ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ในกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ล่าสุดเลขาฯ ของพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ลาออก มองว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ว่า ณ ตอนนี้ควรตั้งต้นที่คนที่เข้าสอบ และเป็นคนธรรมดาที่ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมากเป็นวงกว้าง สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการคิดว่า ผิดพลาดอย่างไร ขณะที่พวกเราได้รับข่าว เบื้องต้นก็ได้รับข่าวมาด้วยว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นความขัดแย้งของข้าราชการประจำข้างใน ซึ่งข่าวที่ได้รับมาว่า จากสายสีน้ำเงินทั้งคู่ ขัดแย้งกันเอง กลายเป็นว่าเรื่องนี้ถูกปูดขึ้นมา เนื่องจากความขัดแย้งในสายราชการต่างๆ แต่พอปูดขึ้นมาแล้วกลายเป็นว่าคนที่ได้รับผลกระทบคือคนที่เข้าสอบโดยสุจริตเป็นจำนวนมาก
“เมื่อวานนี้ ผมก็ได้รับหนังสือร้องเรียน ซึ่งคนที่เขาเข้าสอบโดยสุจริต ครอบครัวเขามีความหวังกับตัวเขาในการที่ได้รับการสอบมาแล้ว และผ่านแล้วก็ควรจะได้รับการบรรจุ เพราะยังมีครอบครัวที่ต้องเลี้ยงดูอีกจำนวนมาก เขาแจ้งผมว่ามีคนเข้าร่วมลงรายชื่อเป็น 1,000 คน และผมก็เชื่อว่ามีคนได้รับผลกระทบที่เป็นคนสุจริตอีกเป็นจำนวนมาก”
— ณัฐพงษ์ กล่าว
ณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้ ประเด็นแรกอยากจะให้รัฐบาลและนายกฯ ลองทบทวนดูว่ามาตรการที่มีการสั่งการออกไปทำให้เกิดผลกระทบต่อคนทุจริตจำนวนมาก ควรจะต้องมีการทบทวนกลับมาใหม่หรือไม่และดูเป็นรายกรณีไป ประเด็นถัดมา คิดว่าสิ่งที่สังคมต้องการรับรู้ถ้าไม่ได้มีความขัดแย้งระหว่างสายสีน้ำเงินด้วยกันเองในระบบราชการ ประเด็นนี้ก็คงไม่มีใครเห็น หากไม่เป็นข่าวออกมาใช่หรือไม่ ตกลงแล้วการที่ตัวนายกฯ ออกมาพูดหลายครั้งว่า ต้องการขจัดเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น อยากทำให้ประเทศไทยมีความโปร่งใส อยากทำให้ดัชนีชี้วัดการทุจริตคอร์รัปชั่นดีขึ้น ตกลงแล้ว ถ้าไม่มีความขัดแย้งกันเองภายในหรือไม่มีข่าวถูกเปิดเผยออกมา ก็คงไม่มีการดำเนินการใช่หรือไม่
“สิ่งที่อยากเรียกร้องกับตัวนายกฯ เอง อยากจะให้การจับทุจริต การทะลายเรื่องเครือข่ายสีเทาในประเทศต่าง เป็นการ ดำเนินการจากภายในของรัฐบาล ดังนั้น ทำให้พวกเราเห็นหน่อยไม่ใช่เกิดหน้าข่าวขึ้นมาแล้วก็ไปตามแก้”
— ณัฐพงษ์ กล่าว
เมื่อถามว่า พรรคภูมิใจไทยออกมาบอกว่า นายกฯ ต้องการแก้ไขปัญหาตรงนี้อย่างจริงจังและจะไม่จับแค่ปลาซิวปลาสร้อย ณัฐพงษ์ กล่าวว่า อย่าลืมว่า นายกฯ เป็นรมว.มหาดไทยมาหลายสมัยแล้ว และท่านเองก็น่าจะต้องทราบ เชื่อว่าท่านต้องทราบว่ามีเรื่องแบบนี้อยู่ในกระทรวงมหาดไทยมานานแล้ว ดังนั้นทันทีที่นายกฯ เข้ารับตำแหน่ง รัฐมนตรีชุดนี้เข้าบริหารประเทศ ถ้ารู้อยู่แล้วมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ก็ควรเป็นการแอ็กชันจากนายกฯ ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ว่าพอเกิดความขัดแย้งมีการปูดกันเองขึ้นมาภายใน เป็นหน้าข่าวขึ้นมาแล้วค่อยมาตามแก้ทีหลัง สุดท้ายประชาชนก็ได้รับผลกระทบแบบนี้ คิดว่าไม่ได้มีความจริงใจในการแก้ไข แต่เป็นการไปตามเก็บกวาดเช็ดล้างปัญหาภายในของตัวเอง
ณัฐพงษ์ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ยังกล่าวถึงกรณีที่รัฐมนตรีไม่เข้ามาตอบกระทู้ในสภาฯ ว่า คนที่ควรจะเข้ามาตอบกระทู้สภามากที่สุด แต่อาจจะไม่ต้องมาทุกครั้งก็คือ นายกรัฐมนตรี การประชุมสภาฯ ในแต่ละปีมีวาระสำคัญอยู่ 2 เรื่องคือการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี และการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ดังนั้น 1 ปีมีแค่ 2 ครั้งและเชื่อว่า นายกรัฐมนตรีจะสามารถบริหาร จัดการได้ เพราะการพิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 เป็นวาระสำคัญที่ควรเข้ามาร่วมประชุมด้วยตนเอง
“ถ้าวิปทางฝั่งรัฐบาลเข้ามาคุยกับวิปฝ่ายค้านว่า นายกรัฐมนตรีมีภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ อาจจะมีการขยับวันประชุมเล็กน้อยเพื่อให้นายกรัฐมนตรีได้มีการเข้ามานำเสนอ เรื่องของพ.ร.บ.งบได้ด้วยตัวเอง แล้วมาตอบคำชี้แจงของสมาชิกได้ด้วยตัวเอง รวมถึงการตอบกระทู้ด้วยเพราะทุกวันนี้ยังไม่เห็น นายกฯ ไม่เคยมาตอบกระทู้ในสภาเลย ที่สมาชิกได้ตั้งกระทู้ถามไปหลายครั้งโดยเฉพาะกระทู้ถามสด จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีมีความรับผิดชอบต่อสภา มากกว่านี้”
— ณัฐพงษ์ กล่าว
ผู้นำฝ่ายค้าน ยังกล่าวถึงการประชุมร่วมรัฐสภาว่า ในส่วนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอาจจะต้องรอภาคประชาสังคม และร่างของพรรคการเมืองอื่นๆ แต่สิ่งที่จะเดินหน้าแก้ไขได้เลยคือการแก้รายมาตรา เพราะประธานรัฐสภาได้มีการนัดประชุมไปแล้ว ก็ไม่อยากให้สูญเปล่า จึงอยากให้พิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราพิจารณาไปก่อน
โดยประเด็นที่สามารถดำเนินการได้เลย และน่าจะเกี่ยวข้องกับการเมืองน้อยลงมาหน่อย คือเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่เป็นกรอบอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เชื่อว่า น่าจะสามารถดำเนินการแก้ไขได้ เพราะยังมีข้อถกเถียงบางเรื่องเช่นที่มาที่ไปขององค์กรอิสระ หรือแม้แต่สมาชิกวุฒิสภาเอง ซึ่งเรื่องนี้การผลักดันทางการเมืองอาจจะยาก แต่เราสามารถเลือกบางประเด็นที่มีความขัดแย้งทางการเมืองไม่มาก และเป็นประโยชน์กับประเทศ ก็สามารถเลือกมาขับเคลื่อนไปได้ก่อนในระหว่างนี้
ณัฐพงษ์ ยังได้กล่าวถึงปัญหายาเสพติดในประเทศไทย ที่มีการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านยาเสพติดว่า ปัญหายาเสพติดในประเทศที่ทุกคนต่างรู้และเป็นปัญหาอย่างช้านาน สาเหตุที่สำคัญคือการทุจริตคอร์รัปชั่น ส่วนราชการและเจ้าหน้าที่รัฐต่างรู้ ผู้ค้ายาอยู่ตรงไหน แต่เหตุใดถึงไม่สามารถที่จะปราบปรามได้อย่างเต็มที่เท่าที่ควร สิ่งที่สำคัญไม่ใช่หน่วยงานจะออกมาให้ความเห็น ว่าไม่อยากให้มีการแชร์ข่าวทำลายภาพลักษณ์ในประเทศ เพราะนั่นเป็นปลายทาง แต่ต้นทางที่แท้จริงคือทำให้มีความโปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งส่วนใหญ่จะเสียงบประมาณมหาศาลในการแก้ไขปัญหาปลายทาง ซึ่งยังจำเป็นต้องทำ เช่น การทำโรงเรียนสีขาว การทำชุมชนที่เข้มแข็ง เยาวชนปลอดภัยต้านยาเสพติด แต่ปัญหาต้นน้ำและกลางน้ำ เช่น การทำให้ชายแดนมีความเข้มแข็ง คือ เสนอเรื่องการทำรั้วเทคโนโลยี เพราะต้องยอมรับว่าขณะนี้มีช่องลอดตามแนวชายแดนเยอะแยะไปหมด รัฐอาจจะรู้แต่ก็ยังเปิดให้ช่อง VIP ลักลอบยาเสพติดเข้ามา
“ถ้าเราใช้ทำรั้วเทคโนโลยีเอาเทคโนโลยีมาช่วยป้องกันตามแนวชายแดน ก็จะทำให้เกิดความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น การใช้กฎหมายลดใช้ดุลพินิจ คล้ายออกใบสั่ง หากขับรถเร็วเกินกำหนด ตั๋วสั่งการก็จะไปที่ส่วนกลาง ไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่อยู่ตรงกลางระหว่างกระบวนการ”
— ณัฐพงษ์ กล่าว
ณัฐพงษ์ กล่าวว่า แม้แต่ต้นน้ำ ซึ่งไทยบทบาทสำคัญในตอนนี้ในภูมิภาค ต้องยอมรับความเป็นจริงโดยไม่ได้กล่าวหาว่า ฐาน ผลิตยาเสพติดล้วนอยู่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้านรายล้อมประเทศไทยอยู่ เป็นปัญหาระดับโลก ไม่ใช่ปัญหาแค่ประเทศไทย คำถามสำคัญไทยจะวางบทบาททางการทูตอย่างไร ที่จะชักชวนประเทศต่างๆ เข้ามาร่วมแก้ปัญหากับประเทศไทยโดยประเทศไทยแกนกลางในการขับเคลื่อน เพราะหากแก้ปัญหาในประเทศไทยพร้อมกับปัญหาประเทศเพื่อนบ้านได้ ก็จะสามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดให้กับทั่วโลกได้เช่นกัน
เมื่อถามว่า ล่าสุดเกิดกรณีแอร์รับขนของที่อาจไม่ทราบว่ามียาเสพติดซ่อนอยู่เลยออสเตรเลียที่ตรวจพบและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อไทย ณัฐพงษ์ ระบุว่า แน่นอนต้องกระทบกับภาพลักษณ์ แต่วิธีการแก้ไขปัญหาไม่ใช่หน่วยงานออกมาบอกว่า ไม่ต้องการให้มีการแชร์ข่าวเพราะจะทำลายภาพลักษณ์ของไทย แต่วิธีการแก้ไขปัญหาคือต้องคิดให้จบทั้งกระบวนการ คือให้แบ่งตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ
“อยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญ ซึ่งต้นน้ำอาจจะแก้ยากหน่อย แต่กลางน้ำการทำรั้วเทคโนโลยี รั้วชายแดนที่มีความเข้มแข็ง คิดว่าจะทำให้การแก้ไขปัญหาให้มีประสิทธิภาพขึ้นได้”
— ณัฐพงษ์ กล่าว




