วันที่ 25 พฤาภาคม พ.ศ.2569 ที่รัฐสภา คณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา พรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค ปิยรัฐ จงเทพ สส. บัญชีรายชื่อ พร้อมด้วย พิศาล มาณวพัฒน์ เพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมบริหารรัฐบาลพรรคประชาชน ร่วมกันแถลงข่าวการเปิดกระบวนการทุจริตนำคนต่างชาติเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย หรือ คนเทาเข้าไทย พร้อมข้อเสนอทบทวนหลักเกณฑ์ Elite Card
ณัฐพงษ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีต้องการจัดการกับปัญหาคอรัปชั่น แต่สิ่งที่เห็นในวันนี้คือรัฐบาลปล่อยประละเลยให้ระบบราชการไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการอาชญากรข้ามชาติ ตั้งแต่การติดสินบนคนเข้าเมือง การฟอกเงิน เครือข่ายสแกมเมอร์ และการค้าอาวุธสงคราม โดยยกกรณี “หมิง เฉิน ซัน” เป็นกรณีที่ทำให้เห็นว่าหากไม่เกิดเหตุบังเอิญที่เกิดอุบัติ ตำรวจไทยก็จะไม่เห็นสิ่งที่เครือข่ายสีเทากำลังขยายในประเทศประเทศไทย ซึ่งท่ามกลางการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวในประเทศไทย แต่ก็มีการเปิดประตูทำให้คนเทาจากต่างประเทศเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฮับสีเทา ในการดำเนินธุรกิจสีเทาทำธุรกิจเครือข่ายอาชญากรข้ามชาติ
ด้าน ปิยรัฐ กล่าวว่าหากไม่มีคดี “หมิง เฉิน ซัน” หรือ คดีลักพาตัว รีดไถชาวจีน6 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นอาชญากรเสียเอง อาจจะไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ในสังคม ซึ่งคดีเหล่านี้ไม่ได้พึ่งเกิดขึ้น โดยในช่วง 4-5 ปี มีมาโดยตลอด เปรียบว่าเป็น “ไตรภาคีสีเทา” ที่ประกอบไปด้วยอาชญากร เจ้าหน้าที่ของรัฐ และทุนสีเทาขนาดใหญ่ เป็นองค์ประกอบ และเปรียบเปยว่าเป็นวงจร “ปลิงกินพยาธิ” หมายถึงหน่วยงานองค์กรที่มีอำนาจรัฐ แต่ใช้อำนาจในทางมิชอบ ไม่ต่างจากปลิงที่ดูดเลือดดูดเนื้อ และหากินกับพยาธิ หรือหากินกับพวกที่มีส่วนทำให้ระบบนิเวศมีปัญหา กลับมีการตั้งหน่วยรีดไถจับกุม หรืออุ้มเรียกค่าไถ่ หรือไปเป็นพันธมิตรจัดหาอาวุธให้ ซึ่งเรื่องนี้สถานทูตจีนรับทราบข้อมูลและส่งให้ทางการไทย นำไปสู่การจับกุมที่จังหวัดสระแก้วและขยายผลจากตำรวจ 56 คน
ปิยรัฐ กล่าวต่อว่า หากไม่เกิดอุบัติเหตุจะได้ทราบเรื่องนี้หรือไม่ หรือหน่วยข่าวรู้อยู่แล้ว แต่หลับหูหลับตา โดยมองว่ามี 2 ประตู 1. กลุ่มมดงาน เข้ามาในกลุ่มคนทำงาน ในรูปแบบครูสอนศาสนา มูลนิธิ ซึ่งหน่วยงานปกครองที่อนุญาตจัดตั้งมูลนิธิปล่อยประละเลย จนมีมูลนิธิเกลื่อน บ้านเกลื่อนเมือง โดยให้ชาวจีนอาศัยเงื่อนไขนี้ถือครองวีซ่าพำนักระยะยาว 2. จดจัดตั้งบริษัทเพื่อจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลให้กับคนไทยที่ถือครองทะเบียนเป็นผู้ถือหุ้น หรือที่เรียกกันว่านอมินี เมื่อถือหุ้นให้ 50% เมื่อมีการประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หรือธุรกิจขนาดใหญ่จะมีการเปลี่ยนผ่านมือให้กับคนจีน ซึ่งเงินที่มาไม่สามารถตรวจสอบได้
ปิยรัฐ ยังเปิดเผยถึงรายชื่อบัญชีบริษัทที่ต้องสงสัยในการครอบครองทรัพย์สินในรูปแบบนมินีให้กับทุนจีน โดยผู้ถือหุ้น 1 คน ใน 23 บริษัท ซึ่งบริษัทมีชื่อคล้ายภาษาจีนเช่น “บ.หมิงไคเม่ายี่ จำกัด“ จดทะเบียนวันที่ 23 เมษายน 2565 แต่ถือครองซื้อบ้าน โครงการขนาดใหญ่ย่านลาดพร้าว ในวันที่ 29 เมษายน 2565 มูลค่าไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งในจำนวน 23 บริษัทมีไม่ต่ำกว่า 10 บริษัทที่พบว่าถือครองสิทธิ์ในหมู่บ้านแกีนด์บางกอกบูรวาท ศรีนครินทร์ โดยเฉพาะนอมินีถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 49 จึงต้องตามต่อว่าเงินเหล่านั้นจะนำไปสู่การฟอกเงินหรือไม่ โดยใช้กลไกของกรรมาธิการการกฎหมายฯ ในวันที่ 4 มิถุนายนนี้จะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงโดยเฉพาะกรณีการเรียกค่าไถ่ชาวจีน
ขณะที่ พิศาล กล่าวถึงความจำเป็นในการเข้มงวดกับวีซ่าระยะยาว เพื่อปิดช่องทางรลัด ที่ชญากกรรมข้ามชาติจะเข้ามาดำเนินการผิดกฎหมายได้ไทย ที่จะต้องทำตั้งแต่ต้นทางที่รัฐอุปถัมภ์ผ่านการออกใบอนุญาตพิเศษ 2 ใบ 1. บัตรไทยแลนด์อีลิทการ์ดอยู่ได้ 5-20 ปี โดยการจ่ายเงินตั้งแต่ 650,000 - 5,000,000 บาท รัฐบาลจะอำนวยความสะดวกพำนักระยะยาวอย่างถูกกฎหมาย แต่เป็นช่องโหว่ที่ไม่มีการตรวจสอบที่มาของเงิน และพฤติกรรม รวมถึงคุณสมบัติหลังจากให้ใบอนุญาต ที่ผ่านมาพบผู้ถือใบอนุญาตเป็นผู้หนีคดี ติดหมายจับสากล เป็นอาชญากรในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เข้าออกประเทศไทยอย่างเสรี รวมถึง “หมิง เฉน ซัน” โดยมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาอาชญากร และทุนสีเทา พบว่าคนต่างชาติที่ซื้อบัตรนี้สูงสุดเป็นสัญชาติเดียวกันกับกรณีที่มีการทำผิดกฎหมายมากที่สุด 2.ใบอนุญาตพิเศษเรื่องวีซ่าระยะยาว ซึ่งตั้งแต่ปี 2565 ถึง 2568 ออกใบอนุญาตให้แล้วกว่า 7,000 คน ที่ตอบโจทย์ในการดึงบุคคลที่มีทักษะเข้ามาทำงานในประเทศไทย
“ใบอนุญาตทั้งสองมีประโยชน์กับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่รัฐบาลไทยต้องทำคือเพิ่มความเข้มงวดตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่เฉพาะตอนสมัคร หน่วยงานที่อนุญาตที่ให้อยู่คือ ตม. กับหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ปปส. ต้องร่วมมือกันพิจารณาว่าในบรรดาคนที่ได้รับใบอนุญาตมีมีคนอยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังจำนวนกี่ราย และต้องตรวจสอบเป็นระยะ และรายงานผลการตรวจสอบให้ประชาชนและรัฐสภาทราบ” พิศาล กล่าว
เพียงพนอ กล่าวถึงตัวชี้วัดความสำเร็จในส่วนราชการเรื่องความมั่นคงใหม่ ในเรื่องวีซ่าและการบังคับใช้กฎหมาย เพราะยังมีช่องว่างเรื่องการบังคับใช้กฎหมายอยู่ โดยเฉพาะการอยู่เกินระยะเวลา ซึ่งรัฐมีกฎหมายอยู่แล้วในเรื่อง พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง ถ้าเรามีข้อมูล ต.ม. ก็ทราบอยู่แล้วว่าอยู่ได้ระยะเวลาเท่าไหร่การปล่อยปละละเลยให้อยู่นาน แสดงว่าเราก็มีปัญหา หรือการเข้ามาทำอาชีพที่สงวนไว้ให้คนไทย หากจะใช้การแบบนี้กฎหมายต้องลงโทษปรับผู้ที่อยู่เกินและผลักดันให้ออกนอกประเทศ และต้องทำความเข้าใจกับสถานทูตทุกประเทศ เพื่อให้ปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศไทย นอกจากนี้ยังต้องมีข้อกำหนดชัดเจน ว่ากำหนดให้อยู่ต่อเท่าไหร่และนับเท่าไหร่ซึ่งต้องมีข้อกำหนดชัดเจน เช่น หากจะอยู่ต่อต้องมีตั๋วเครื่องบินขากลับ ต้องมีหลักฐานแสดงค่าใช้จ่าย และหลักฐานที่อยู่ให้ชัดเจน ส่วนผู้ประกอบการที่เปิดให้คนต่างด้าวเข้ามาอยู่โดยผิดกฎหมายก็จะต้องร่วมมือกัน ซึ่งทั้งหมดนี้คือเรื่องของการทบทวนวีซ่า
เพียงพนอ กล่าวว่า ส่วนข้อเสนอเพิ่มเติม ก็ขอเสนอว่าจะต้องทบทวนประเทศที่เปิดให้วีซ่าฟรี ทำให้คนต่างด้าวเข้ามาง่าย ๆ เพราะเชื่อว่าหน่วยงานรัฐไม่ว่าจะเป็นสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมราชทัณฑ์ หรือ DSI ก็มีข้อมูลอยู่แล้ว อย่างในกรณีที่ตำรวจบุกเข้าไปจับชาวไนจีเรียทั้งหมด 6 คน เข้ามาด้วยวีซ่านักเรียนและอยู่เกินระยะเวลา คำถามคือคนเหล่านี้อยู่ต่อได้อย่างไร เพราะต้องมีการต่อวีซ่า ซึ่งผ่านขั้นตอนเหล่านี้มาได้อย่างไร ทางโรงเรียนที่ออกหนังสือรับรองมีกระบวนการอย่างไรบ้าง รัฐบาลเองต้องมีการประสานข้อมูลและกำหนดออกมาว่ามีชาติหรือคนของบางประเทศที่เราต้องดูเป็นพิเศษ และถ้าจะเข้าเมืองมาต้องขอวีซ่าไม่ใช่ได้วีซ่าฟรี
เพียงพนอ ยังกล่าวด้วยว่า รัฐบาลต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องความอ่อนไหวและอาจมีการกระทำความผิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น การสวมสิทธิ์คนตายและได้สัญชาติไทยไป และการแจ้งเกิดทิพย์ ซึ่งเราต้องทบทวนช่องโหว่และลงโทษเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่เรื่องต่างชาติถือครองที่ดินผ่านนอมินี หลายครั้งคนไทยกลายเป็นพลเมืองชั้น 2 ชั้น 3 ก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ต่อไปในอนาคต
ราชการไทยต้องเปลี่ยน KPI การจัดการความมั่นคงใหม่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบหลัก เพราะเกี่ยวข้องกับทุกกระทรวง โดย KPI ข้อแรก คือ กระบวนการบังคับโทษต้องรวดเร็วและเด็ดขาด ข้อสอง เปิดเผยข้อมูลให้เป็นสาธารณะ และ ข้อสามขอให้มีระบบการติดตามความคืบหน้าของคดี
พิจารณ์ กล่าวว่า เราปฏิเสธไม่ได้ว่านี่เป็นวิกฤตด้านความมั่นคง นี่ไม่ใช่ภัยทางการทหารจากต่างชาติแต่คือระบบนิเวศที่เราปล่อยให้ทุนเทาคืบคลานเข้ามาในระบบเศรษฐกิจและสังคมดังนั้นการแก้ไขปัญหานี้ คือการกวดขันและบังคับใช้กฎหมาย และเป็นเจตจำนงทางการเมืองของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เป็นนายกรัฐมนตรีและเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทินต้องทราบดีถึงปัญหาที่เกิดขึ้น
"ต้องยอมรับว่าตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำอยู่ใต้จมูกของนายกรัฐมนตรีทั้งนั้น วันนี้เราต้องท้าทายไปที่ตัวนายกรัฐมนตรีว่าจะแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญ เจตจำนงทางการเมืองที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจังหรือไม่ ผมตั้งข้อสังเกตว่าผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากกลุ่มทุนเทาเหล่านี้ ไม่สามารถที่จะรอดสายตาของข้าราชการเจ้าหน้าที่รัฐไปได้ มีผลประโยชน์เกิดขึ้นระหว่างการแน่นอน และผลประโยชน์เหล่านี้ส่งทอดมายังกลุ่มการเมืองหรือไม่ นี่คือท่อน้ำเลี้ยงให้กับบ้านใหญ่ ในกลุ่มการเมืองซีกฝั่งรัฐบาลหรือเปล่า" พิจารณ์ กล่าว
พิจารณ์ กล่าวต่อว่า การปฏิบัติงานของรัฐบาลหลังจากนี้ การสั่งการของนายอนุทินจะเป็นบทพิสูจน์ เราไม่จำเป็นที่จะต้องเอาการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไปแลกกับความล้มเหลวทางด้านความมั่นคงเราเปิดบ้านเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว ไม่ได้เปิดบ้านเพื่อรับอาชญากรรมข้ามชาติการคัดกรองคนจำเป็นต้องทบทวนและสังคายนา เราจะติดตามการทำงานของนายอนุทินในฐานะ มท. 1 อย่าปล่อยให้ประเทศเราต้องแลกกันกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวกับการเสี่ยงภัยทางด้านความมั่นคง




