จับตา! ‘นิด้าโพล’ ปล่อยผลเช็กเรตติง ‘ศึกเลือกตั้ง’ รอบสุดท้าย 3 พ.ค.

1 พ.ค. 2566 - 10:27

  • ผู้อำนวยการนิด้าโพล เผยเตรียมปล่อยผลเช็กเรตติงศึกเลือกตั้งครั้งสุดท้าย 3 พ.ค.

  • พร้อมวิเคราะห์ปม ‘ก้าวไกล’ มาแรง ทำ ‘เพื่อไทย’ เสี่ยงวืดแลนด์สไลด์-‘คนแดนไกล’ เหนื่อย

  • เปิดทางขั้วพรรครัฐบาลพลิกชนะ

Nida_Poll_reveals_final_results_of_the_2023_election_poll_on_May_3_SPACEBAR_Hero_0c3f8d13ec.jpeg
ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ผู้อำนวยการนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เปิดเผยว่า นิด้าโพล จะมีการเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อการเลือกตั้ง 2566 รอบสุดท้าย ในตอนเที่ยงวันพุธที่ 3 พฤษภาคมนี้ เนื่องจากตามระเบียบข้อกฎหมาย ห้ามทำการเปิดเผยผลสำรวจโพลในช่วง ‘เจ็ดวันสุดท้าย’ ก่อนวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ที่จะเลือกกัน 14 พฤษภาคม อย่างไรก็ตาม หลังจากวันที่ 3 พฤษภาคม ทางนิด้าโพล จะยังมีการออกสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อการเลือกตั้งต่อไป แต่จะนำมาเปิดเผยอีกครั้ง หลังปิดหีบเลือกตั้ง วันที่ 14 พฤษภาคม 

ผู้อำนวยการนิด้าโพล ยังวิเคราะห์ถึงกรณีผลโพลหลายสำนักที่พรรคก้าวไกล มีคะแนนนิยมพุ่งสูงขึ้นในช่วงหลังว่า ในการสำรวจของนิด้าโพล พบว่า พรรคเพื่อไทย มีคะแนนเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน 2565 ที่ตอนนั้น  แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวพรรคเพื่อไทย เปิดตัวเข้าสู่การเมือง และพบว่าคะแนนนิยมของ แพทองธาร เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนบางช่วงสูงกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และสูงกว่าคนที่ตอบว่ายังไม่ได้ตัดสินใจจะเลือกใคร  

ขณะเดียวกัน พบว่า พรรคก้าวไกลก็ตามพรรคเพื่อไทย มาแบบห่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่แฟนคลับก้าวไกล จะอยู่ในช่วง 18 - 25 ปี ที่เรียกกันว่า 'นิวโหวตเตอร์' ซึ่งเดิม พรรคก้าวไกลมีคะแนนนิยมในกลุ่มนี้เยอะ แต่พอ แพทองธาร  เริ่มเดินสายหาเสียงทั่วประเทศ ตั้งแต่ พฤศจิกายน - ธันวาคม 2565 ก็สามารถดึงคะแนนเสียงจากกลุ่มนี้มาที่พรรคเพื่อไทยได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น ผลโพลของนิด้าโพลล่า เมื่อ 16 เมษายนที่ผ่านมา ปรากฏว่า พรรคก้าวไกลคะแนนพุ่ง แต่พรรคเพื่อไทย คะแนนลดลง จากที่เคยได้เยอะที่สุด ประมาณ 49 เปอร์เซ็นต์ ก็เริ่มลดลงมาเหลือ 47 เปอร์เซ็นต์ ส่วนทางกับพรรคก้าวไกล ที่ขึ้นจาก 17 เป็น 21 เปอร์เซ็นต์ 

“สิ่งที่เกิดขึ้น พูดง่ายๆ ก็คือ เกิดการแย่งกัน กินคะแนนเสียงกันเอง โดยก้าวไกลไปกินคะแนนของเพื่อไทยและพรรคเสรีรวมไทย และหากยังเป็นแบบนี้ พรรคเสรีรวมไทย อาจมีแค่หัวหน้าพรรคคนเดียวที่ได้เดินเข้าสภาฯ ซึ่งการที่คะแนนนิยมของก้าวไกลสูงขึ้น ทำให้เพื่อไทยเกิดอาการมึน จนต้องเร่งปรับตัวกันใหญ่ เพื่อสู้กับกระแสก้าวไกล ตอนนี้หากสังเกตดูจะเห็นได้ว่า เพื่อไทยไม่มีคำว่าเกรงใจพรรคก้าวไกลอีกแล้ว การให้สัมภาษณ์ทุกวันนี้ของคนในพรรคเพื่อไทย ใส่ก้าวไกลเต็มๆ ไม่มีแตะเบรก ชนได้ชนเลย การที่พรรคก้าวไกลคะแนนขึ้น แต่เพื่อไทยลดลง ถามว่าแบบนี้ใครยิ้ม แน่นอนว่าก้าวไกลคงยิ้ม เพราะตัวเองคะแนนขึ้น” ผู้อำนวยการนิด้าโพล ระบุ 

ผู้อำนวยการนิด้าโพล ระบุด้วยว่า อีกกลุ่มที่ยิ้มขึ้นคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กับ อนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมยกตัวอย่าง ในเขตเลือกตั้งต่างๆ ที่ตอนนี้ พรรคเพื่อไทย ตัวผู้สมัคร ส.ส.เขต อาจกำลังนำอยู่ที่ 35,000 คะแนน ส่วนคะแนนพรรคพลังประชารัฐ ตามมาที่สอง คือประมาณ 33,000 คะแนน พรรคก้าวไกล ไล่มาอันดับสาม 28,000 คะแนน แต่หากพรรคก้าวไกล ไปตัดคะแนนพรรคเพื่อไทย เช่น ไปตัดมาจากพรรคเพื่อไทย 3,000 คะแนน พรรคก้าวไกลจะขึ้นไปที่ 31,000 คะแนน ทำให้พรรคเพื่อไทย จาก 35,000 คะแนน จะเหลือ 32,000 คะแนน ทำให้พรรคพลังประชารัฐ ที่อยู่ที่ 33,000 คะแนน แบบนี้ พรรคพลังประชารัฐ จะเข้าวิน หรือกลายเป็น 'ตาอยู่' ได้ไป 

“การที่คะแนนก้าวไกลเพิ่มขึ้นแบบนี้ อาจทำให้บางพรรคเช่น พลังประชารัฐ ภูมิใจไทย รวมไทยสร้างชาติ ยิ้มอย่างมีความสุข เพราะมีโอกาสจะเป็นตาอยู่ แบบนี้คนปวดหัวที่สุดคือเพื่อไทย ทำให้ความหวังเพื่อไทยที่ต้องการจะแลนด์สไลด์ ทุกวันนี้ยากแล้ว หรือหากไม่แลนด์สไลด์ เพื่อไทยก็ต้องการสองร้อยเสียงขึ้นไป แต่ดีไม่ดี หากเป็นแบบนี้เพื่อไทยจะได้ไม่ถึงสองร้อยเสียง ถ้าโดนพรรคก้าวไกลแย่งมากๆ ตรงนี้คือปัญหา ทำให้เพื่อไทยเลยพยายามแก้เกม ต้องโหมสร้างกระแสว่าต้องเลือกเชิงยุทธศาสตร์ โดยพยายามบอกว่าขอให้ประชาชนเลือกเพื่อไทยทั้ง 2 ใบ เพื่อต้องการคะแนนคืน เพราะวันนี้ คะแนนที่เพื่อไทยเสียไป เขาเสียให้ก้าวไกล ไม่ใช่เสียให้ใครเลย เพราะเขารู้ว่าหากก้าวไกลทำแบบนี้ ผลสุดท้าย เรือมันจะจมด้วยกันทั้งคู่ จะร่วงด้วยกันทั้งคู่” ผู้อำนวยการนิด้าโพล ระบุ 

ดังนั้น ในช่วงที่เหลืออีกประมาณไม่ถึงสองสัปดาห์ พรรคเพื่อไทยจึงพยายามดึงคะแนนคืนมา ซึ่งหากมีกลยุทธ์เด็ดๆ ก็อาจจะดึงคะแนนกลับมาได้ เช่น อาจต้องอาศัย แพทองธาร หลังจากนี้มากขึ้น เพราะต้องยอมรับว่า การที่พรรคเพื่อไทย ผลักดัน เศรษฐา ทวีสิน ออกมาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ไม่ได้ช่วยอะไร นอกจากตัว เศรษฐา ที่ตามโพลได้มาแค่ 6 เปอร์เซ็นต์ แต่คะแนนอย่างอื่นไม่ได้ตามขึ้นมา ตอนนี้ พรรคเพื่อไทยคงต้องปรับกลยุทธ์ แต่หากปรับไม่ทัน แล้วพลาดขึ้นมา ฝั่งพรรคการเมืองซีกรัฐบาลก็ยิ้มหวาน ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์, พล.อ.ประวิตร, อนุทิน, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์, วราวุธ ศิลปอาชา ซึ่งหากกลุ่มนี้รวมกันแล้วมีโอกาสจะได้ ส.ส. เกิน 250 เสียง เพราะหากเพื่อไทยได้ ส.ส. ลดลงจากที่ตั้งเป้าไว้ ก็จะทำให้ฝั่งขั้วรัฐบาลได้ ส.ส. เพิ่มขึ้น 

อย่างไรก็ตาม แม้นิด้าโพล จะเปิดเผยผลสำรวจศึกเลือกตั้ง 2566 นัดสุดท้าย แต่พรรคการเมืองก็ยังมีเวลาอีกประมาณ 11 วันก่อนวันเลือกตั้ง ที่จะปรับยุทธศาสตร์ ทางพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคภูมิใจไทย ดูแล้วคงไม่ต้องปรับอะไร  

“นั่งเฉยๆ นั่งบนภูดูเสือกัดกัน ดูเพื่อไทยจัดการกับก้าวไกลว่าจะทำได้หรือไม่ ดังนั้น ตอนนี้คนที่เหนื่อย คือคนที่อยู่แดนไกล หลังพอเห็นว่าคะแนนของก้าวไกล ทำท่าว่าจะมา ต้องรอดูในช่วงใกล้ๆ วันเลือกตั้ง เพราะประเทศเราเป็นประเทศสังคมแห่งวาทกรรม อาจจะมีวาทกรรมใหม่ๆ ออกมา เหมือนอย่างก่อนหน้านี้ที่เคยมี อย่างที่ดังๆ ก็เช่น “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” ตอนเลือกตั้งผู้ว่าราชกรุงเทพมหานคร หรือ “เลือกความสงบจบที่ลุงตู่” ตอนปี 2562 แล้วก็มีหัวหน้าพรรคการเมืองบางพรรคมาบอกว่า ไม่เอาลุงตู่ ผลปรากฏพรรคนั้นสูญพันธุ์เลยใน กทม.” ผู้อำนวยการนิด้าโพล ระบุ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์