ไม่เจ็บแค้น ‘ยิ่งลักษณ์’ แต่ต้องไปให้สุด!

24 ม.ค. 2567 - 13:50

  • ‘ถวิล’ ร้อนใจ ร้องขอ ป.ป.ช.ประสานอัยการสูงสุด ยื่นอุทธรณ์ คดี ‘ยิ่งลักษณ์’ โยกย้ายไม่เป็นธรรม หลังศาลฎีกานักการเมือง ยกฟ้อง

  • ยันไม่ต้องการเอาชนะ-เจ็บแค้น แต่กฎหมายเปิดช่องต้องไปให้สุด

no_angry_yinglak_but_law_appeal_SPACEBAR_Hero_127fd61469.jpg

ถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะอดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แถลงข่าวถึงการยื่นเรื่องขอให้อัยการสูงสุดยื่นอุทธรณ์ กรณีศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษายกฟ้อง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในการแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรมว่า ในกรณีนี้มีหลายศาล หลังจากมีคำสั่งโยกย้าย ส่วนตัวได้ร้องศาลปกครองเมื่อปี 2554 และศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ตนเองชนะคดีจนได้รับการคืนตำแหน่ง ต่อมา สว.ได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยศาลมีคำวินิจฉัยให้ ยิ่งลักษณ์ พร้อม ครม.ที่ลงมติ พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ

ต่อมาในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด ยิ่งลักษณ์ ตามม.157 และส่งให้อัยการยื่นฟ้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จนกระทั่งศาลยกฟ้อง แต่คดีนี้ยังไม่ถึงที่สิ้นสุด เพราะตามกฏหมายสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ ซึ่งตามกฏหมายผู้ที่จะสามารถยื่นอุทธรณ์คดีนี้ได้คืออัยการ และในขณะนี้ใกล้ครบกำหนด 30 วันคือวันที่ 26 ม.ค.นี้ ในการยื่นอุทธรณ์คดี ทั้งนี้ ยอมรับว่า ร้อนใจ เพราะใกล้วันสิ้นสุดการยื่นอุทธรณ์ ซึ่งเมื่อกฎหมายเขียนเอาไว้ว่า สามารถจะไปให้ถึงที่สุดได้ ก็อยากให้เรื่องไปถึงที่สุด ไม่ได้หมายความว่า ต้องการเอาชนะคะคาน หรือเจ็บแค้นอะไรต่างๆ ส่วนตัวไม่มี และเมื่อวานนี้ ส่วนตัวก็ได้ไปยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุดแล้ว

“ในความเห็นผมคิดว่า คุณยิ่งลักษณ์และคณะ มีเจตนาพิเศษแน่นอน ที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับญาติและพรรคพวกและมีเจตนาที่จะทำให้ผมเสียหาย แต่ว่าศาลยกฟ้อง ผมจึงเห็นว่าควรจะไปให้ถึงชั้นอุทธรณ์ ผมเหมือนนักมวย แม้ไม่ได้เป็นผู้ฟ้องเอง แต่ก็เป็นผู้เสียหายในคดี เหมือนนักมวยที่เขาไปจัดชก อัยการก็เปรียบเหมือนโปรโมเตอร์ ที่จับผมไปชก ผมก็แพ้ในครั้งแรก ผมก็อยากจะแก้มือเพราะผมเป็นผู้เสียหาย เมื่อขอแก้มือเองไม่ได้ คนที่จะทำให้ผมแก้มือได้ในชั้นอุทธรณ์ ก็คืออัยการ พร้อมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สำนักงานอัยการสูงสุดจะเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ ไม่ปล่อยให้คดีนี้จบไปในชั้นต้นโดยที่ยังมีความสงสัยกันอยู่” ถวิล กล่าว

ถวิล ยังกล่าวอีกว่า วันนี้ (24 ม.ค.) จะไปยื่นเรื่องต่อ  ปปช. ซึ่งเป็นต้นเรื่องที่จับเรื่องนี้มาไต่สวน ชี้มูลและนำมาสู่การฟ้องร้อง รวมถึงจะไปขอบคุณที่ได้นำเรื่องนี้ขึ้นมา และขอให้ประสานงานไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป 

“แต่เมื่อได้ดำเนินการมาถึงขั้นนี้ ก็อยากให้รักษากระบวนการยุติธรรม ในเมื่อยังไปไม่สุดทาง หากเลิกกลางคันก็จะเป็นที่เคลือบแคลง แต่ถ้าไปถึงที่สุด แล้วสุดท้าย ผมจะแพ้หรือชนะไม่ใช่เรื่องที่สำคัญ ผมไม่ได้มุ่งหวังว่า จะต้องชนะให้ได้ อีกทั้งกระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอน ตั้งแต่พนักงานสอบสวนไปจนถึงราชทัณฑ์ บางทีมีอะไรที่ไม่ปกติเกิดขึ้นทุกวัน ก็อยากรักษากระบวนการยุติธรรมให้เป็นที่พึ่งของประชาชน สร้างความเท่าเทียมความเสมอภาคให้เกิดขึ้น ไม่อยากให้เรื่องนี้มาเป็นจุดเล็กๆ ที่ทำให้สำนักงานอัยการต้องมีมลทิน” ถวิล กล่าว

ถวิล ยังหวังว่า ถ้าเวลาจะหมด อัยการสูงสุดหรือสำนักงาน ป.ป.ช. ก็น่าจะไปขอขยายระยะเวลาเพื่อให้มีเวลามากขึ้น ในการดำเนินการเรื่องนี้ให้มันไปถึงที่สุดได้

ด้านสมชาย แสวงการ สว. มองว่า เรื่องนี้ยังไม่สิ้นสุดเพียงแต่เป็นอำนาจของอัยการ ดังนั้น อัยการสูงสุดมีหน้าที่และอำนาจ การที่ตรวจสอบและเหลือเวลาในการยื่นอุทธรณ์อีกไม่กี่วัน แต่ยังไม่ดำเนินการใดๆ ก็ทำให้เห็นว่าความยุติธรรมล่าช้าคือความอยุติธรรม จึงอยากฝากเรื่องนี้ไปยังอัยการสูงสุด อยากเห็นการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ตั้งแต่ศาล อัยการตำรวจ ราชทัณฑ์ ซึ่งตอนนี้กำลังสั่นคลอนมากสำหรับเรื่องของกระบวนการยุติธรรมที่มีความเสื่อมศรัทธา ส่วนตัวไม่อยากเห็นองค์กรอัยการถูกกล่าวหาว่า ไม่อุทธรณ์คดีเหมือนหลายคดีใหญ่ที่ผ่านมา องค์กรอัยการทำหน้าที่เป็นทนายแผ่นดิน เรื่องนี้ยังไม่ยุติและสามารถใช้อำนาจหน้าที่ในกระบวนการอุทธรณ์ได้จึงเรียกร้องขอให้ช่วยให้ความอนุเคราะห์ทำหน้าที่ให้เต็มกำลัง ในการยื่นอุทธรณ์ ส่วนศาลจะตัดสินอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่พวกเรารับได้ แต่อย่าตัดต่อกระบวนการยุติธรรมด้วยการไม่ยื่นอุทธรณ์คดี

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์