การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.)ร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ รัฐสภา โดยมีวาระเชิญบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาให้ข้อมูลกมธ. เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการทำประชามติผ่านทางไปรษณีย์
โดย นิกร จำนง เลขานุการกมธ.ฯ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมว่า ในเรื่องขั้นตอนการออกเสียงทำประชามติ มีความเห็นต่างกันอย่างมากระหว่าง สส. กับสว. ที่จะต้องมีการลงมติกัน โดยเฉพาะในประเด็นเสียงข้างมากว่าจะเอากี่ชั้น ซึ่งกมธ.มีฝั่งละ14คน แต่ขาดฝั่งสส.ไป1คน ที่ได้ลาไว้ก่อน และเท่าที่ฟังทั้ง 2 ฝ่ายยืนตามมติของตัวเองมาตลอด โดยฝ่ายสว.ยืนกรานที่เสียงข้างมาก 2 ชั้น ที่จะต้องใช้เสียงของผู้มีสิทธิ์เกินกึ่งหนึ่ง คือ 26 ล้านคนขึ้นไป และใช้เสียงของผู้มีสิทธิ์เกินกึ่งหนึ่งเป็นข้อยุติว่าจะต้องเห็นด้วยให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ขณะที่ฝ่ายสส.โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ใช้เสียงข้างมากชั้นเดียว คือมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์เท่าใดก็ได้ แล้วใช้เสียงข้างมาก แต่ต้องเกินจากผู้ที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนนหรือโนโหวต ส่วนตัวเห็นว่า ความเห็นที่แตกต่างเหล่านี้จะมีปัญหา เพราะต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลในจุดยืน ในวันนี้ตนจึงจะเสนอในนามกมธ. ให้ใช้เสียงข้างมากชั้นครึ่ง คือมีผู้มีมาใช้สิทธิ์เกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ออกเสียง และมีจำนวนเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเพื่อให้เจอกันตรงกลาง
“ขณะนี้มีการท้ากันว่า การทำประชามติออกไป 180 วันก็ไม่เป็นไร แต่ผมยืนยันว่า เป็นปัญหา เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะให้เสร็จทันในรัฐบาลชุดนี้ไม่มีทาง จึงมีความคิดกันว่าให้ได้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ก็ยังดี เพราะสภาฯ เหลือเวลาอีก2ปี หากมีความขัดแย้ง แล้วสส.ยืนตามของตัวเอง จะมีปัญหาต้องรอไปอีก 180 วัน พอออกเป็นกฎหมาย กกต.ต้องไปออกกฎหมายลูกอีก1เดือน รวมเป็น 7 เดือน พอกฎหมายเริ่มดำเนินการ ครม.ออกเป็นมติ ใช้เวลาอีก 100 วันถึงจะทำประชามติครั้งแรกได้ ก็หมดปี 68 แล้ว ถึงแม้กฎหมายนี้จะผ่านในปี 68 ก็ต้องใช้เสียงของสว.สนับสนุนเกิน 1 ใน 3 ก็คือ 67 เสียง สว.ก็จะไม่ให้ผ่านในการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพราะแตกหักกันแล้ว ทำให้ต้องไปแก้ไขใหม่ ก็ต้องรอสภาฯ สมัยหน้า แม้แต้สสร.ก็สุ่มเสี่ยงที่จะไม่ทัน ผมเลยเสนอแบบกลาง เพื่อให้ออกกฎหมายทัน พอสภาฯ เปิด กฎหมายเคาะแล้ว ก็สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วทำประชามติแบบชั้นครึ่งได้เลย แต่ที่ผมจะเสนอวันนี้ ยอมรับว่า ไม่รู้ว่า จะหวังได้แค่ไหน เพราะแย้งกันหนักเหลือเกิน ต่างฝ่ายต่างยืนนิ่งแบบไม่ขยับตัวกันเลย”
— นิกร กล่าว
นิกร กล่าวด้วยว่า มันมีโอกาสแหกโค้งเยอะมาก ถ้าไม่ประนีประนอม ไม่พูดคุยกัน มันเหมือนเจอแต่อุปสรรค ดังนั้นฝ่ายสว. ต้องถอย1ก้าว ตามที่เสนอ แต่คิดว่าคงไม่ถอย เพราะขณะนี้การเมืองแรงเหลือเกิน จึงต้องขอให้ตัวเองโชคดีในการเสนอครั้งนี้




