ตั้งท่า ขึ้นลำ รอกันมามานานหลายพรรษา สำหรับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ฉบับประชาชน ที่จะเอามาแทนรัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหารของ คสช.ที่หลายคนมองไม่เป็นมงคลกับประชาธิปไตย
ประกาศก้องกันมานาน ต้องลบล้างผลพวงของรัฐประหารไม่ให้เหลือซาก
แต่ผ่านไปวันแล้ววันเล่า จากปี 2566 ผ่านปี 2567 มาถึง พ.ศ.ใหม่ปี 2568 รัฐธรรมนูญที่ว่าก็ยังเป็นวุ้น ตั้งไข่ไม่เสร็จเสียที จนมีบางคนเริ่มถอดใจกันไป เรียกเป็นละครรัฐธรรมนูญบ้าง ปาหี่แก้รัฐธรรมนูญบ้าง
บางรายตั้งฉายาให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับ “จุ๊หมาน้อยขึ้นดอย”
ล่าสุดก่อนอำลาปีงูใหญ่ 2567 ประธานฯ วันมูหะมัดนอร์ มะทา เรียกหารือวิป 3 ฝ่าย ได้ข้อสรุปจะประชุมร่วมสองสภาในวันที่ 14-15 มกราคม 2568 เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีผู้เสนอไว้และบรรจุอยู่ในระเบียบวาระแล้ว จำนวน 20 ฉบับ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นการขอแก้ไขรายมาตรา ที่บรรจุเข้าวาระพิจารณาได้เลย ไม่ต้องทำประชามติก่อน
เหมือนจะประเดิมปีมะเส็ง งูเล็กที่อาจไม่มีฤทธิ์เดชเท่างูใหญ่ จึงลากยาวการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะนำไปสู่การจัดทำฉบับใหม่มาถึง พ.ศ.นี้ แต่ดูแล้วก็ยังไม่เห็นทางว่าจะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะเป็นการขอแก้ไขรายมาตรา
ถ้าจะเป็นการแก้เพื่อจัดทำขึ้นใหม่ทั้งฉบับ ต้องทำประชามติสอบถามประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญปี 2564 เสียก่อนว่าประชาชนจะเห็นด้วยหรือไม่
หรือเป็นการสับขาหลอกประธานฯ วันนอร์ ขอให้บรรจุร่างเข้าสภาก่อน จากนั้น ค่อยไปลักไก่เพิ่มหมวด 15/1 ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการแทน ถ้าทำกันได้ง่ายๆ ก็คงไม่ต้องเสียเวลารอมาถึงวันนี้หรอก
นาทีนี้คำถามใหญ่สุด สำหรับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ใช่รอการแก้ไขกฎหมายประชามติ จะผ่านไม่ผ่านหรือจะใช้เกณฑ์เสียงข้างมากกี่ชั้น หรือจะต้องทำประชามติกี่ครั้งกันแน่
แต่มันอยู่ที่นักการเมืองซีกรัฐบาลว่า ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จริงหรือไม่
เพราะที่ลากกันไป ลากกันมา ประหนึ่งมีความปรารถนาอยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กันเต็มแก่นั้น มันเริ่มมีสัญญาณให้เห็นตั้งแต่ การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาแนวทางการจัดทำประชามติที่จะนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สมัยรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน แล้ว
มาถึงวันนี้ ปฏิทินการจัดทำรัฐธรรมนูญที่วางกันไว้เดิม มันได้เคลื่อนขยับไปหมดแล้ว
งานนี้ไม่ว่าจะใช้สูตรทางลัด ทางตรง หรือต่อให้ขึ้นลิฟต์แก้วตามสารพัดข้อเสนอของวงเสวนาหลายวงในวันรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาอย่างไร ที่บ้างบอกให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพเอง เพื่อล๊อคทุกพรรคการเมืองเอาไว้ จะได้เป็นหลักประกันว่าไม่มีอะไรทำให้สะดุดแน่
ขณะที่บางเวที เสนอให้แก้ไขรายมาตรา โดยเริ่มตั้งแต่หมวด 3 เป็นต้นไปถึงหมวดสุดท้าย ไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 แต่ให้มี ส.ส.ร.ที่มาจกการเลือกตั้งของประชาชน 100% เป็นผู้มาทำหน้าที่แก้ไข
แต่ไม่ว่าจะใช้สูตรไหน รถเมล์มันเลยป้ายไปแล้ว อย่าว่าแต่ให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ทันการเลือกตั้งครั้งต่อไปเลย เอาแค่ตั้ง ส.ส.ร.ให้ทันก่อนสภาชุดนี้จะครบเทอม ยังทำไม่ได้เลย
เรื่องของเรื่องเพราะรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ปัจจุบัน ครั้งหนึ่งเคยถูกมองมีคราบไคลเผด็จการและสาบกลิ่นคณะรัฐประหาร ทว่ามันเคยถูกพูดถึงว่า ‘ดีไซด์’ มาเพื่อพวกเรา วันก่อนพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำรัฐบาลเวลานี้ อาจยืนอยู่คนละข้างกับคณะรัฐประหาร แต่วันนี้ได้มายืนอยู่ ณ จุดเดียวกัน
ดังนั้น ความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การจัดทำฉบับใหม่ จึงไม่เร่งด่วนเหมือนตอนที่เป็นฝ่ายค้านและได้ประกาศเป็นนโยบายหาเสียงเอาไว้
การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เป็นนโยบายด้านการเมืองของรัฐบาลเพื่อไทย จึงเป็นเรือธงอีกลำที่ยังถูกล่ามไว้ ไม่ได้ออกจากท่าไปไหน เพราะถูกนักการเมืองรวมหัวกัน ทำรัฐธรรมนูญใหม่..คุณหลอกดาว
เรื่องรัฐธรรมนูญใหม่ จึง เป็นอีกบันทึกของการเมืองในปีแห่งการหลอกลวง!!




