธิปไตย อยู่ดีๆคุณจะตัดตอน ไม่เอาแล้ว ไม่ฟอร์มแล้ว ไปรัฐบาลแห่งชาติเลย แสดงว่า คุณไม่เคารพประชาธิปไตยระบอบรัฐสภา” พรสันต์ ย้ำ  

‘พรสันต์’ เตือนในทิศทางเดียวกับ ‘วันวิชิต’ ว่า การนำเสนอแบบนี้ในช่วงเวลานี้ จะต้องระมัดระวัง นอกจากขัดรัฐธรรมนูญ ไม่มีกฎหมายรองรับแล้ว ยิ่งเป็นชนวนสร้างความขัดแย้ง เพราะหลังเลือกตั้งผ่านมา 2 สัปดาห์ จะเห็นภาพคนแอคทีฟติดตามการฟอร์มรัฐบาล ที่สำคัญการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่เหมือนครั้งเก่า ทุกคนมีความหวังรอเปลี่ยนรัฐบาล ท่ามกลางคะแนนเสียงอันท่วมท้น การเสนอเรื่องนี้ คือการทำลายระบบการเมืองและระบบกฎหมาย  

“ส.ว.ที่ปฏิเสธรับรองรัฐบาลชุดใหม่ กลับออกมาเสนอรัฐบาลแห่งชาติ ยิ่งเพิ่มดีกรีความขัดแย้งรุนแรง ทั้งที่ในทางวิชาการ การเลือกตั้งคือวิธีการนำไปสู่ความสันติ แต่กลับใช้โมเดลการเมืองแบบเก่า ที่เอะอะตั้งรัฐบาลแห่งชาติ สุดท้ายคนก็ไม่รับอยู่ดี” พรสันต์ ย้ำ 

เมื่อมองไปลึกๆ แม้ ส.ว.ผู้เสนอจะยืนยันว่า รัฐบาลแห่งชาติคือ ‘ทุกพรรค’ และให้เลือกหัวกะทิเข้ามาช่วยกันทำงานเพื่อชาติ แต่ก็ยังย้ำชัดอีกว่า ไม่เอาคนแก้ ม.112 จึงรับไม่ได้ที่ ‘พิธา’ เป็นนายกฯ  ดังนั้น หากมองความหมายสำหรับ ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ ที่ ส.ว.เสนอนั้น มาจากความไม่ต้องการให้ ‘ก้าวไกล’ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่เพียงพูดให้ดูรอมชอมเท่านั้น ซึ่งเมื่อดูจากปัจจัยรอบทิศ การปลุกผี ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ อาจสำเร็จได้ยาก เพราะแม้แต่ก๊วนรัฐบาลเดิม ก็ยังไม่กล้าออกตัวแรง ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลเสียงมากอันดับสองอย่าง ‘เพื่อไทย’ ก็ยกขบวนมาดับฝัน ประกาศลั่น จะตั้ง ‘รัฐบาลของประชาชน’ ให้สำเร็จอีกด้วย

ผู้เขียน : สุธิดา ปล้องพุดซา 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์