มองสถานการณ์ความมั่นคงทางทหารในภูมิภาค นาวิกานุภาพ ปัญหาหนักอกของรัฐบาลไทย ‘นาวิกานุภาพ’ (Naval Power) หรือ กําลังทางเรือ หมายรวมถึง กําลังเรือรบ นาวิกโยธิน เครื่องบินของกองทัพเรือ เครื่องบินของกองทัพอากาศที่ มาสนับสนุน ฐานทัพเรือ และเรือ น่าจะเป็นคำที่เอามาใช้อธิบายปัญหาการจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีนได้ดี
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นอีกภูมิภาคที่เป็นตลาดเป้าหมายของกลุ่มผู้ผลิตเรือดำน้ำ ที่เริ่มเปิดเกมส์แข่งขัน ตลาดแรกของผู้ผลิตเรือดำน้ำรุ่นใหม่คือสิงคโปร์ ตามมาด้วยมาเลเซีย และเวียดนาม
ขณะที่อินโดนีเซียที่มีเรือดำน้ำจำนวน 2 ลำ จากเยอรมันชั้น 2095 ตั้งแต่ปี 2524 กองทัพเรืออินโดนีเซียมีแผนที่จะจัดหาเรือดำน้ำชั้น Kilo จากรัสเซีย แต่ยังไม่มีการตกลงใจและยังมีแผนที่จะสร้างเรือดำน้ำเองอีกด้วย
ประเทศไทย แสดงเจตนา ที่ชัดเจนมาโดยตลอดถึงความต้องการเรือดำน้ำ แต่ด้วยปัญหาทางการเมือง การเมืองและเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย โครงการที่กองทัพเสนอจึงไม่ได้รับการอนุมัติมาโดยตลอด
ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ จัดหาเรือดำน้ำชั้น A11 Challenger Class (Sjobjomen Class เดิม) จำนวน 4 ลำ จากกองทัพเรือสวีเดน มาเข้าประจำการตั้งแต่ปี 2548 เรือชุดนี้เป็นเรือที่ใช้มาแล้ว 28 ปี แต่ได้รับการปรับปรุงระบบอาวุธและระบบตรวจจับ โดยเรือดำน้ำ ชั้น Challenger ของสิงคโปร์เป็นเรือที่มีระวางขับน้ำ 1,130 ตันที่ผิวน้ำ 1,210 ตันใต้ผิวน้ำ ความเร็วขณะดำ 20 น็อต เรือชุดแรกนี้ ทร.สิงคโปร์นำมาใช้เป็น
มาเลเซีย เป็นอีกประเทศที่จัดหาเรือดำน้ำ ดีเซลไฟฟ้าชั้น Scorpene จำนวน 2 ลำจากอู่ต่อเรือ DCNS ประเทศฝรั่งเศสและ อู่ Navantia ประเทศสเปนตั้งแต่ปี2545 ด้วยงบประมาณกว่า 4,780 ล้านริงกิต หรือกว่า 47,800 ล้านบาท มาเลเซียได้รับเรือดำน้ำชั้น Agosta ที่ปลดประจำการจากกองทัพเรือฝรั่งเศสเพื่อเป็นเรือฝึกกำลังพลที่เมือง Brest และเมื่อ ก.ย. 2552 เรือดำน้ำลำแรกชื่อ KD TunkuAbdul Rahman ต่อโดยบริษัท DCNS ของฝรั่งเศสเดินทางมาถึงฐานทัพเรือ Port Klang และเมื่อ ก.ค. 2553 เรือลำที่สอง KD Tun Razak ซึ่งต่อ ที่สเปนเดินทางถึงฐานทัพเรือ Teluk Sepanggar รัฐ Sabah เกาะบอร์เนียว เรือทั้งสองได้รับการติดตั้งตอร์ปิโดนำวิถีแบบ เส้นลวด Blackshark (Wire-Guided Torpedoes) และ จรวดต่อต้านเรือผิวน้ำ Exocet SM-39
ทั้งนี้มีข่าวไม่เป็นทางการว่าเรือทั้ง 2 ลำประสบปัญหาในหลายๆ อย่างที่ทำให้ต้องหยุดปฏิบัติการเพื่อให้ทีมวิศวกรเข้าแก้ไข ซ่อมทำอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจากการที่มีเรือดำน้ำเข้าประจำการ ทำให้มาเลเซียต้องจ่ายงบประมาณเพื่อการบำรุงรักษาเรือทั้งสอง ลำปีละ 50 ล้านริงกิต อีกทั้งต้องก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสิ่งอำนวยความสะดวก เครื่องอุปกรณ์สนับสนุน และศูนย์ฝึกเรือดำน้ำที่ต้องใช้งบประมาณ 600 ล้านริงกิต (ประมาณ 6,900 ล้านบาท) และทร.มาเลเซียกำลังสร้างฐานทัพเรือดำน้ำที่เกาะ Langkawi รัฐ Kedah เพื่อการปฏิบัติการในมหาสมุทรอินเดียอีกด้วย
เวียดนามนับเป็นอีกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการจัดหาเรือดำน้ำ เมื่อ ธ.ค. 2552 ได้มีการลงนามสัญญาซื้อเรือดำ น้ำดีเซลไฟฟ้าขั้น Kilo จำนวน 6 ลำจากรัสเซีย เป็นเงิน 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราคาเรือดำน้ำ 2,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ราคานี้ รวมค่าก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสิ่งอำนวยความสะดวกในการบำรุงรักษาและการขนส่ง ปัจจุบันเวียดนามมีเรือดำน้ำขนาดเล็ก (Midget Submarine) ชั้น Yugo 2 ลำ ที่มีระวางขับน้ำเพียง 90 ตันที่ผิวน้ำ และ 110 ตันใต้ผิวน้ำ เวียดนามจัดหาด้วยการใช้ข้าวสารแลก มาจากเกาหลีเหนือ และคาดว่าเรือดำน้ำขนาดเล็กของเวียดนามนี้ไม่มีอาวุธประจำเรือ
การสั่งซื้อเรือดำน้ำตีเซลไฟฟ้าขั้น Kilo ครั้งนี้ นับเป็นการขายเรือดำน้ำที่มีมูลค่าสูงมากสำหรับรัสเซีย ทั้งนี้เหตุผลความจำเป็นที่เวียดนามจำเป็นต้องตัดสินใจจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อซื้อ เรือดำน้ำนั้นมีสาเหตุจากการถูกคุกคามจากจีนที่มีท่าทีก้าวร้าวและข่มขู่เวียดนามมาโดยตลอด
การที่ประเทศต่างๆ จัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการจำนวนมาก ได้ส่งผลกระทบให้เกิดความกดดันและไม่มีเสถียรภาพในภูมิภาคอย่างมาก
ปากีสถาน กังวลถึงการเสริมสร้างเขี้ยวเล็บของอินเดียที่มีการจัดหาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์และเรือดำน้ำดีเซลจำนวนมาก จนปากีสถานรู้สึกว่ากำลังถูกคุกคามจึงต้องจัดหาเรือดำน้ำจากจีนอย่างเร่งด่วน เช่นเดียวกันกับหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อประเทศสิงคโปร์เริ่มจัดหาเรือจากสวีเดน มาเลเซีย ไทย และอินโดนีเซีย ต่างก็มีแผนที่จะจัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการ ถึงแม้จะไม่มีประเทศใดประกาศว่าถูกคุกคาม
แต่ความเป็นจริงที่แต่ละประเทศจัดซื้อเรือดำน้ำคือการรักษาสมดุลทางกำลังอำนาจทางทะเล และผลกระทบจากการจัดหาอาวุธของประเทศหนึ่งก็จะนำมาซึ่งการกดดันอีกประเทศหนึ่ง สถานการณ์ลักษณะนี้จะเป็นวงจรการสร้างสมดุลกัน อย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนเกิดเป็นการแข่งขันทางอาวุธและอาจจะนำมาซึ่งความหวาดระแวงไม่ไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน สุ่มเสี่ยงที่ทำให้เกิด การกระทบกระทั่งกันในที่สุด
การมีเรือดำน้ำที่เป็นเรือที่มีระบบที่ซับซ้อนและต้องอาศัยเทคโนโลยีทักษะและงบประมาณที่สูงทั้งในด้านการปฏิบัติการ ในการบำรุงรักษาและซ่อมทำประเทศที่จะจัดหาเรือดำน้ำต้องพิจารณาความพร้อมทั้งองค์บุคคลองค์วัตถุและองค์ความรู้โดยเฉพาะความรู้ที่เป็นเทคโนโลยีควรมีหน่วยงานเฉพาะรองรับทั้งการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนำมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ทั้งกับการดูแลรักษาและการประยุกต์พัฒนาต่อไปให้เกิดประโยชน์เป็น Economic Multiplier ให้ได้ แต่หากประเทศที่ไม่มีความพร้อมแต่ฝันที่จะมี เรือดำน้ำมาประจำการจะทำให้การใช้เรือดำน้ำมีประโยชน์แค่เป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่ต้องแบกภาระที่สูงจนในที่สุดก็จะไม่สามารถดำรงความพร้อมของเรือดำน้ำได้ ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศ
โดยเฉพาะเรือดำน้ำ SAS Manthatisi ชั้น Type 209/1400 ของแอฟริกาใต้ที่ไม่สามารถใช้การได้เมื่อมีอายุการใช้งานเพียง 5 ปี เพราะไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง รวมทั้งขาดกำลังพลประจำ เรือที่มีขีดความสามารถที่เพียงพอในการควบคุมเรือ จนมีผู้กล่าวถึงกรณีนี้ว่า "Buying submarines that nobody can operate is a bit foolhardy
สำหรับประเทศไทยปัญหาจัดซื้อเรือดำน้ำกำลังกลายเป็นปัญหาที่หาข้อสรุปได้ยาก โดยเฉพาะข้อสรุปที่สร้างความสมดุลด้านความมั่นคงกับปัญหาการจัดซื้อยุโธปกรณ์ การที่ไทยไม่ได้รับเรือดำน้ำจากกับจีน ก็ไม่ใช่ความผิดของไทยหรือกองทัพเรือ แต่เป็นความผิดของผู้ขายที่ต้องแสดงความรับผิดชอบ
แต่นอกจากประเทศไทยจะไม่ปรับหรือเรียกร้องการชดเชยจากจีน ประเทศไทยยังจ่ายเงินเพิ่มเพื่อซื้อเรือฟริเกตที่แพงกว่า ประเด็นนี้อาจจะไม่ใช่ทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
เรือฟริเกตจะคุ้มค่าหรือมีประสิทธิภาพทดแทนเรือดำน้ำได้หรือไม่นั้น ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนสำหรับคำถามนี้ เนื่องจากเรือดำน้ำก็มีหน้าที่และประสิทธิภาพของมันเอง เช่นเดียวกับเรือฟริเกต ที่อาจจะใช้ทดแทนกันไม่ได้ทั้งหมด
การซื้อเรือฟริเกตจากจีน จึงมีความกังวลถึงเรื่องความเข้ากันกับเรือฟริเกตที่ไทยกำลังใช้อยู่ และระบบที่กองทัพเรือไทยไม่เคยใช้งาน ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับเรือลำอื่นๆ ได้ และอาจนำไปสู่การลงทุนใหม่อีกหลายพันล้าน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและนายกรัฐมนตรี คงต้องเจรจาและหาทางออกอย่างหนักหน่วงในเรื่องนี้ เรื่องที่เป็นเผือกร้อนที่ไม่ได้สร้างแต่อาจทำให้ปั่นป่วนรัฐบาลไม่จบง่ายๆ
ข้อมูลบางส่วนจาก : รายงานเทคโนโลยีป้องกันประเทศและความมั่นคง สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์กรมหาชน)




