นิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการเผยแพร่ตารางคำนวณ ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2564 ตามฐานข้อมูลราษฎร 31 ธันวาคม 2565 จำนวน 400 เขต ว่า ตนเชื่อว่าข้อมูลดังกล่าวจะเป็นฐานที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นำไปกำหนดเกี่ยวกับการแบ่งเขตเลือกตั้งในแต่ละพื้นที่ เพราะเมื่อทราบถึงข้อมูลจำนวนประชากรที่ชัดเจนตามประกาศของกระทรวงมหาดไทยแล้ว จึงนำไปคำนวณตามจำนวนเขตที่มี คือ 400 เขต เท่ากับในแต่ละเขตจะมีจำนวนประชากรเท่ากับ 1.65 แสนคน หลังจากนี้เชื่อว่า กกต.จะออกแบบเขตเลือกตั้ง และสอบถามความเห็นจากพรรคการเมือง
นิกร กล่าวอีกว่า ตนเชื่อว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งจะทำได้เร็วและไม่มีปัญหา และคาดหวังว่า กกต.จะรับฟังและนำข้อสังเกตของอดีตคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ซึ่ง กมธ.คณะดังกล่าว มีผู้แทนของสำนักงาน กกต. ร่วมเป็น กมธ.ด้วย ที่เคยกำหนดไว้ในร่างกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 6 ซึ่งแก้ไขมาตรา 26 (5) ว่า การแบ่งเขตเลือกตั้งต้องแบ่งพื้นที่ให้มีเขตติดต่อกันและจำนวนราษฎรแต่ละเขตใกล้เคียงกัน โดยกำหนดให้ผลต่างของจำนวนราษฎรในแต่ละเขตเลือกตั้งไม่เกิน 10% แม้ร่างกฎหมายลูกของ กมธ.จะไม่ผ่านชั้นพิจารณาของสภาฯ ก็ตาม
“ผมเชื่อว่า กกต. มีบทเรียนจากการแบ่งเขตเลือกตั้งเมื่อปี 2562 และทราบถึงปัญหาที่ กมธ.วิสามัญ ซึ่งประกอบด้วยทุกพรรคการเมืองและ ส.ว. สะท้อนในชั้น กมธ.แล้ว จึงเชื่อว่าในทางพฤตินัย กกต. จะรับฟังและนำไปปฏิบัติเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา เช่น การฟ้องร้องกกต. เป็นต้น” นิกร กล่าว
นิกร กล่าวด้วยว่า นอกจากนั้นยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับประเด็นการจัดทำบัตรเลือกตั้ง ส.ส.เขต ของ กมธ. ระบุว่า หมายเลขประจำตัวผู้สมัครและช่องทำเครื่องหมายต้องแบ่งเป็น 2 แถว หรือ 3 แถวในแนวตั้ง แล้วแต่จำนวนผู้สมัคร โดยต้องทำให้ผู้ใช้สิทธิไม่สับสนในการทำเครื่องหมายลงคะแนน ว่าเป็นช่องลงคะแนนหรือช่องหมายเลขผู้สมัคร
นิกร กล่าวอีกว่า ตนเชื่อว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งจะทำได้เร็วและไม่มีปัญหา และคาดหวังว่า กกต.จะรับฟังและนำข้อสังเกตของอดีตคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ซึ่ง กมธ.คณะดังกล่าว มีผู้แทนของสำนักงาน กกต. ร่วมเป็น กมธ.ด้วย ที่เคยกำหนดไว้ในร่างกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 6 ซึ่งแก้ไขมาตรา 26 (5) ว่า การแบ่งเขตเลือกตั้งต้องแบ่งพื้นที่ให้มีเขตติดต่อกันและจำนวนราษฎรแต่ละเขตใกล้เคียงกัน โดยกำหนดให้ผลต่างของจำนวนราษฎรในแต่ละเขตเลือกตั้งไม่เกิน 10% แม้ร่างกฎหมายลูกของ กมธ.จะไม่ผ่านชั้นพิจารณาของสภาฯ ก็ตาม
“ผมเชื่อว่า กกต. มีบทเรียนจากการแบ่งเขตเลือกตั้งเมื่อปี 2562 และทราบถึงปัญหาที่ กมธ.วิสามัญ ซึ่งประกอบด้วยทุกพรรคการเมืองและ ส.ว. สะท้อนในชั้น กมธ.แล้ว จึงเชื่อว่าในทางพฤตินัย กกต. จะรับฟังและนำไปปฏิบัติเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา เช่น การฟ้องร้องกกต. เป็นต้น” นิกร กล่าว
นิกร กล่าวด้วยว่า นอกจากนั้นยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับประเด็นการจัดทำบัตรเลือกตั้ง ส.ส.เขต ของ กมธ. ระบุว่า หมายเลขประจำตัวผู้สมัครและช่องทำเครื่องหมายต้องแบ่งเป็น 2 แถว หรือ 3 แถวในแนวตั้ง แล้วแต่จำนวนผู้สมัคร โดยต้องทำให้ผู้ใช้สิทธิไม่สับสนในการทำเครื่องหมายลงคะแนน ว่าเป็นช่องลงคะแนนหรือช่องหมายเลขผู้สมัคร



