ศึกสามกระบวน ‘ส้ม’ ยังตีไม่แตก ‘ผึ้งหลวง’ ครองบัลลังก์ 'อบจ.นนท์'

21 ก.ย. 2569 - 17:38

  • 3 สนามเลือกตั้ง ส่งไม้ต่อ ‘ผึ้งหลวง’

  • ข้อจำกัดของ ‘พรรคส้ม’

  • โจทย์ที่ ‘ปชน.’ ต้องรีบหาคำตอบ

ศึกสามกระบวน ‘ส้ม’ ยังตีไม่แตก ‘ผึ้งหลวง’ ครองบัลลังก์ 'อบจ.นนท์'

แม้การเลือกตั้งปี 2569 ‘พรรคประชาชน’ จะกวาดชัยชนะในสนาม ‘สส.’ คว้ามาได้ครบทั้ง 8 เขตของจังหวัดนนทบุรี แต่ภาพการเมืองในระดับ ‘ท้องถิ่น’ โดยเฉพาะ ศึกชิงเก้าอี้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กลับสะท้อนมิติที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน 

เพราะล่าสุด ‘ปชน.’ ในฐานะพรรคตัวแทนคนรุ่นใหม่ ต้องกลายเป็นผู้ปราชัยในศึกนี้เป็นครั้งที่ 3 ขณะที่ ‘กลุ่มผึ้งหลวง’ เจ้าของฐานอำนาจเดิม ยังคงรักษาความได้เปรียบในพื้นที่ไว้ได้อย่างมีนัยสำคัญ 

เข้าตำราที่ว่า ในหลายพื้นที่ กระแสการเมืองระดับชาติอาจยังไม่สามารถทลายฐานอำนาจท้องถิ่นที่สั่งสมมายาวนานได้โดยง่าย เพราะการเมืองท้องถิ่นไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกระแสของพรรคเพียงอย่างเดียว หากยังขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ เครือข่าย และการทำงานในพื้นที่ที่ก่อตัวต่อเนื่องมาหลายสิบปี 

3 สนามเลือกตั้ง ส่งไม้ต่อ ‘ผึ้งหลวง’ 

ย้อนสมรภูมิศึก อบจ.เมืองนนท์ 3 หนล่าสุด หลังหมดยุคอำนาจ คสช. และมีการเปิดทางให้กลับมาจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นอีกครั้ง จะเห็นนัยสำคัญจากตัวเลขคะแนนที่เกิดขึ้นในแต่ละสนาม 

เริ่มจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2563 ‘พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ’ จากกลุ่มผึ้งหลวง ได้ 197,592 คะแนน เอาชนะ ‘ไพบูลย์ กิจวรวุฒิ’ ผู้สมัครจากคณะก้าวหน้า ซึ่งได้ 139,401 คะแนน ห่างกัน 58,191 คะแนน มีผู้มาใช้สิทธิ 496,707 คน หรือร้อยละ 50.02 

ต่อมาในการเลือกตั้งวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ‘ธงชัย’ ยังรักษาเก้าอี้ไว้ได้ ด้วยคะแนน 219,173 คะแนน หรือร้อยละ 57.26 ขณะที่ ‘เลิศมงคล วราเวณุชย์’ จากพรรคประชาชน ได้ 155,035 คะแนน หรือร้อยละ 40.50 ห่างกัน 64,138 คะแนน มีผู้มาใช้สิทธิ 432,612 คน หรือร้อยละ 41.47 

ส่วนการเลือกตั้งครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2569 ภายหลังการเสียชีวิตของ ‘ธงชัย’ กลุ่มผึ้งหลวงมีมติส่ง ‘นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ’ ผู้เป็นหลานชาย ลงสนามป้องกันแชมป์ และสามารถคว้าชัยได้ 193,653 คะแนน เอาชนะผู้ท้าชิงอย่าง ‘เดชรัต สุขกำเนิด’ จากพรรคประชาชน ซึ่งได้ 138,274 คะแนน ห่างกัน 55,379 คะแนน มีผู้มาใช้สิทธิ 376,278 คน หรือประมาณร้อยละ 35 

ผลการเลือกตั้งทั้ง 3 ครั้งสะท้อนความต่อเนื่องของชัยชนะ ‘กลุ่มผึ้งหลวง’ ที่ยังสามารถส่งต่อฐานอำนาจได้ แม้ตำแหน่งจะว่างลงจากการเสียชีวิตของ ‘หัวเรือใหญ่’ ก็ตาม 

ชัยชนะครั้งนี้อาจสะท้อนถึงความเหนียวแน่นของเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นที่สั่งสมมายาวนาน ทั้งตัวผู้สมัคร ผลงานที่ผ่านมา ความสัมพันธ์กับชุมชน และโครงสร้างการทำงานในพื้นที่ ซึ่งในมุมรัฐศาสตร์อาจถือเป็น ‘แต้มต่อ’ สำคัญของกลุ่มผึ้งหลวงในสนามเมืองนนท์ 

ขณะที่ ‘เดชรัต’ ซึ่งมีบทบาทในพรรคสีส้มในฐานะนักพัฒนานโยบาย ก็พยายามนำเสนอทางเลือกใหม่ผ่านแนวคิด ‘New นนท์’ พร้อมพูดถึงการสานต่อนโยบายหรือสิ่งที่เป็นประโยชน์จากการบริหารของ ‘ธงชัย’ 

ทว่าโจทย์สำคัญคือข้อจำกัดด้านระยะเวลาทำพื้นที่ เพราะในทางปฏิบัติ เดชรัตมีเวลาเดินหน้าอย่างเต็มที่เพียงประมาณ 1 เดือนก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งอาจไม่เพียงพอสำหรับการสร้างความคุ้นเคยและความไว้วางใจในพื้นที่ที่คู่แข่งมีเครือข่ายทางการเมืองสั่งสมมายาวนานหลายสิบปี 

ข้อจำกัดของ ‘พรรคส้ม’ 

หลายฝ่ายมองว่า ระยะเวลา 31 วัน อาจไม่เพียงพอสำหรับการสร้างความคุ้นเคยและความไว้วางใจในพื้นที่ ซึ่ง ‘คู่แข่ง’ มีเครือข่ายทำงานกับชุมชนมาอย่างยาวนาน ทั้งนักการเมืองท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริหารท้องถิ่น หรือที่เรียกกันในภาษาการเมืองว่า ‘หัวคะแนน’ 

ประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่า การหาเสียงระยะสั้นจะไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จ แต่เป็นโจทย์สำคัญของพรรคประชาชนว่า จะเปลี่ยนกระแสการเมืองและแรงสนับสนุนระยะสั้น ให้กลายเป็นการทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่องได้อย่างไร 

การแข่งขันครั้งนี้อาจมองผ่านกรอบ ‘คะแนนจัดตั้ง’ และ ‘คะแนนออร์แกนิก’ โดยกลุ่มผึ้งหลวงมีเครือข่ายในพื้นที่ที่ทำงานมาอย่างต่อเนื่อง หากสามารถประสานงานและเข้าถึงผู้มีสิทธิได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็อาจเป็นแต้มต่อในการระดมคะแนน 

ขณะที่ฐานเสียงของพรรคประชาชนอาจมีส่วนที่ขับเคลื่อนด้วยกระแส นโยบาย และความนิยมทางการเมืองระดับชาติ หากผู้สนับสนุนบางส่วนต้องอาศัยแรงกระตุ้นจากการรณรงค์ในช่วงเลือกตั้ง การทำให้คนออกมาใช้สิทธิอย่างพร้อมเพรียงก็อาจเป็นอีกโจทย์สำคัญ 

ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับท่าทีของแกนนำพรรคบางรายที่ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงจำนวนผู้มาใช้สิทธิที่ไม่มากนัก ซึ่งอาจสะท้อนความกังวลว่า การออกมาใช้สิทธิของฐานเสียงบางส่วนอาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง  

เมื่อย้อนดูตัวเลขผู้มาใช้สิทธิ พบว่าลดลงจาก 496,707 คนในปี 2563 เหลือ 376,278 คนในปี 2569 การลดลงดังกล่าวจึงเป็นอีกประเด็นที่ต้องจับตา เพราะหากกลุ่มผู้สนับสนุนฝ่ายหนึ่งออกมาใช้สิทธิอย่างสม่ำเสมอมากกว่าอีกฝ่าย เมื่อจำนวนผู้มาใช้สิทธิโดยรวมลดลง คะแนนของกลุ่มดังกล่าวก็อาจมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นได้ 

โจทย์ที่ ‘ปชน.’ ต้องรีบหาคำตอบ 

แม้พรรคประชาชนจะชนะการเลือกตั้ง สส.ทั้ง 8 เขตของนนทบุรี แต่ยังไม่สามารถคว้าตำแหน่ง ‘นายก อบจ.’ ได้ ความแตกต่างนี้สะท้อนว่า การเลือกพรรคในสนามระดับชาติและการเลือกผู้สมัครในสนามท้องถิ่น อาจมีปัจจัยประกอบการตัดสินใจไม่เหมือนกัน 

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง เมื่อพรรคสีส้มต้องเผชิญความพ่ายแพ้ต่อกลุ่มการเมืองท้องถิ่นในหลายพื้นที่ โดยสนาม สส.มีนโยบายระดับประเทศและกระแสการเมืองภาพใหญ่เป็นองค์ประกอบสำคัญ ขณะที่สนาม อบจ. ผู้สมัคร ผลงาน และความสัมพันธ์กับประชาชนในพื้นที่อาจมีบทบาทมากกว่า 

กระแสระดับชาติอาจสร้างแรงส่งให้พรรคการเมือง แต่การชนะสนามท้องถิ่นยังต้องอาศัยการทำพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างความไว้วางใจและโครงสร้างการระดมคะแนนที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงเลือกตั้ง 

‘ส้ม’ รุกสามครา ‘ผึ้งหลวง’ ยังรักษาเมืองนนท์ ปรากฏการณ์จาก 3 สนามเลือกตั้ง ตั้งแต่ปี 2563 - 2569 จึงสะท้อนมากกว่าการรักษาแชมป์ของกลุ่มผึ้งหลวง หรือความพ่ายแพ้ของพรรคประชาชนในสนามท้องถิ่นครั้งแล้วครั้งเล่า  

แต่ยังเป็นโจทย์สำคัญว่า พรรคประชาชนจะเปลี่ยนกระแสการเมืองระดับชาติให้กลายเป็นฐานอำนาจท้องถิ่นได้อย่างไรในสนามต่อไป...

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์