‘เต้น’ ชี้ ‘นิรโทษกรรม ม.112’ ยังมีเวลาหารือ

28 ต.ค. 2567 - 15:43

  • ไม่มีม็อบการเมือง ? ‘ณัฐวุฒิ' เผยสแกนแล้ว มีแต่ม็อบปากท้อง ยอมรับ ‘นิรโทษกรรม’ ยังเห็นต่าง

  • จับตาปิดสมัยประชุม พรรคการเมือง คุยหาข้อสรุป มั่นใจ พร้อมมั่นใจรัฐบาลไม่สร้างเงื่อนไขขัดแย้งเพิ่มเน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

  • เมิน ‘เหวง’ แซะเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์เส้นทางเอง

Nattawut_Amnesty_Law_Section_112_SPACEBAR_Hero_3b7adfe507.jpg

'ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ' ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล พร้อมสัมภาษณ์ สื่อมวลชนเป็นครั้งแรก ว่าความจริงได้มีโอกาสเข้ามาที่ทำเนียบรัฐบาลหลายครั้งแล้ว มาพูดคุยกับทีมงาน ซึ่งวันนี้ยังไม่ได้พบกับนายกรัฐมนตรี สำหรับสถานที่ทำงานหลักๆ จะเป็นที่บ้านพิษณุโลก 

เมื่อถามว่า นายกฯ ได้มอบหมายให้มาดูประเด็นอะไร ณัฐวุฒิ กล่าวว่า จากในคำสั่งแต่งตั้ง คงจะปฏิบัติหน้าที่ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย ทั้งเรื่องการติดตามประเมินสถานการณ์ ประสานงานทางการเมือง ตลอดจนการเคลื่อนไหวอื่นๆ โดยทำงานร่วมกับคณะทำงาน ส่วนต่างๆ นอกเหนือจากนั้นก็สุดแท้แต่นายกรัฐมนตรี จะมอบหมายภารกิจอะไรเพิ่มเติม 

เมื่อถามว่านายกฯ ได้ให้มาดูเรื่องของกลุ่มผู้ชุมนุมต่างๆด้วยหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตอนนี้กลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมือง ยังไม่ได้ปรากฏความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ส่วนผู้ชุมนุมที่มีข้อเรียกร้องหรือประสบความเดือดร้อน จากปัญหาการทำกินหรือการดำรงชีพต่างๆ ก็มี ‘สมคิด เชื้อคง’ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่รับเรื่องราวร้องทุกข์ ประสานงานความคืบหน้าอยู่แล้ว 

เมื่อถามว่า ในฐานะที่มีประสบการณ์ด้านการชุมนุม สถานการณ์ตอนนี้คิดว่าจะมีกลุ่มการเมืองเข้ามาเคลื่อนไหวหรือไม่ ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวจริงๆ มีมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่รัฐบาลของ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ อดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งในรูปแบบการชุมนุมตรงสะพานชมัยมรุเชฐ หรือรูปแบบการรวมตัวและแสดงความคิดเห็นต่างๆ แต่ในขั้นของการชุมนุมมวลชนขนาดใหญ่ หลักหมื่น หลักแสนคนเป็นเวลานานๆ อย่างที่เราเคยเห็นหลายครั้งในรอบ 20 ปีมานี้ เข้าใจว่ายังไม่น่าจะเกิดขึ้น  

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้มีหน่วยงานหรือปฏิบัติการอะไร ที่จะติดตามความเคลื่อนไหวเหล่านี้เป็นกรณีพิเศษ เพราะเราเคารพสิทธิเสรีภาพการแสดงออก และมุ่งเน้นการผลักดันผลงาน การแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนมากกว่า

เมื่อถามว่า หลังจากได้รับแต่งตั้งมา 3 สัปดาห์แล้ว ได้ให้คำปรึกษาหรือคำแนะนำอะไรกับนายกฯ บ้างหรือยัง ณัฐวุฒิ กล่าวว่า สำหรับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เราใช้การพูดคุยกันในวงของคณะทำงาน คงไม่ต้องแสดงความเห็นอะไรถึงรัฐบาล หรือนายกฯผ่านสื่อตรงนี้ หากเราเห็นว่าเรื่องนี้มีมุมมองอย่างไร หรือมีทัศนะประเมินสถานการณ์แบบไหน ก็นำเรียนไปตามช่องทาง 

เมื่อถามว่าในเรื่องของนิรโทษกรรม จะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวกระทบถึงรัฐบาลหรือไม่ ณัฐวุฒิ กล่าวว่า เรื่องนี้นิรโทษกรรมต้องแยกเป็น 2 ส่วน ในส่วนที่พรรคการเมืองเห็นตรงกันไม่มีข้อโต้แย้ง คือเห็นชอบว่าควรจะมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม เพื่อเป็นเครื่องมือหนึ่ง ในการลดความขัดแย้งทางการเมือง ในช่วงที่ผ่านมา ส่วนที่ยังเห็นต่างกับกฎหมายนิรโทษกรรมที่จะออก มาครอบคลุมถึงความผิด หรือการดำเนินคดีข้อหาใดบ้าง นั้น ความจริงมาตรา 112 ยังเห็นต่างกันอยู่   แต่เห็นว่าสภากำลังจะปิดสมัยประชุม และจะมีการพิจารณากฎหมายนี้ หรือไม่อย่างไร ก็อยู่ที่สมัยประชุมหน้า  

ดังนั้น ช่วงเวลาที่ว่างเว้นจากการประชุมสภาฯ เชื่อว่าพรรคการเมืองต่างๆ ตลอดจนกลุ่มก้อนภาคประชาชนที่ได้เคลื่อนไหว คงจะได้มีการปรึกษาหารือกัน และการที่จะเดินหน้าเรื่องนี้ หลักการคือจะต้องไม่ไปขยายความขัดแย้งใดๆ เพิ่ม จึงคิดว่าการรักษาบรรยากาศ ไม่ให้ช่วงเวลานี้ ไปมีเงื่อนไขความขัดแย้งอะไร หากจะพูดคุยกัน เช่น ทางพรรคเพื่อไทย โดย ‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม บอกว่าจะมีกรรมการยุทธศาสตร์และกรรมการบริหาร จะหารือและมีข้อสรุป ว่าจะมีร่างออกมา ประกบหรือไม่ รวมถึงส่วนอื่นๆก็เช่นเดียวกัน คิดว่าเป็นช่วงเวลาที่เขาคุยกันภายใน ถึงเวลาก็ต้องเอาไปคุยกันในสภา ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐสภา ที่จะไปพูดคุยกัน

"ส่วนจุดยืนของผมต่อเรื่องนี้ ผมได้แสดงความเห็นไปหลายที่ ยังคงมีจุดยืนเดิม และนี่เป็นจุดยืนส่วนตัว ที่พูดมาตลอด ก่อนที่จะมาทำหน้าที่ และหวังใจเวลาที่ยังเหลืออยู่ ข้อขัดแย้งหรือข้อแตกต่างต่างๆ แต่ละฝ่าย ที่กำลัง คิดไม่เหมือนกัน น่าจะยังมีเวลาปรึกษาหารือกันแลกเปลี่ยนกันได้"

ณัฐวุฒิ กล่าว

เมื่อถามว่ามีชนวนใดที่จะทำให้จุดม็อบได้ ณัฐวุฒิ กล่าวว่า การไม่ไปเพิ่มเงื่อนไขความขัดแย้ง กลับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด 

ถือเป็นเรื่องหลักที่ทุกรัฐบาลไม่ใช่แค่รัฐบาลนี้ ต้องยึดถือปฏิบัติอยู่แล้ว และจะสังเกตเห็นว่าตั้งแต่รัฐบาลนายกฯ เศรษฐา จนกระทั่งนายกฯ แพทองธาร ก็ไม่ได้มีท่าทีทำนองนี้ ขณะนี้เรื่องใหญ่ที่สุดของรัฐบาล คือพยายามผลักดันนโยบาย หรือเนื้องานในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชน ส่วนความขัดแย้งทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องเล็กและไม่ใช่เรื่องไม่สำคัญ แต่การจัดบรรยากาศ การจัดเวที ในการดำเนินการเรื่องนี้ มันมีความละเอียดอ่อน คิดว่าควรให้ฝ่ายการเมืองและฝ่ายสภาว่ากัน ใครมีความคิดเห็นแบบไหน ก็แสดงออกกันด้วยท่าทีและเวทีที่เหมาะสม น่าจะดีที่สุด 

เมื่อถามว่า ตั้งแต่มาเป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีได้พูดคุยกับ 'นพ.เหวง โตจิราการ' อดีตแกนนำ นปช. ออกมาเตือนว่า สักวันสิ่งที่เคยทำหรือพูดไว้ อาจจะกลับมาทำลายตัวเอง ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ยังไม่ได้มีโอกาสคุยกันเป็นทางการ แต่ก็มีเหตุผลในการตัดสินใจ มีวิถีทางในการเลือกเดิน และยังแน่ใจว่า ความเป็นตนเองตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบัน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง วิธีการคิดและเดิน อาจมีการปรับเปลี่ยนบ้าง ไปตามสถานการณ์ แต่เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ และตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ จากเพื่อนมิตรและพี่น้อง ตนเลือกที่จะเงียบ และทำตามในสิ่งที่เชื่อ เดินตามทางที่เลือก ให้เวลามันอธิบายเรื่องทั้งหมดดีกว่า 

เมื่อถามว่านโยบายดิจิทัลรวมถึงงานแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ ดูเหมือนจะยากขึ้น ต้องมีอะไรออกมาหรือไม่ เพื่อเรียกความเชื่อมั่น และเรียกคะแนนเสียงจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ทุกนาทีรัฐบาลเร่งทำงานกันอยู่แล้ว แต่ยังมีเวลาอยู่เกือบ 3 ปี เรื่องอะไรก็ตามที่สื่อมวลชนบอกว่ายาก มันอาจจะคลี่คลายง่ายขึ้น และมีผลที่ปฏิบัติได้ การทำงานทางการเมืองในรัฐบาลผสม ไม่มีอะไรที่จะเดินไปได้ก้าวใหญ่ๆและเร็วทุกเรื่องอยู่แล้ว เรื่องที่เห็นด้วย และเรื่องที่เห็นต่าง ก็เป็นหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่จะหาทางและมีข้อสรุปร่วมกัน เพื่อให้เดินไปต่อได้ เมื่อพรรคเพื่อไทย ตัดสินใจ ที่จะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ความรับผิดชอบทั้งหลายต่อปัญหาของพี่น้องประชาชน ก็ต้องทำกันให้เต็มที่ นโยบายและการแก้ไขปัญหาต่างๆจะปรากฏชัด ประชาชนจะเป็นผู้พิจารณาและตัดสินใจ  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังณัฐวุฒิ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน เสร็จสิ้นได้เดินไปไหว้ที่รูปของ 'ยุวดี ธัญญสิริ' หรือ 'เจ๊ยุ' นักข่าวอาวุโสประจำทำเนียบรัฐบาลซึ่งได้เสียชีวิตไปแล้ว พร้อมกล่าวว่า เห็นภาพเจ๊ยุ แล้วจุกเลย กำลังจะบอกพอดีว่า มาที่รังนกกระจอกแล้วคิดถึงแก เพราะตอนที่เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แกคอยอบรมอยู่ตลอด เวลาให้สัมภาษณ์เสร็จแล้ว ก็มานั่งพูดคุยกับแกอีก แต่นักข่าวที่นี่ทุกคนก็น่ารักที่ยังเอารูปแกติดไว้ที่รังนกกระจอก

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์