ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน กล่าวบางช่วงบางตอนระหว่างปราศรัยหาเสียงที่อำเภอกุสุม จังหวัดมุกดาหาร ว่า “หัวใจของพรรคประชาชนคือการสร้างประเทศไทยที่ไม่มีสีเทา เป็นประเทศไทยที่เท่าเทียม และเป็นประเทศไทยที่เท่าทันโลก” พร้อมอธิบายแนวคิดเรื่อง “ความเท่าเทียม” ให้พี่น้องประชาชนชาวสกลนครได้รับฟัง โดยยกตัวอย่างความหมายของโลโก้พรรคประชาชนที่เป็นรูปสามเหลี่ยมหัวกลับ ซึ่งสะท้อนแนวคิดการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางของประเทศ
ณัฐพงษ์ ตั้งคำถามให้ประชาชนลองถามตนเองถึงปัญหาพื้นฐานในชีวิตประจำวัน เช่น คุณภาพน้ำประปา ซึ่งหลายคนอาจไม่เคยตระหนักถึงปัญหาน้ำที่ไม่สะอาด จนกระทั่งได้ลงพื้นที่และพบเห็นสภาพความเป็นจริง จึงเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าปัญหาเรื่องน้ำคือหนึ่งในปัญหาสำคัญของประเทศ
ณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า “ประเทศไทยในปัจจุบันเป็นประเทศที่คนมีฐานะสามารถเข้าถึงโรงพยาบาลราคาแพงได้ และคนที่มีเส้นสายสามารถใช้วิธีลัดเพื่อเข้าถึงบริการสาธารณะที่มีคุณภาพมากกว่า ขณะที่ประชาชนในชนบทและคนยากจนต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ตีห้าเพื่อไปรอรับการรักษา กว่าจะได้รับการรักษาในแต่ละวันต้องใช้เวลาเกือบทั้งวัน ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คนธรรมดาที่ไม่มีสี ไม่มีเส้น ไม่มีอภิสิทธิ์ ถูกกดทับอยู่ทุกวัน และไม่สามารถเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างแท้จริง”
พร้อมย้ำถึงความหมายของโลโก้พรรคประชาชน “คือการทำให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน สามเหลี่ยมหัวกลับคือการวางประชาชนไว้ข้างบน แต่ที่ผ่านมาเสียงของประชาชนไม่เคยอยู่ข้างบน เพราะประเทศไทยไม่เคยมีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง”
ณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงการเมืองแบบเดิมที่นักการเมืองจำนวนมากมุ่งเน้นการรวบรวม สส. เพื่อแย่งชิงโควตารัฐมนตรี และเข้าไปหาผลประโยชน์จากภาษีของประชาชน มากกว่าการทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างแท้จริง
พร้อมยกตัวอย่างบุคคลสำคัญที่เคารพนับถือ คือ เตียง ศิริขันธ์ อดีตผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นบุคคลที่ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง โดยย้ำว่าพรรคประชาชนมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนตามแนวทางเดียวกับปูชนียบุคคลเหล่านี้ และจะไม่ทำการเมืองแบบย้ายค่ายหรือเปลี่ยนจุดยืนไปมา เพราะพรรคยึดหลัก “พูดอย่างไร ต้องทำอย่างนั้น”
นอกจากนี้ ณัฐพงษ์ ได้กล่าวเชิญชวนประชาชนให้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยขอให้เลือกทั้งพรรคและผู้สมัครในเขต เพื่อสนับสนุนให้ผมได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของประเทศไทย หากประชาชนต้องการเปลี่ยนรัฐบาลแบบเดิม มาเป็นรัฐบาลที่บริหารประเทศเพื่อพ่อแม่พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง
การเลือกตั้งครั้งนี้คือความฝันของพี่น้องประชาชน เพราะไม่มีวุฒิสภามาร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ดังนั้นเราต้องเอาจริง เพื่อจัดตั้งรัฐบาลประชาชน หากเลือกแบบเดิมก็จะได้แบบเดิม แต่ถ้าเลือกแบบใหม่ เราจะได้รัฐบาลแบบใหม่ และสร้างประเทศไทยที่ก้าวหน้า ก้าวไกลไปด้วยกัน




