นิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) เผยถึงกรณีที่มีหลายพรรคการเมือง มีแนวโน้มจะถอยการแก้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ว่า หลายพรรคการเมืองเคยมีนโยบายที่บอกกับประชาชนว่า จะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมถึงรัฐบาลชุดนี้ก็มีนโยบายซึ่งมีผลผูกพัน อย่างไรก็ต้องทำ แต่ตอนนี้คือมีการแฉลบ
ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรมีน้ำหนักตามสมควร โดยตอนที่จัดทำกฎหมายประชามติมีข้อเสนอ ข้อสังเกต และข้อคิดเห็นมาจากกระทรวงมหาดไทย ที่ลงนามโดย อนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายฉบับใหญ่ที่ผูกพันประชาชน ควรจะมีเกณฑ์ขั้นต่ำ
ร่างกฏหมายของพรรคภูมิใจไทย ที่มีการเสนอเข้ามานั้น ใช้เสียงชั้นครึ่ง คือ ต้องออกมาใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ แต่ที่จะต้องได้เสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ์ ผู้มีสิทธิ์ก่อนนั้น เรามาขอเขาให้ลดระดับลง เขาก็ยอมลดระดับลงมาเหลือ 1 ใน 4 ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ ซึ่งเราก็เอาตามเสียงข้างมากของคณะกรรมาธิการ (กมธ.)
— นิกร จำนง
เมื่อถามถึงกรณีที่วุฒิสภา มีมติให้กลับไปใช้ ‘เสียงข้างมากสองชั้น’ ในการทำประชามติ นิกร กล่าวว่า การพิจารณาของ กมธ.วุฒิสภา ก็มีการแฉลบมาเยอะ ในขณะที่มีการพิจารณาเป็นรายมาตรา ซึ่งการแก้ไขตามมาตรานั้น เป็นเหตุอ้างได้ในชั้นของวุฒิสภา จึงทำให้วุฒิสภาไหลไปทางนั้น
ถามว่าขณะนี้สิ้นหวังหรือยัง? ก็ยัง เรายังมีโอกาสอยู่คือสามารถประเมินกันได้เลยว่า หากแก้มาในหลักการเช่นนี้ ต้องกลับมาสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อนำมายืนยัน ซึ่งผมเชื่อว่า สภาผู้แทนราษฎรจะยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับวุฒิสภาแน่นอน เพราะเป็นหลักการใหญ่ ซึ่งหากไม่เห็นด้วยก็จะต้องมีการตั้ง กมธ.ร่วมกัน
— นิกร จำนง
ส่วนวันที่ 9 ตุลาคม สภาผู้แทนราษฎรจะมีการพิจารณาเรื่องนี้เพื่อยืนยัน ซึ่งจะต้องยืนยันอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นหน้าตาของสภาผู้แทนราษฎรจะอยู่ตรงไหน ถูกบีบมาเช่นนี้ โดยจะต้องมีการเสนอชื่อคนที่จะไปเป็น กมธ. 10 คน หลังจากนั้นก็จะต้องกลับเข้าไปสู่การพิจารณาของวุฒิสภา ในวันที่ 15 ตุลาคม เพื่อเสนอชื่อบุคคลที่จะเป็น กมธ.อีก 10 คน
ส่วนวันที่ 16-23 ตุลาคม กมธ.ร่วมต้องตกลงกันให้ได้ โดยภายในวันที่ 28 ตุลาคม วุฒิสภาจะต้องยืนยันและเห็นด้วยกับข้อคิดเห็นของ กมธ.ร่วม
หากทั้ง 2 สภาฯ เห็นด้วยวันที่ 30 ตุลาคม ก็จะมีผล และวันที่ 31 ตุลาคม สามารถส่งให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่จะมีการเลือกนายก อบจ. ก็ยังทันอยู่ เพราะตอนแรกยังกังวล เนื่องจากเกรงว่าวุฒิสภาจะดึง
— นิกร จำนง
เมื่อถามว่า ยังมีหวังที่จะทำประชามติรอบแรกทันการเลือกนายก อบจ.ใช่หรือไม่ นิกร ก็แสดงความกังวลว่าจะเลยเถิด เพราะอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรสามารถที่จะข้ามวุฒิสภาไปได้เลย คือแค่ยืนยันแล้วรอ 6 เดือนที่จะกลับไปใช้เสียงข้างมาก 1 ชั้น ในการทำประชามติ ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) สามารถกำหนดเองได้
หากผ่านการพิจารณาของสภาฯ แล้วต้องกลับเข้ามาที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ยกร่างแก้ไขมาตรา 256 ซึ่งหากถึงขั้นที่ข้ามวุฒิสภาไปแล้ว ก็จะเกิดปัญหาว่าเขาจะให้ 72 เสียงกับเราหรือไม่ และไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรายมาตราหรือทั้งฉบับ เราก็จะไม่ได้รับเสียงจาก สว.เลย ผมยังห่วงตรงนี้อยู่ และมองว่าเรายังควรมีวุฒิสภาอยู่ แต่ไม่ควรที่จะมีปัญหากันเดี๋ยวจะลุกลาม เพราะกฎหายทุกฉบับต้องผ่านระบบนี้อยู่
— นิกร จำนง
ติง ‘ไม่มีเหตุที่จะมาดึง’ หลัง ‘ภูมิใจไทย’ เผยท่าที ‘แก้ รธน.’ ไม่ใช่เรื่องด่วน
เมื่อตั้งข้อสังเกตว่า ท่าทีของพรรคภูมิใจไทย มองว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนแล้ว นิกร กล่าวว่า “ก็ไม่ใช่ แต่ก็ไม่มีเหตุที่จะมาดึงตรงนี้ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องเร่งด่วน แต่เป็นเรื่องของกฎหมายฉบับหนึ่งที่ควรจะเป็นอย่างไร
เราก็ไม่สามารถจะไปพูดได้ว่า ภูมิใจไทยเกี่ยวข้องกับวุฒิสภา อย่างมีนัยยะสำคัญ เราอาจจะมองได้ แต่พูดไม่ได้ เรื่องนี้อย่าไปคิดว่าใครจะได้อะไร แต่ให้คิดมุมกลับว่า ใครจะเสียอะไร ซึ่งที่จะเสียแน่ๆ คือรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชน แล้วใครจะเป็นคนรับผิดชอบ
— นิกร จำนง
เมื่อถามว่า ตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ หวังว่าจะทันรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ นิกร กล่าวว่า “หวังเช่นนั้น และหวังมา 20 ปีแล้ว เราไม่ถอย หากมันจบ เราก็หวังต่อไปว่า 180 วัน ก็ 180 วัน เราจะสามารถดีกันได้ เราต้องมาร่วมกันทั้ง 2 สภา ต้องยอมถอยกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างยืน แล้วก็ไม่ได้อะไรเลย ไม่มีพรรคไหนหรือสภาไหนเสีย มีแต่ประชาชนเสียโอกาส”
เมื่อถามถึงจุดยืนของพรรคชาติไทยพัฒนา นิกร กล่าวว่า เราอยากได้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับอยู่แล้ว เพียงแค่ไม่มีการแก้ไขมาตราเหมือน บรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะหากแก้ไขรายมาตรา เราจะไปคิดแทนประชาชน
เราต้องการรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน สามารถแก้ไขได้บ้าง ไม่ใช่แก้ไขไม่ได้เลย และเราต้องการ สสร.เพื่อต้องการลดความขัดแย้ง เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากทหาร
— นิกร จำนง

‘สภาฯ’ ตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการป้องกัน-ลดอุบัติเหตุท้องถนน 25 ต.ค. ประชุมนัดแรก-ยกเคส ‘ไฟไหม้รถบัส’ เป็นวาระเร่งด่วน
นิกร จำนง ในฐานะที่ปรึกษาและกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการป้องกันและลดอุบัติเหตุเพื่อสร้างความปลอดภัยทางถนนแห่งรัฐสภา เผยว่า วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้ลงนามในคำสั่งรัฐสภาที่ 42/2567 ปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการฯ จากกรรมาธิการสามัญฝั่งวุฒิสภา ที่ตั้งขึ้นใหม่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2567 และ พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ผู้เป็นประธานคณะกรรมการฯ ได้มีคำสั่งให้มีการประชุมร่วมคณะกรรมการฯ ชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในวันศุกร์ที่ 25 ต.ค.นี้
นิกร กล่าวว่า กรณีเพลิงไหม้รถบัสทัศนศึกษา ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และมีความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานรับผิดชอบหลายฝ่าย รวมทั้งฝ่ายรัฐสภาด้วย และโดยที่องค์ประกอบของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นใหม่นี้ มีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องเกือบครบถ้วนแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญคณะต่างๆ ของทั้ง 2 สภาฯ เช่น กมธ.การคมนาคม, กมธ.การศึกษา, กมธ.การกฎหมายฯ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กรมป้องกันและบรรเทาสาธาธารณะภัย อธิบดีกรมควบคมุโรค รวมทั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
จึงกำหนดกรณีรถบัสทัศนศึกษา เป็นวาระพิจารณาเร่งด่วนสำคัญในการประชุมในครั้งนี้ เพื่อสรุปเสนอแนวทางการป้องกันและลดอุบัติเหตุให้ผลในการปฏิบัติ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้เกิดขึ้นกับเด็กนักเรียนและประชาชนทั่วไป อันเป็นหน้าที่และอำนาจโดยตรงของคณะกรรมการฯ ต่อไป โดยประธานคณะกรรมการฯ ได้สั่งการไปให้ทุกหน่วยเตรียมแนวทาง มาตรการ และข้อเสนอที่เห็นว่า จะช่วยป้องกันปัญหาดังกล่าว เข้ามาพิจารณาในการประชุมตัวาระสำคัญที่สุด
— นิกร จำนง
ทั้งนี้ ในฐานะประธานคณะอนุ กมธ.พิจารณาศึกษาความปลอดภัยทางถนนและคมนาคม ใน กมธ.การคมนาคม สภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว ที่ได้เสนอความเห็นเป็นข้อสังเกตที่ผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมสภาฯ ไปยังรัฐบาลในขณะนั้น โดยเฉพาะกรณีความปลอดภัยทางถนน ของเด็กนักนักเรียนในการเดินทางไปทัศนศึกษาดังกล่าวนี้กลับมานำเสนอในวาระการประชุมที่จะถึงนี้
เพื่อการปรับปรุงร่วมกันซึ่งมีอยู่หลายข้อเสนอแนะในรายงานหลายด้าน เช่น ด้านยานพาหนะปลอดภัย ด้านรถโรงเรียนและรถรับส่งนักเรียนที่ต้องควบคุมมาตรฐานของกฎหมายเพื่อความปลอดภัยของเด็กนักเรียน และในประเด็นนี้มีการเสนอการควรควบคุมรับจ้างอย่างใกล้ชิดทั้งมาตรฐานของรถ การตรวจสอบมาตรฐานรถ ตลอดจนอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยในรถ ประตูฉุกเฉินและการซักซ้อมการใช้งานของอุปกรณ์
ด้านการศึกษา เสนอให้กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับกรมการขนส่งทางบกเร่ง พัฒนาระบบความปลอดภัยรถรับจ้างที่เกี่ยวกับการเดินทางของนักเรียน และที่สำคัญ เสนอให้กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายและกำกับดูแลการเดินทางไปทัศนศึกษาอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ต้องจัดสรรบประมาณการเดินทางทัศนศึกษาให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยมากกว่าความประหยัด ทั่งค่าเดินทางและค่าที่พักสำหรับนักเรียน นักศึกศึกษา และครูผู้ควบคุม
ในฐานะผู้ทำงานด้านความปลอดภัยทางถนนมากว่า 20 ปีว่า กรณีการสูญเสียครั้งใหญ่อีกครั้งนี้ ที่จริงแล้วมีกฎหมายและระเบียบปฏิบัติอยู่เกือบครบถ้วนแล้ว ปัญหาที่มีของความปลออดภัยของเด็กๆ และผู้คนทางถนนของเรา คือขาดการบังคับใช้ในภาคปฏิบัติ และการติดตามประเมินผลจากฝ่ายกำกับดูแลนโยบาย จำเป็นจะต้องนำเสนอให้เกิดเป็นรูปธรรมขึ้นให้ได้ และเมื่อรัฐบาลชุดนี้ก็มีนโยบายด้านความปลอดภัยทางถนนแถลงไว้อย่างชัดเจน
เชื่อว่า การประชุมพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการป้องกันฯ ในครั้งนี้ จะเกิดเป็นคุณูปการขึ้นอย่างแน่นอน มิเช่นนั้นแล้ว เราจะสูญเสียเด็ก ๆ และคุณครูผู้จากไปในกรณีนี้ที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย โดยไม่มีอะไรที่ดีกว่าเกิดขึ้นมาเลย แล้วเราจะรอให้เกิดความสูญเสียซ้ำซากเช่นนี้กันอีกครั้งถึงจะพอ
— นิกร จำนง




