ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะนายทะเบียนพรรคประชาชนให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า พรรคให้โฟกัสเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหลัก แต่ไม่ว่าจะมีพรรคการเมืองใดเริ่มยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคประชาชนยืนยันว่าในฐานะที่เป็นพรรคฝ่ายค้านเราพร้อมที่จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในทุกมิติแน่นอน ส่วนจะเป็นการยื่นอภิปรายด้วยตัวเองของพรรคประชาชนที่มีเสียงสส.ครบหรือไม่ ยังอยุ่ในขั้นการพิจารณา ซึ่งคงจะพิจารณาประกอบตามเงื่อนที่ปรากฎใน MOA เพราะคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า 2 ใน 5 ข้อนั้นเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ
“ส่วนคุณสมบัติของรัฐมนตรีรายบุคคล ก็ไม่ต้องรอให้มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากรัฐบาลเห็นว่าบุคคลเหล่านั้นมีคุณสมบัติที่มีปัญหา หรือมีข้อกังขาสำหรับประชาชนก็สามารถใช้กลไกอื่นจัดการได้อยู่แล้ว เพื่อให้การเดินหน้าตามข้อตกลง MOA เป็นไปด้วยดี และเป็นสิ่งที่รัฐบาลประกาศไว้เองว่าจะเป็นผู้ปราบปรามธุรกิจสีเทาต่าง ๆและผลจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับความจริงใจของรัฐบาล ถ้าไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหาการเปิดอภิปรายไม่ว่าจะเป็นมาตรา 151 หรือ 152 หรือการยื่นตรวจสอบคุณสมบัติอื่นๆ ก็เป็นอาวุธหรือเครื่องมือที่ฝ่ายค้านเตรียมไว้ทุกมิติ”
— ณัฐวุฒิ กล่าว
ณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า เข้าใจว่า สส.ของพรรคประชาชนมีการหารือมาโดยตลอดว่า จะใช้เครื่องมือใดในการตรวจสอบรัฐบาล โดยจะเป็นการยื่นญัตติอภิปรายเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ ไม่ว่าจะเป็นตามมาตรา 151 หรือ 152 ซึ่งคงต้องหาข้อสรุปของที่ประชุมสส.พรรคและผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป
ณัฐวุฒิ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐสภา ยังเปิดเผยว่า ขณะนี้การพิจารณาโดยภาพรวมได้เดินหน้าไปทั้งหมดแล้วและเมื่อพิจารณารายมาตราได้เดินมาถึงพิจารณากลไกที่เกี่ยวข้องกับเรื่องรับฟังความคิดเห็นและความสัมพันธ์กับรัฐสภาไปแล้ว และการประชุมในวันนี้จะเป็นการพิจารณาหลักการพื้นฐาน เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าทุกอย่างจะต้องถามประชาชน ซึ่งจะทำต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนว่าหากจะมีรัฐธรรมนูญฉบับจะมีขั้นตอน รูปแบบ กระบวนการจัดทำอย่างไร ซึ่งต้องมีหลักการพื้นฐานเพียงพอที่จะระบุให้ประชาชนเข้าใจว่าการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกี่ยวข้องกับเขาอย่างไร
“ยืนยันว่าการพิจารณาทั้งหมดจะแล้วเสร็จในวันที่ 21 พ.ย.ซึ่งเราค่อนข้างมั่นใจและการพิจารณาไม่ใช่ว่าจะเดินหน้าอย่างเดียว แต่เราพิจารณาอย่างละเอียดและรอบคอบ อย่างไรก็ตาม ยังมีขั้นตอนทางธุรการในเรื่องของการเชิญผู้แปรญัตติและการจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์ เพื่อส่งให้ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เพื่อนำแจ้งต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงความพร้อมของรัฐธรรมนูญที่จะนำไปสู่การเปิดประชุมสมัยวิสามัญ”
ณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องมีการตรวจสอบละเอียดและรอบคอบ ฉะนั้นจึงจะมีการหารือในที่ประชุมว่า จะขอประชุมเพิ่มเติมในวันอังคารและวันพุธได้หรือไม่ และหากเป็นไปตามกรอบทั้งหมด คาดว่า ในขั้นตอนทางธุรการจะจบอย่างแล้วเสร็จในวันพุธที่ 26 พ.ย. และเมื่อเสร็จสิ้นจนจะรีบดำเนินทางธุรการส่งเอกสารทั้งหมดไปยังประธานรัฐสภา และเมื่อส่งไปให้ครม.พิจารณาก็ยังมั่นใจว่าในการประชุมครม.ในวันที่ 25 พ.ย.ควรจะต้องมีมติว่าเห็นควรให้มีการกราบบังคมทูลฯ เพื่อให้เปิดสมัยประชุมวิสามัญฯหรือไม่ เชื่อว่าน่าจะอยู่ในกรอบระหว่างวันที่ 8-11 ธ.ค.
ทั้งนี้ ทางกมธ.จะต้องตั้งคำถามเพื่อทำประชามติหรือไม่นั้น ณัฐวุฒิ กล่าวว่า เรื่องนี้เราพิจารณากันหลายรอบ และได้มีการเชิญหน่วยงานต่างๆ มาให้ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้ข้อสรุปตรงกันว่า คำถามน่าจะเป็นครม.เป็นผู้ตั้งคำถาม แต่ในส่วนของญัตติที่จะนำไปสู่การมีคำถามไม่ว่าจะเป็นคำถามที่ 1 และคำถามที่ 2 จะต้องไปจากรัฐสภา ก็คงขึ้นอยู่กับฝ่ายการเมืองจะคุยกันอย่างไร แต่เชื่อว่าจะต้องพิจารณาญัตติที่เกี่ยวข้องกับการตั้งคำถาม เพื่อนำไปสู่ประชามติ ในวาระ 2 หรืออย่างช้าที่สุดในวาระ 3
เมื่อถามถึงคุณสมบัติของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นได้หรือไม่ ณัฐวุฒิ กล่าวว่า เป็นประเด็นที่ยังรอการพิจารณาอยู่ ซึ่งคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามอยู่ในระหว่างที่คณะกรรมการกฤษฎีกาขอปรับแก้ถ้อยคำ โดยใส่ทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องเช่น การห้ามไม่ให้ผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางกรเมืองเข้ามานั่งในคณะกรรมการยกร่าง และคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นหรือไม่ ซึ่งคาดว่าไม่เกินวันที่ 21 พ.ย.คงจะมีคำตอบที่ชัดเจนว่าจะมีการกำหนดสิ่งเหล่านี้หรือไม่
สำหรับเงื่อนไขการแก้รัฐธรรมนูญ ยุบสภา และยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ดูเหมือนเกี่ยวพันกันไปหมด ทางกมธ.มีความกังวลหรือไม่ว่าสุดท้ายแล้วรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นตัวประกัน และต้องแท้งไป ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ในช่วงต้นของการประชุมกมธ.ก็มีความกังวลในส่วนนี้ ถ้าเรามองว่ารัฐธรรมนูญเป็นตัวประกัน เราคงทำให้รัฐธรรมนูญเสร็จไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว การที่ยังไม่เสร็จไม่ใช่มีฝ่ายหนึ่งดึง แต่เราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและต้องไม่มีประเด็นใดๆ ที่อาจจะนำไปสู่การร้องหรือการยื่นตีความที่จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเสียไป เพราะฉะนั้นต้องให้ความเป็นธรรมกับกมธ.ทุกคนที่อาจมีภารกิจ อย่างไรก็ตาม เราชัดเจนว่า เราขอทำหน้าที่ บทบาทของกมธ.ทั้ง 43 คนให้ครบถ้วนสมบูรณ์ และพยายามจะทำหน้าที่โดยเร็ว เพื่อให้อย่างน้อยจะมีหลักประกันว่า เราทำได้เร็ว และมีการพิจารณาอย่างก้าวหน้าไปตามลำดับ เหตุผลเรื่องอื่นๆ ที่จะทำให้การเมืองมามีผลต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะจุดนี้คือจุดสำคัญที่สุดที่จะปลดล็อกไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 60
“ผมยืนยันในนามในนามของกมธ. โดยไม่ได้ติดว่าณัฐวุฒิมาจากพรรคไหน ฝ่ายไหน ก็ขอโอกาสจริงๆ เพราะกมธ.อยากให้โอกาสที่ดีที่สุดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น ส่วนท้ายที่สุดการเมืองจะเป็นอย่างไรก็เกินกว่าที่กมธ.จะตอบได้ แต่ยังมั่นใจว่าสาระสำคัญจะจบในสัปดาห์นี้ และเมื่อเปิดสมัยประชุมวิสามัญแม้จะมีเรื่องอื่น ผมก็ยังมั่นใจว่าความสนใจจะกลับมาที่การพิจารณารัฐธรรมนูญ เพราะเกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนทั้งหมดอย่างแท้จริง”
— ณัฐวุฒิ กล่าว




