‘ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ’ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี แสดงความเชื่อมั่นว่า การสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่าง ‘แพทองธาร ชินวัตร’ นายกรัฐมนตรี กับ ‘สมเด็จฮุน เซน’ ประธานวุฒิสภากัมพูชา ไม่มีเจตนาขายชาติหรือยกอธิปไตยให้ต่างชาติ พร้อมย้อนพฤติกรรมกัมพูชาที่ละเมิดข้อตกลงหลายครั้ง ทั้งการจัดมวลชน ร้องเพลงชาติ วางทุ่นระเบิด และเรียกแรงงานกลับประเทศล่วงหน้า ตั้งข้อสังเกตว่า อาจวางแผนให้สถานการณ์บานปลายตั้งแต่ต้นปี
ณัฐวุฒิระบุว่า ท่ามกลางสงครามข้อมูล คนไทยไม่จำเป็นต้องเชียร์รัฐบาล แต่ต้องมีเอกภาพ เพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามใช้ข่าวลือทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศ พร้อมชี้ว่า ศบ.ทก. บริหารโดยผู้นำเหล่าทัพทุกเหล่ามาโดยตลอด จึงแยกกองทัพกับรัฐบาลออกจากกันไม่ได้
สำหรับข้อกังวลเรื่องจริยธรรม ณัฐวุฒิเห็นว่า เป็นเรื่องกว้างเกินจะให้ศาลใดมาตัดสินได้ แต่ก็เคารพกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมย้ำว่าได้แสดงความเห็นไว้ในหลักการเท่านั้น
ยันไม่ลืม ‘พี่น้องคนเสื้อแดงปี 53' ที่ยังไม่ได้ถูกเยียวยา
ขณะเดียวกัน 'กลุ่มเครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน' พร้อมด้วย 'ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน' เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งมี ‘ณัฐวุฒิ' เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นตัวแทนมารับหนังสือ
โดย ‘พูนสุข พูนสุขเจริญ’ ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิสนุษยชน เป็นตัวแทน กล่าวว่า เนื่องจากเราเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติทั้ง 3 ฉบับ อาจจะไม่ครอบคลุมเพียงพอ ในการนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองตลอดระยะเวลา 20 ที่ผ่านมา จึงมายื่นข้อเสนอถึงประธานคณะกรรมาธิการฯ 4 เรื่อง ดังนี้
- ระยะเวลาการนิรโทษกรรม ขอเสนอให้ครอบคลุมตั้งแต่ พ.ศ.2548-2568 หรือจนกว่าจะมีการบังคับใช้พระราชบัญญัติ
- ในส่วนฐานความผิด เมื่อพิจารณาจากบัญชีแนบท้ายร่างพระราชบัญญัติ ที่มีเพียง 12 ข้อ หรือถือเป็น 20 ฐานความผิด ซึ่งทำให้อาจตกหล่นบางฐานความผิดได้
- คดีเยาวชน ตั้งแต่ปี 63 เป็นต้นมา มีเยาวชนผู้ถูกดำเนินคดี 286 ราย ซึ่งเราคิดว่า เยาวชนควรจะได้รับการนิรโทษกรรมไปด้วยในครั้งนี้ ไม่มีเหตุผลอะไร ที่จะไม่ควรรวมการนิรโทษกรรมให้กับเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ในทุกฐานความผิด
- คณะกรรมการ เสนอให้ควรจะมีองค์ประกอบของทางภาคการเมืองและภาคประชาชนเข้าไปด้วย เพราะในร่างพระราชบัญญัตินั้น องค์ประกอบหลัก จะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรืออดีตศาล อัยการ เป็นหลัก แต่เรื่องนี้ไม่ใช่พิจารณาว่า คดีไหนถูกหรือผิด หรือเป็นการเมืองไม่ใช่การเมือง จึงควรจะมีคนที่ถูกดำเนินคดี และคนที่ติดตามสถานการณ์เรื่องนี้มาตลอด เข้าไปเป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการด้วย รวมถึงระยะเวลาที่คณะกรรมาธิการฯ พิจารณา ที่ไม่ว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ก็ตาม หากมีการกำหนดว่า คณะกรรมการนี้ จะยุบภายใน 6 เดือน หรือ 1 ปี หลังจากนั้น ก็ควรเปิดช่องให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจในการพิจารณาคดี เผื่อมีคดีไหนตกหล่น และนอกเหนือจากที่คณะกรรมการ จะพิจารณาคดีนิรโทษกรรมแล้ว ก็ยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่ควรพูดถึง คือเรื่องของการเยียวยา
ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ใน 2 ประเด็นแรก เป็นเรื่องที่เห็นตรงกันอยู่แล้ว และคณะกรรมาธิการฯ ได้มีการประชุมรวมถึงมีความเห็นร่วมกันเป็นมติของที่ประชุมไปแล้ว คือกรอบเวลาเริ่มต้นปี 48 จนถึงวันที่กฎหมายประกาศใช้ ส่วนเรื่องฐานความผิด ในบัญชีแนบท้ายนั้น แน่นอนว่ายังไม่ครอบคลุม และตกหล่นเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ในสัปดาห์ที่แล้ว กรรมาธิการฯ จึงมีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง และมีมติด้วยเสียงข้างมาก ว่าจะบรรจุบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติให้ระบุทั้งความผิด
โดยหลักคิดตรงกันว่า จะต้องเพิ่มจาก 12 ฐานความผิดในขณะนี้ จากการอ้างอิงรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ที่มีการระบุไว้ 25 ฐานความผิด อย่างไรก็ตาม กรรมาธิการฯ ไม่ได้ปิดกั้น ที่จะมีการเพิ่มฐานความผิดอื่น หากพบข้อเท็จจริงว่า มีผู้ที่ถูกดำเนินคดียังคงตกหล่น ไม่ได้ระบุไว้ในร่างกฎหมาย ก็สามารถดำเนินการ ในขั้นตอนการพิจารณาได้ ส่วนเรื่องเยาวชนและองค์ประกอบของคณะกรรมการนั้น เนื่องจากยังไม่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณา แต่ตนขอรับไว้ จะมีการนำไปหารือจนมีข้อสรุป และรายงานให้ทราบต่อไป แต่โดยเบื้องต้นในหลักการไม่มีอะไรขัดกันกับข้อเสนอนี้
ณัฐวุฒิ ยืนยันว่า การทำงานของคณะกรรมการฯ นั่งรวมกัน โดยคนที่เห็นต่างหรือเห็นตรงในทางการเมือง เพียงแต่เมื่อมีเจตนาร่วมกันว่า จะผลักดันสังคมไปสู่การคลี่คลายความขัดแย้ง โดยใช้การนิรโทษกรรมคดีความอันเกิดขึ้นจากการชุมนุมทางการเมืองหรือเกี่ยวเนื่องกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองในห้วง 20 ปีที่ผ่านมาเป็นเครื่องมือหนึ่ง เราตั้งใจว่าจะทำเรื่องนี้ให้คืบหน้า และแล้วเสร็จในชั้นกรรมาธิการฯ โดยเร็ว จากที่วางกรอบไว้ว่า จะอยู่ในเวลา 2 เดือนบวกลบ แต่ก็ต้องดูภารกิจของสภาใหญ่ด้วย ย้ำว่า ทุกนัดที่มีการประชุม เราทำงานการเต็มที่ ล่าสุดก็มีการขยับเวลาเพิ่ม
"ผมก็ไม่เคยมาทำหน้าที่นี้ในสภานี้เลย แล้วก็ไม่คิดว่าจะมาเป็นกรรมการใดๆ ชุดไหนกับเขาด้วย แต่เรื่องนี้ผมตามมาตลอด ผมเคยไปแสดงความคิดเห็นในคณะกรรมาธิการศึกษาเรื่องการนิรโทษกรรม ผมยังคงนั่งคุยกับกลุ่มแกนนำทั้งที่เห็นด้วย และเคยเห็นต่าง เคยเผชิญหน้ากันทางการเมือง พูดคุยกับกลุ่มมวลชนฝ่ายต่างๆ พูดคุยกับตัวแทนคนหนุ่มสาวที่เขาออกมาต่อสู้ พูดคุยกับผู้รู้เรื่องกฎหมาย ผู้รู้เรื่องกระบวนการยุติธรรม หารือกับผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายอื่นๆ และติดตามความคืบหน้าของเรื่องนี้ จนก่อนจะมีการนำเรื่องนี้เข้าพิจารณาในสภาวาระแรก แน่นอนว่า ทุกคนอยากให้ครอบคลุมที่สุด แต่ถ้าความจริงของสถานการณ์มันไปได้ไกลที่สุดแค่ไหน ก็ทำให้ได้มากที่สุดก็แล้วกัน ถ้ายังมีอะไรเหลืออยู่ ก็มาว่ากัน ณ เวลานั้นอีกครั้งหนึ่ง"
ดังนั้นเมื่อตัดสินใจว่า จะเข้ามาเป็นกรรมาธิการ และเมื่อกฎหมายได้ผ่านวาระแรกของสภา ได้เดินทางไปพบผู้ต้องขังคดีความทางการเมืองที่เรือนจำ และบอกกับเขาตรงๆ ว่า สภาฯ รับมาแบบนี้ และตนจะเข้ามาเป็นกรรมาธิการ ตนมั่นใจว่าตนเข้าใจพวกเขา และก็แน่ใจว่าเขาเข้าใจตน ย้ำว่า ภารกิจของคณะกรรมการธิการชุดนี้ ไม่ได้เป็นเพียงในห้องประชุมของคณะกรรมาธิการนี้ แต่ยังมีภารกิจบางด้านบางประการที่ต้องทำข้างนอก ซึ่งตนก็พยายามดำเนินการอยู่ และเชื่อว่าคณะกรรมาธิการทุกท่านก็กำลังพยายามดำเนินการอยู่
"เราจะทำให้มันออกมาดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ เราจะทำให้มันออกมาเป็นเครื่องมือของการคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยให้ได้มากที่สุด แม้ว่าขณะนี้รูปลักษณ์ของความขัดแย้งทางความคิดยังคงชัดเจน และลึกซึ้งอยู่ก็ตาม แต่ไม่มีสังคมไหนไม่ขัดแย้งทางความคิด เราต้องทำให้สังคมนี้พร้อมที่จะเปิดโอกาสให้คนแต่ละกลุ่มได้ตั้งหลักตั้งต้น และเดินหน้าชีวิตในฐานะผู้บริสุทธิ์ต่อไป"
— ณัฐวุฒิ กล่าว
ณัฐวุฒิ ยังกล่าวถึงคนบางกลุ่ม ซึ่งบางทีสังคมอาจจะมองพร่าเลือนไปแล้ว เช่น คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นชายชุดดำ เป็นกองกำลังติดอาวุธ ในการชุมนุม ปี 53 คนกลุ่มนี้ ถูกดำเนินคดี ถูกเอาไปขังในเรือนจำ และสู้คดีจนศาลยกฟ้อง เป็นผู้บริสุทธิ์จากกระบวนการยุติธรรม แต่คนกลุ่มนี้ไม่ได้รับการเยียวยา ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) สมัยรัฐบาล ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี จึงกลายเป็นว่าหลักเกณฑ์การเยียวยาชุดนั้น ได้สำหรับคนส่วนหนึ่ง และไม่ได้สำหรับคนอีกส่วน ซึ่งเป็นส่วนที่ข้อกล่าวหาฉกาจฉกรรจ์ นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ตนไปนั่งคุยมา และได้ไปตามข้อมูลที่กรมคุ้มครองสิทธิ์กระทรวงยุติธรรม ได้ข้อมูลมาปึกหนึ่งจะนำมาผลักดัน และหาทางออกที่ดีที่สุดในคณะกรรมาธิการชุดนี้เช่นเดียวกัน




