‘นิกร’ โต้ ‘ปชน.’ ปม ‘แก้ รธน.’ ชี้เสนอแบบเดิม

21 พ.ค. 2569 - 15:47

  • 'นิกร’ มองไม่เป็นธรรม ถูกผู้นำฝ่ายค้านโจมตีปมแก้ รธน.

  • ลั่น “จะยื่นมาให้โดนคว่ำอีกทำไม”

  • สอนมวย 'เป็นค้านไม่ใช่ฝ่ายติ' ย้อนใครพิรี้พิไร จนศาล รธน. วินิจฉัยปิดช่องเลือกผู้ร่างโดยตรง

‘นิกร’ โต้ ‘ปชน.’ ปม ‘แก้ รธน.’ ชี้เสนอแบบเดิม

วันนี้ (21 พ.ค. 69) นิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย แถลงตอบโต้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. พรรคประชาชน ถึงกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ตนจำเป็นต้องแถลงเนื่องจากถูกโจมตีอีกแล้วจากฝ่ายค้าน และจริง ๆ ก็น่าจะเดินกันคนละเส้นอยู่แล้ว เพราะเราเป็นฝ่ายรัฐบาล คราวที่แล้วนายกรัฐมนตรีบอกว่าเป็นภารกิจของรัฐสภา และไม่ได้บรรจุมาเป็นร่างของพรรคประชาชน ครั้งก่อนผู้นำฝ่ายค้านก็บอกว่าไม่จริงใจ พอพรรคภูมิใจไทยยื่นเป็นร่างแรกก็มีปัญหาอีก ทางใครทางมัน พรรคร่วมรัฐบาลก็เสนอเข้ามาเพื่อปฏิบัติตามคำที่นายกฯ บอกว่าทำตามคำสั่งประชาชน ขยับซ้ายขยับขวาก็ถูกโจมตี ตนมองว่าไม่เป็นธรรม

“ตอนนั้นก็บอกว่าไม่จริงใจ ไม่รับรองร่าง พอยื่นมาก็หาว่าแบบนั้นแบบนี้ ดังนั้น มาลงรายละเอียดว่า อันแรกไม่มีการเลือกโดยตรง ไม่มีคูหา การเสนอแบบนี้ก็เพื่อให้มันคว่ำอีก จะให้ถูกคว่ำอีกสักกี่หน เรารู้อยู่แล้วว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ศาลชี้แบบนั้นเพราะไปพิรี้พิไรยื่นแล้วยื่นอีก ศาลจึงชี้ว่าเลือกโดยตรงไม่ได้ ถามว่าเกิดจากใครที่ไปกระตุ้นขึ้นมา” นิกร กล่าว

นิกร กล่าวต่อว่า เมื่อมีคำวินิจฉัยแล้วก็ผูกมัดทุกองค์กร ดังนั้น การเสนอร่างก็เพื่อให้เสนอ เพื่อให้มีภาพทางการเมืองว่าได้ทำแล้ว อาจไม่ประสงค์ต่อผลทางการเมืองก็ได้ แต่พรรคภูมิใจไทยประสงค์ให้มีผล เราจะไปสุ่มเสี่ยงแบบนั้นไม่ได้ จึงต้องออกแบบใหม่ ให้สมัครเข้ามาแบบร่างแรก ให้รัฐสภาเป็นคนเลือกตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

“เพราะฉะนั้น หากต้องการเสนอร่างรัฐธรรมนูญมาเพื่อให้ถูกคว่ำอีกที อย่างเช่นครั้งที่แล้วที่มีปัญหาเรื่องเสียง 1 ใน 3 ของวุฒิสภา จนหัก ก็อยู่ที่ ณัฐพงษ์ ที่เสนอให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทั้ง ๆ ที่หักยอมให้มีเงื่อนไข 1 ใน 3 ครั้งนั้น ก็ยังไปหาทางออกข้างหน้าได้” นิกร กล่าว

นิกร กล่าวอีกว่า ส่วนความกังวลว่าจะเป็น สสร. สีน้ำเงิน ตนและฝ่ายกฎหมายของพรรคภูมิใจไทยจึงหารือกันว่าต้องมีการคลายตัว โดยแบ่งเป็น สว. 200 คน และ สส. อีก 500 คน ใช้กลไกรัฐสภาแบ่งสัดส่วนตามจำนวน สส. ที่แต่ละพรรคมีอยู่ ดังนั้น พรรคร่วมรัฐบาลมี สส. มากกว่า จึงย่อมมีสัดส่วนมากกว่า หลักการตรงนี้จึงไม่ได้ผิดพลาด หากการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคของท่านมี สส. มาก ก็จะได้สัดส่วนมาก เราก็จะยอมรับ จึงรับประกันได้เลยว่าไม่มีสีใดสีหนึ่งโดยเฉพาะ

เรื่องการเพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. นิกร ย้ำว่า สว. ก็เป็นอีกองค์กรหนึ่ง ซึ่งท่านมีความเชื่อของท่านก็ว่าไป แต่จะไปว่ากล่าวเขาไม่ได้ โดยที่มีการกล่าวหาว่าเพิ่มอำนาจให้ สว. นั้น ครั้งนี้เราลดให้เสียง สว. เป็น 1 ใน 4 จึงไม่ถือเป็นการเพิ่ม หากเพิ่มควรเป็น 1 ใน 2 เพราะจำนวน 1 ใน 4 เท่ากับ สว. 50 คน ถือว่าลดมาจากร่างเดิมของพรรคภูมิใจไทยที่ให้มี สว. ผู้นำฝ่ายค้านจึงไม่ควรโจมตีกันด้วยความไม่มีหลักเกณฑ์

ส่วนแนวทางที่ให้มีคูหาเลือกตั้ง สสร. ทางอ้อม นิกร มองว่า หากมีคูหาก็จะสุ่มเสี่ยงขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 100% เดิมทีศาลไม่ได้ชี้มาแบบนี้ เราหวังว่าจะได้เลือกกันเอง เหมือนครั้งรัฐธรรมนูญปี 2540 ปรากฏว่า เมื่อพูดมาแบบนี้ ศาลจึงชี้มาว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง

“มาจากความพิรี้พิไรของใคร จากการสอบถาม ยื่นแล้วยื่นอีกของใคร ศาลจึงพูดให้ชัดไปแบบนี้เลย กลายเป็นว่าปิดทางตัวเอง แล้วยังมาบ่นคนอื่นอีก” นิกร กล่าว

นิกร ยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยไม่กล้าเสนอแนวทางให้มีคูหาเลือกตั้ง เพราะจะมีปัญหาตามมา เช่น กรุงเทพมหานคร ซึ่งคาดว่าเป็นจังหวัดที่จะมีผู้สมัครจำนวนมาก จะทำให้เลือกยาก ในอดีตเคยมีแนวทางให้ผู้สมัครในแต่ละจังหวัดสมัครเข้ามา แล้วเลือกกันเองให้เหลืออีกครั้งหนึ่ง แต่ตอนนี้ไม่กล้าทำอย่างนั้นแล้ว เพราะมีคนชี้ช่องให้ปิดทางแบบนี้

ขณะที่ข้อกังวลว่า หากกลไกเป็นแบบนี้ จะทำให้เนื้อหารัฐธรรมนูญที่ร่างออกมาแย่กว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 นิกร ถามกลับว่า ได้เห็นเนื้อหาแล้วหรือยัง ควรว่ากันไปเป็นประเด็นก่อน

“ฝ่ายค้าน ไม่ใช่พรรคฝ่ายติ เห็นอะไรก็ติไปหมด เมื่อรัฐบาลไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ก็บอกว่าไม่จริงใจ แล้วเมื่อยื่นร่างแก้ไขเข้ามาก็ตำหนิอีก โดยที่เรามีความมุ่งหวังจะทำให้สำเร็จ แต่อาจจะดูเลวร้ายในความคิดของฝ่ายค้าน ก็ค่อยไปว่ากันในการพิจารณาวาระหนึ่ง แต่ให้เราไปตามใจคุณไม่ได้ ไม่ควรล้ำเส้น เพราะเราต้องยึดเสียงข้างมากเป็นหลัก” นิกร กล่าว

นิกร ยังกล่าวถึง ปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ซึ่งได้พาดพิงถึง เนวิน ชิดชอบ ว่าเป็นการกล่าวหาที่ไม่อยู่บนข้อเท็จจริง และเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง ตนได้อยู่กับผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ยืนยันได้ว่า เนวิน ไม่เคยโทรหาตน หรือใครทั้งสิ้น

นิกร กล่าวต่อว่า พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน ก็ควรทำงานของใครของมัน ก่อนหน้านี้มีการมาขอดูร่างของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งตนก็ไม่ให้ เพราะหากดูร่างของเราแล้วมาตำหนิทีละจุด ๆ ถือว่าไม่เป็นธรรม ควรยกร่างตามความเชื่อของแต่ละฝ่าย แล้วค่อยมาบรรจุพร้อมกันในการพิจารณาของรัฐสภา

“ปกติผมไม่ว่าใครก่อน แต่นี่เป็นเพราะฝ่ายค้านเป็นฝ่ายเริ่มก่อน” นิกร กล่าวทิ้งท้าย

หมายเหตุเล็กน้อยที่ผมแก้ให้เนียนขึ้นโดยไม่เปลี่ยนสาร:

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์