การประชุมสภาผู้แทนราษฎร มี มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจา ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ การรับมือปัญหาน้ำท่วมในภาวะวิกฤต และมาตรการฟื้นฟูเยียวยาพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน เพื่อให้รัฐบาลรับไปดำเนินการ โดยมีสส.ร่วมเสนอญัตติในทำนองเดียวกันรวม 8 ญัตติ
ปะดิธ สังขจาย สส.พระนครศรีอยุธยา พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่า การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าภัยน้ำท่วมของรัฐบาลยังขาดความชัดเจน ประชาชนไม่ตระหนักถึงความรุนแรงเตรียมพร้อมรับมือ ไม่เชื่อสิ่งที่แจ้งเตือน ดังนั้น ข้อมูลรัฐบาลต้องชัดเจน ให้ประชาชนเห็นภาพและรวดเร็ว มีข้อเสนอแนะให้ประชาชนเตรียมตัวรับมือ เช่น ย้ายรถขึ้นที่สูง การสำรองอาหาร รัฐบาลต้องเปลี่ยนการทำงานเป็นเชิงรุก ไม่ใช่เชิงรับรู้ว่า น้ำจะท่วม แต่จะช่วยเหลือได้ ต้องรอประกาศเป็นเขตภัยพิบัติก่อน มีข้อเสนอการเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมของท้องถิ่นคือ
1.พื้นที่ท่วมซ้ำซากต้องเตรียมพร้อมก่อนถึงฤดูน้ำ
2.ข้อมูลเตือนฝน ต้องนำไปสู่การเตรียมพร้อมในพื้นที่ เพื่อวางแผนสูบและพร่องน้ำ ต้องให้ท้องถิ่นมีความชัดเจนและงบประมาณพร้อมดำเนินการ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานตัดสินใจได้ทันต่อสถานการณ์
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอญัตติว่า วันนี้ สิ่งที่พวกเราต้องการคือนายกรัฐมนตรีลงมารับผิดชอบต่อสภาฯ ลงมารับผิดชอบต่อปัญหา ลงมารับผิดชอบต่อพ่อแม่พี่น้องประชาชน ที่บอกว่า ปัญหายังไม่จบ เพราะหากเราได้ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ จะพบว่า เรายังไม่พ้นช่วงวิกฤต ข้อมูลได้บอกว่า ตั้งแต่ช่วงวันที่ 5 ตุลาคมเป็นต้นไป เป็นไปได้ที่ฝนจะตกหนัก วันนี้อย่าพึ่งถอดบทเรียน อยากเห็นคณะรัฐมนตรีเข้าประชุมสภาฯ เพื่อให้สส.ได้สะท้อนปัญหา และนำไปแก้ไขให้ถูกต้อง สิ่งที่นายกฯ ควบคุมได้คือการบริหารราชการแผ่นดิน การแจ้งเตือนการเยียวยาการฟื้นฟูและวางแผนในอนาคตเพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นว่า รัฐบาลบริหารจัดการได้ดี หากน้ำมาเช่นนี้อีกจะไม่เกิดปัญหาซ้ำซากเหมือนในอดีต
“ต้องบอกว่า อุทกภัยครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกของนายกฯ ที่ชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล เพราะตั้งแต่อนุทินขึ้นมาบริหารประเทศเจอหลายเหตุแล้ว เป็นความผิดพลาดของการบริหารจัดการของรัฐที่ไม่เป็นระบบ ฉะนั้น คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีต้องเลิกพูดได้แล้วว่าจะต้องมีการถอดบทเรียน”
— ณัฐพงษ์ กล่าว
ณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่เราอยากเห็นคือการแก้ปัญหา การรับมือกับการเผชิญเหตุ การเยียวยา และการฟื้นฟูในอนาคต นายกฯ บอกว่า อ่านข้อความแจ้งเตือนไม่รู้เรื่อง คนที่เป็นผู้นำประเทศยังอ่านแจ้งเตือนไม่รู้เรื่อง แล้วประชาชนจะรู้เรื่องได้อย่างไร และเราทราบว่า ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคมนี้ น้ำอาจจะกลับมาอีก แต่กลับยังไม่มีการประกาศพื้นที่สาธารณภัย มันติดขัดอะไร ขณะที่การเยียวยาจนถึงวันนี้ ประชาชนยังมีคำถามและยังไม่ได้รับความชัดเจนจากรัฐบาล ขอยกตัวอย่างเรื่องเงินเยียวยาน้ำท่วมที่เทศบาลนครปากเกร็ด ที่ไม่ต้องใช้รูปถ่ายความเสียหาย ใช้เพียง 3 อย่าง คือบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน บุ๊คแบงค์ ยื่นเมื่อวาน วันนี้ได้รับ จ่ายเป็นครัวเรือน ครัวเรือนละ 1,000 บาท
“คำถามคือวันนี้ผมลองท้าเลยหากไปถามองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเทศบาลอื่น อบต.อื่น ไม่มีหลักเกณฑ์แบบเดียวกัน บางพื้นที่ก็ไม่ทำเช่นนี้ เพราะเขากลัว สตง.เล่นงาน ถ้าพวกเรามีอำนาจในการบริหารประเทศผู้นำประเทศที่ดีคือการเห็นตัวอย่างที่ดี ใช้อำนาจของตัวเองเซ็นหนังสือสั่งการ อำนาจในปลายปากกาท่านสั่งการลงไปให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งทั่วประเทศ ให้เขาสบายใจว่า สามารถจ่ายเงินเยียวยาแบบนี้ได้ สตง.ไม่เล่นงาน เอาอำนาจนายกฯ เป็นหลังพิงให้กับท้องถิ่น แล้วเงินเยียวยาจะถึงมือประชาชนเร็วยิ่งขึ้น”
— ณัฐพงษ์ กล่าว
ณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ท้องถิ่นบางแห่งมีเงินเขาพร้อมที่จะจ่าย แล้วรัฐบาลไปเยียวยาอย่างอื่นเช่น ค่าซ่อมบ้าน หรืออย่างอื่นก็ว่าไป ซึ่งเป็นการเยียวยาอีกระดับหนึ่ง แต่วันนี้กลับยังไม่เห็นคำตอบเช่นนี้อย่างชัดเจนจากคนที่ชื่ออนุทิน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการฟื้นฟูเมือง ฟื้นฟูวิถีชีวิต การทำมาค้าขายการขนส่งของประชาชนให้เร่งกลับมา รวมถึงควรมีการฟื้นฟูความเชื่อมั่น จะต้องพูดถึงแผนบริหารจัดการน้ำในภาพรวมให้ชัดเจนว่า ในอนาคตจะไม่เกิดซ้ำร้อยเช่นนี้อีก แต่วันนี้คงคาดหวังไม่ได้ ลำพังแค่ความรับผิดชอบมาตอบในสภาฯ นายกฯ ยังมาไม่ได้ จะไปคาดหวังการแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างไร
“ดังนั้น หากวันนี้หากเพื่อนสมาชิกเห็นด้วยกับผมว่า วันนี้เราต้องการภาวะผู้นำจากคนที่ชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล มากที่สุด ก็ขอให้เห็นด้วยกับญัตติผม ลงมติเห็นชอบกับญัตติที่ผมเสนอให้นายกฯ เข้ามาตอบชี้แจงในสภาฯ ในคราวถัดไป”
— ณัฐพงษ์ กล่าว
โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานที่ประชุมในเวลาต่อมา แจ้งว่า ได้ปรึกษาหารือกับประธานวิปทั้ง 2 ฝ่าย และตัวแทนพรรคการเมืองทุกพรรคในการที่จะอภิปรายญัตติด่วนด้วยวาจา และเนื่องจากปัญหาอุทกภัยครั้งนี้ได้รับผลกระทบหลายจังหวัด ซึ่งสภาฯ ได้นัดหมายประชุมในวันที่ 2 ตุลาคม เราได้หารือกันแล้วว่า จะงดประชุมในวันดังกล่าว และจัดประชุมชดเชยในสัปดาห์ต่อไป
ด้าน ปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร สส.นครนายก พรรคกล้าธรรม อภิปรายว่า การพยากรณ์อากาศปริมาณฝนจากกรมอุตุนิยมวิทยา อยากให้ไปศึกษาจากเพจ ที’ ลมฟ้าอากาศ ทำไมถึงไม่เคาะเลยว่า ตกเท่าไหร่ ท่วมหรือไม่ ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การบริหารจัดการน้ำที่มั่นใจว่า ยังเอาอยู่ ก็เจ๊งทุกที เมื่อปล่อยให้ฝนตกต่อเนื่อง และน้ำไหลลงมารวมกัน ก็ทำให้เกิดน้ำท่วม จึงขอติงสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เปลี่ยนม้ากลางศึก เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแย่กว่าเก่า กรมชลประทานไม่ใช่ที่ฝึกงานของใคร ชาวบ้านต้องการคนที่เชี่ยวชาญเข้าใจงาน หากไม่เข้าใจ ท่านคงมีเบอร์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า โทรไปปรึกษาเขาได้ ท่านอยู่มาตลอด ไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ประชาชนลำบาก เราต้องถอดบทเรียนอีกกี่ครั้ง ถึงจะพร้อมรับมือ อุทกภัยภัยพิบัติ วัวหายเราก็ล้อมคอกกันทันที ครั้งที่แล้วไฟไหม้ก็ซ้อม กันใหญ่เลยรอบนี้น้ำท่วม ท่านจะซ้อมกันอีกเมื่อไหร่ ถึงเวลาแล้วที่หากจะต้องถอดบทเรียน วันนี้ชาวบ้านถอดหมดแล้ว หมดเนื้อหมดตัวไม่เหลืออะไรเลย
นอกจากนี้ การเยียวยาควรสมเหตุสมผล ยังมีผู้ประกอบการโรงแรมรีสอร์ทร้านอาหารที่ต้องเริ่มต้นชีวิตกันใหม่หมด หลังละ 9,000 บาทนั้น น้อยเกินไป หลังที่เล็กตัดเงินก็ได้ ส่วนหลังที่ใหญ่ก็นำเงินไปเพิ่มให้เขา เพื่อให้ประชาชนได้หายใจหายคอจากวิกฤตที่เกิดขึ้น สุดท้ายความเห็นใจไม่ต้องมา เอาเงินเยียวยามา เอาข้าวมาให้เขากิน มีที่พักพิง ให้เขานอนหลับได้
จากนั้น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ขอถ่ายทอดสิ่งที่ได้พบเห็นจากการลงพื้นที่ 4-5 วันที่ผ่านมาคือ
1.การเตือนภัย ประชาชนที่ประสบภัยได้รับคำเตือนเมื่อสายเกินไป ไม่มีคำเตือนก่อนหน้านี้ที่เป็นรูปธรรมให้ปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง ถ้าไม่ปรับปรุงปัญหาจะลุกลามสร้างความเสียหาย ทั้งที่สามารถหลีกเลี่ยง บรรเทาได้ หากการเตือนภัยมีประสิทธิภาพ
2.การเตรียมรับมือ พื้นที่ประสบน้ำท่วมหนัก ล้วนสัมพันธ์กับคลองแสบแสบ แต่การพร่องน้ำให้สัมพันธ์กับสภาพอากาศกลับไม่ได้ทำ อุโมงค์ยักษ์ทำงานได้แค่ร้อยละ 60 เหตุใดไม่สามารถระบายน้ำได้ ทุกคลองที่อยู่ใกล้อุโมงค์ยักษ์ มีแต่น้ำเอ่อล้น
3.ขาดการบริหารจัดการโดยสิ้นเชิง วันที่ไปแฟลตคลองจั่น หรือเคหะร่มเกล้า ถ้าไม่มีอาสาสมัครก็เหมือนไม่มีการดำเนินการแก้ปัญหาอะไร ทั้งสองที่ขาดการบริหารจัดการแก้ปัญหา เหมือนที่เคยเกิดขึ้นที่อ.หาดใหญ่ แต่ยังเกิดซ้ำ เพราะขาดการประสานงานเรื่องการบัญชาการแก้ปัญหา ขณะที่ต่างจังหวัดมีผู้บริหารท้องถิ่นที่แก้ปัญหาได้ดีกว่า
4.ปัญหาการเยียวยา แม้จะมีกองทุนระบบภัยพิบัติแห่งชาติ แต่จะใช้ได้หรือไม่ เพราะเป็นเหตุที่เกิดขึ้นก่อนทำสัญญา
อภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่หลักเกณฑ์การเยียวยา 9,000บาท ก็มีคำถามว่า คนที่อยู่บนแฟลตสูงๆ ถูกน้ำท่วม ออกมาไม่ได้ก็ได้รับความเดือดร้อนเช่นกัน จะได้รับเงินเยียวยาก้อนนี้หรือไม่เมื่อครั้งเกิดเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ จ.สงขลา บอกจะถอดบทเรียน ตั้งคณะกรรมการมาศึกษา แต่เชื่อว่า การตั้งกรรมการคงไม่ได้อะไร เพราะคนเป็นกรรมการ ต้องปกป้องหน่วยงานตัวเอง ขอเสนอให้ตั้งคณะกรรมการอิสระมาถอดบทเรียน และถึงเวลาต้องปรับปรุงกฎหมายสาธารณภัยครั้งใหญ่ให้มีหน่วยงานบัญชาการประสานงานกับคนมีน้ำใจ ทั้งภาครัฐ เอกชน เพราะบ้านเราไม่ขาดเรื่องน้ำใจ แต่ขาดการบริหารจัดการประสานงาน




