‘บิ๊กเล็ก’ ย้ำ 2 เงื่อนไขสำคัญก่อนพิจารณาปล่อย ‘เชลยศึกเขมร’

7 พ.ย. 2568 - 10:43

  • ‘รมว.กลาโหม’ ชี้ปล่อย ‘18 เชลยศึกเขมร’ ต้องเห็น “รูปธรรม” ก่อน

  • ระบุเฟสแรกเน้นถอนอาวุธหนัก–เก็บกู้ทุ่นระเบิด 5 พื้นที่เรียบร้อยจึงพิจารณาปล่อย

  • ย้ำไม่แตะ ‘มาตรการเปิดด่าน’ จนกว่า 5 ข้อเรียกร้องจะบรรลุ

‘บิ๊กเล็ก’ ย้ำ 2 เงื่อนไขสำคัญก่อนพิจารณาปล่อย ‘เชลยศึกเขมร’

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีข่าว “การเตรียมปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชา 18 คน” ว่า เรื่องนี้เป็นผลมาตั้งแต่การประชุมวันที่ 10 ก.ย. โดยมีการตกลงเงื่อนไข 4 ข้อ คือ

1. ถอนอาวุธหนัก

2. เก็บกู้ทุ่นระเบิด

3. จัดการสแกมเมอร์

4. การบริหารจัดการบริเวณชายแดน

โดยเราให้เขากลับไปคุยกันแต่ปรากฏเขาคุยกันไม่สำเร็จ ทำให้ต้องนำกลับมาในที่ประชุมเมื่อวันที่ 23 ต.ค. ซึ่งก็คุยกันเรื่องเดิมอีก และถือมีความคืบหน้า โดยเห็นว่ารายละเอียดให้ไปตกลงกันในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) อย่างเช่นการถอนอาวุธหนักจะถอนอย่างไร หรือที่บริเวณบ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว จะทำอย่างไร ซึ่งหลังจากที่นายกรัฐมนตรีไปลงนามถ้อยแถลง (Joint Declaration) หลังจากที่ส่วนล่วงหน้าไปคุยกันแล้วกับทางกัมพูชาและประเทศที่เป็นพยาน โดยมีการระบุว่าเขาอยากให้มีการปล่อยเชลยศึกเพราะเป็นเรื่องของมนุษยธรรมและเก็บไว้ก็ไม่มีอะไร แต่เราได้ต่อรองขอให้ปฏิบัติข้อตกลงทั้ง 4 ข้อให้เป็นรูปธรรมก่อน

พล.อ.ณัฐพล กล่าวอีกว่า “คำว่ารูปธรรมไม่ได้หมายความว่าจบ แค่ให้เห็นสัญญาณว่าเป็นรูปธรรมว่าเขามีความจริงใจที่จะทำกับเรา” ซึ่งหลังจากนายกฯ ลงนามถ้อยแถลงแล้วจึงให้ทางกองทัพไปพูดคุยกัน ซึ่งปัจจุบันการติดตามเรื่องนี้นายกฯ ได้มอบให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและเหล่าทัพ รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย และสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปคุยกัน โดยให้ตั้งเป็นคณะกรรมการขึ้นมา มีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นประธาน

ซึ่งล่าสุด ในที่ประชุมดังกล่าวได้ตกลงกันว่า “เรื่องการถอนอาวุธหนัก และเก็บกู้ทุ่นระเบิด เป็นเรื่องที่สำคัญที่เราอยากให้เขาทำให้เป็นรูปธรรม โดยทำให้เสร็จในเฟสแรก แล้วเราค่อยมาคุยเรื่องการปล่อยเชลยศึก”

ส่วนการเก็บกู้วัตถุระเบิดเดิมเสนอให้เก็บกู้ทุ่นระเบิด 13 พื้นที่ แต่ในระดับพื้นที่คุยกันต่อรองเหลือ 5 พื้นที่ กัมพูชายอมให้เข้าเก็บกู้ใน 5 พื้นที่ได้ ฉะนั้น 2 เรื่องหลักนี้ทางกัมพูชายอมรับและตอบรับมาแล้ว เพราะฉะนั้นเราจะปฏิบัติตามถ้อยแถลงที่นายกฯ ได้ลงนามไว้

ส่วนกระแสข่าวปล่อยเชลยศึกวันที่ 12 พ.ย.นั้น เป็นเพียงการคาดการณ์กัน ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยวันที่ 12 พ.ย. เพราะเราต้องมาดูอีกทีว่าเฟส 1 ที่วางไว้สำเร็จหรือไม่ เพราะกำหนดไว้ว่าจะจบวันที่ 21 พ.ย. แต่ทางกัมพูชาบอกว่าจะทำให้เสร็จเร็วขึ้น น่าจะอยู่ประมาณวันที่ 10-12 พ.ย. ซึ่งเราแจ้งเขาไปว่าถ้าเขาทำเสร็จเร็วเราจะปล่อยเชลยศึกเร็ว เราจะดูที่ตัวเงื่อนไขไม่ใช่ดูวันที่

สำหรับข่าวที่ออกมา ผมไม่ทราบว่าออกมาจากไหน ถ้าวันที่ 12 พ.ย. ถ้าเฟส 1 คือการถอนจรวดหลายลำกล้องและปืนใหญ่ระยะยิงไกล ถ้าถอนไม่หมดเราก็ไม่ปล่อยเชลยศึก ส่วนการเก็บกู้วัตถุระเบิดถ้า 5 พื้นที่ ที่รับปากไว้ว่าจะเก็บ ถ้าเราเข้าไปเก็บไม่ได้ เราก็ไม่ปล่อย เพราะฉะนั้นถ้า 2 เรื่องนี้เป็นรูปธรรมก็จะมาดูกันอีกที ส่วนเรื่องสแกมเมอร์ตอนนี้เป็นรูปธรรมมากขึ้นแล้ว มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ และล่าสุดที่มีผู้เสียชีวิตจากคอลเซ็นเตอร์ ทางกัมพูชาก็ให้ความร่วมมือดีขึ้นมากเป็นรูปธรรม

รมว.กลาโหม กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องบ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว จะทำไปตามสเต็ป โดยขั้นแรกคือให้เก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวที่เราจะปักหมุดชั่วคราวซึ่งเราคาดว่าจะเสร็จในวันที่ 17 พ.ย.นี้ ที่จะสามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดแนวนั้นเสร็จ

และหลังจากวันที่ 17 พ.ย. แล้วทางกรมแผนที่ทหารจะเริ่มไปปักหมุดชั่วคราว ซึ่งการปักหมุดนั้นจะมี 2 แนว คือ แนวที่เรายึดถือและแนวที่กัมพูชาอ้างมา ซึ่งเราตกลงกันไว้เมื่อวันที่ 23 ต.ค. ว่าระหว่าง 2 แนวขอให้ทางคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ว่ากันไป แต่ใต้แนวที่เขาเตรียมมาก็ต้องออกไป ซึ่งเขาก็ยอมรับ นี่คือความเป็นรูปธรรม

ผมขอความร่วมมือสื่อฯ ช่วยอธิบายสังคมว่า บางทีเราก็ต้องปฏิบัติเหมือนกับประเทศที่มีวุฒิภาวะ เป็นประเทศที่มีอารยะ เพราะผมเคยบอกไปแล้วว่า จากการที่ รมว.การต่างประเทศไปแถลงที่องค์การสหประชาชาติ (UN) เราได้รับการปรบมือ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเรามาถูกทางแล้ว คือเราใช้ความเป็นวุฒิภาวะ เพราะฉะนั้นเรายังคงต้องแสดงถึงความเป็นประเทศที่มีวุฒิภาวะ ประเทศอารยะ แต่ยืนยันได้เลยว่าถ้าตราบใดที่ผมยังอยู่ตรงนี้เรื่องอธิปไตยเราจะยึดถือแน่นอน ผลประโยชน์ของประเทศชาติเราต้องยึดถือ แต่เราทำตามขั้นตอน ตามอารยะประเทศที่เขาทำกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีของ “ปราสาทตาควาย” เราจะดำเนินการอย่างไรต่อไป? รมว.กลาโหม กล่าวว่า “ในขั้นต้น ผมขอทำใน 5 อย่างนี้ก่อน ที่เพิ่มมาเรื่องที่ 5 คือเรื่องรั้ว ซึ่งจะทำเพิ่มอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเสร็จเรื่องทั้งหมดแล้วจะมาเริ่มเก็บรายละเอียดทั้งปราสาทตาควาย ปราสาทคนา หรือเรื่องทางชำรากทั้งหมด เราจะค่อยๆ เก็บรายละเอียดไป ผมจึงขอความเห็นใจสื่อฯ เพราะเหตุเกิดสั่งสมมา 15 ปีแล้วตั้งแต่ปี 54 ตอนปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งกัมพูชาก็มีการรุกล้ำเข้ามาเรื่อยๆ ผ่านมา 15 ปีรัฐบาลปัจจุบัน โดยเฉพาะผมในฐานะ รมว.กลาโหมกำลังจะแก้ไขรายละเอียดเหล่านี้

ขอให้เวลาผม ถ้าทำเร็วจะไม่เรียบร้อย ยืนยันว่า 5 อย่างนี้จะทำให้เรียบร้อย และถ้าเสร็จ 5 อย่างนี้แล้วจะทำต่อไปเรื่อยๆ และหลังจากนั้นถ้ามีจังหวะจะมีการพิจารณาทำอย่างอื่นคู่ขนานกันไป

เมื่อถามว่าการปล่อยตัวเชลยศึกต้องทำให้ครบทั้ง 5 ข้อหรือเพียงข้อใดข้อหนึ่ง? รมว.กลาโหม กล่าวว่า “ตามถ้อยแถลงกำหนดไว้ 4 ข้อ ซึ่ง 2 ข้อ เรื่องการถอนอาวุธหนักและเก็บกู้ทุ่นระเบิดเราให้ความสำคัญมาก เราให้หน่วยในพื้นที่คุยกัน โดยคณะของผู้บัญชาการทหารสูงสุดไปตกลงกันไว้ว่า 2 ข้อหลักนี้ต้องเป็นรูปธรรม แต่ไม่ใช่ว่าข้ออื่นไม่สำคัญ ต้องมีเป็นรูปธรรมด้วยเช่นกัน ถ้าเราบรรลุวัตถุประสงค์ทั้งหมดนี้เราจะปล่อย

ที่สำคัญยังเหลือมาตรการเปิดด่าน เราจะไม่แตะมาตรการนี้เลยจนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย ถ้าจะเปิดด่าน ทั้ง 5 ข้อต้องเรียบร้อย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์