วันนี้ (16 ส.ค.) ที่รัฐสภา ก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ย้ำจุดยืนในฐานะพรรคแกนนำฝ่ายค้านมีมติโหวตไม่เห็นชอบ แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี
พร้อมอธิบายว่า มติการเห็นชอบของพรรคประชาชน ไม่ได้หมายความว่าคนใดเหมาะหรือไม่เหมาะ แต่เป็นการกอบกู้อำนาจนิติบัญญัติ ให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน
และมองว่ายังมีเรื่องหลักๆ ที่ต้องขับเคลื่อนร่วมกันทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งในเรื่องของการยุบพรรคและการวินิจฉัยนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง เพราะมีหลายกรณีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงกฎหมายการประหารชีวิตทางการเมืองของนักการเมือง
ส่วนผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีวันนี้ จำเป็นต้องมาแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุมรัฐสภาหรือไม่ ส่วนตัวมองว่าเข้าใจว่าเป็นข้อจำกัดเนื่องจากนางสาวแพทองธาร ไม่ได้เป็น สส. แต่เชื่อว่าเพื่อนสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาล จะต้องมีการชี้แจงเหตุผลที่เพียงพอต่อที่ประชุม
ณัฐพงษ์ ยังระบุว่า ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชนจะลุกขึ้นอภิปราย ที่ไม่ใช่เพียงเรื่องคุณสมบัติเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องวาระการทำงานต่อไปอีก3 ปี และอยากสอบถามพรรครวมรัฐบาลในฐานะที่อยากได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ประสานงานต่อ จึงอยากเชิญชวน ให้มาทำงานร่วมกัน ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะองค์กรอิสระให้ทำงานอย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
ขณะที่เรื่องดิจิทัลวอลเล็ต จะยังไม่หยิบยกมาพูดในวันนี้ส่วนหลังจากได้นายกรัฐมนตรีแล้ว พรรคประชาชนยืนยัน ว่าจะต้องมีการอภิปรายอีกในหลายๆ เวที โดยเฉพาะเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ส่วนที่พรรคร่วมรัฐบาลประกาศจุดยืนว่าจะไม่ร่วมกับพรรคการเมืองที่สนับสนุนการแก้ไข ม.112 ณัฐพงษ์ มองว่า เป็นจุดยืนเดิมที่พรรคร่วมรัฐบาลเคยประกาศไว้ ก็เคารพในจุดต่างทางความเห็น
เมื่อถามว่ามองบทบาทของแพรทองธารที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างไรอย่างไร หัวหน้าพรรคประชาชน ตอบว่า ขอให้กำลังใจ หากวันนี้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบก็หวังว่าจะทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่
ส่วนที่มองว่าแพรทองธารเป็นลูกของ ทักษิณ ชินวัตร จะมีข้อหาเรื่องนายกตัวจริง ณัฐพงษ์ ระบุ ไม่สามารถให้ความเห็นได้ แต่เชื่อว่าพรรครอบรัฐบาลน่าจะกลั่นกรองมาอย่างดี
ส่วนเรื่องอายุที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุด มองว่าเรื่องอายุไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ สิ่งสำคัญคือคุณสมบัติซึ่งหวังว่าสามปีต่อจากนี้จะเป็นตัวพิสูจน์ ว่ามีคุณสมบัติเหมาะกับการบริหารราชการแผ่นดินหรือไม่ วันนี้อาจจะเร็วไปที่จะวิพากษ์วิจารณ์
เมื่อถามว่ามองว่าสถานการณ์การเมืองไทยจะครบวาระ 3 ปีหรือไม่ ณัฐพงศ์ คิดว่าเป็นไปได้สูงที่จะอยู่ครบ 3 ปี ในขณะที่พรรคประชาชนจะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ตลอด3 ปี ส่วนปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ก็เป็นเรื่องของพรรคร่วมรัฐบาล ที่จะต้องหารือกัน แต่ปัจจัยเสี่ยงที่น่ากลัว คือ ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารถูกกินขอบเขตอำนาจตุลาการ และองค์กรอิสระ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องหาทางออกร่วมกัน
ณัฐพงษ์ ยยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่ห่วงเรื่องงูเห่า เพราะ 143 ส.ส. ของพรรคก้าวไกลก็ย้ายมาพรรคประชาชนครบ
ทั้งนี้ ในช่วงท้ายภายหลังให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน มีประชาชนจำนวนหนึ่ง นำดอกกุหลาบสีส้มมามอบให้กับหัวหน้าพรรคประชาชนถึงหน้าโถง อาคารรัฐสภา เพื่อให้กำลังใจในการโหวตนายกรัฐมนตรีในวันนี้




