สุทธิพงษ์ บุญนิธิ โฆษกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน กล่าวถึงความคืบหน้าคดีกรณี ตึก สตง.ถล่ม เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ว่า ในช่วงเวลานั้น สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง มีหลายๆ คนบอกว่า เรื่องเราช้า จริงๆ ไม่ได้ช้า กรรมการตั้ง 90 วัน ก็ออกผลว่า พังเพราะอะไร พนักงานสอบสวน ก็สอบภายใน 90 วัน จึงชี้มูลผู้กระทำความผิด
สุทธิพงษ์ ย้ำว่า ท่านสอบทั้ง สตง. สอบทั้งผู้รับจ้าง ทุกวันนี้คดีก็อยู่ที่ศาล ป.ป.ช. รวบรวมพยานหลักฐานตามที่มีผู้ร้องเรียนหมดแล้ว เราก็รอผล เรื่องการแจ้งผู้ทิ้งงาน การแจ้งบอกเลิกสัญญา เราก็แจ้ง อยู่ระหว่างดำเนินการทางปกครอง คือฟ้องเรียกค่าเสียหาย ค่าเสียหายที่เราเรียกอะไรได้ เราเรียกหมด กระบวนการเราเป็นอย่างนี้ แล้วเราก็ทำไทม์ไลน์
สำหรับเรื่องโทษทางอาญา ผู้ใดประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิตนั้น พนักงานสอบสวนบางซื่อ ตรวจสอบเรื่องนี้ ภายใน 90 วัน ส่งให้อัยการสั่งฟ้อง วันนี้อัยการสั่งฟ้องไปยังศาล ศาลก็รับ อยู่ในระหว่างการไต่สวน คือกำลังสืบพยาน เอกชนที่เป็นผู้รับจ้าง ทั้งผู้ออกแบบ ผู้ควบคุมงาน ผู้ก่อสร้าง ก็อยู่ในกระบวนการ เจ้าหน้าที่ สตง.ถูกสอบ วันนี้เจ้าหน้าที่ สตง. ก็เป็นพยานฝ่ายโจทก์ นี่คือเรื่องอาญา ตึกพังแล้วเป็นเหตุให้ผู้เสียชีวิต
ส่วนช่องทางที่สอง มาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ตรวจสอบเรื่องนอมินี เรื่องการเสนอราคาไม่เป็นธรรม นอมินีก็ฟ้องแล้ว และข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของ สตง. มีส่วนกระทำผิดทางอาญาต่อการปฏิบัติหน้าที่ ท่านก็พร้อม มีคนไปร้องเรียนท่าน ทั้งหมด 10 คณะ 70 คน ทั้งหมดนี้ อยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช. รวมถึงการร้องเรียนอดีตท่านผู้ว่าฯ ตำรวจก็ส่งไปที่ ป.ป.ช.
ดังนั้น ป.ป.ช. รับเรื่องของทั้งสองทางนี้ไว้ ปัจจุบันรับไต่สวนแล้ว และเอกสารที่เขาขอมา เราส่งให้ครบหมด สตง.พร้อมจะเข้าสู่กระบวนการนี้ เพื่อไปพิสูจน์ในสิ่งที่เราทำ
"แต่เรื่องของเงิน เราตรวจเงินแผ่นดิน เราไม่ยอมให้เงินแผ่นดินสูญหาย เราตรวจชาวบ้านเขายังไง เราทำงานกว่าชาวบ้านเป็น 2 เท่า เพราะฉะนั้น ตึกเราพัง เราก็รู้ว่าทำไมถึงพัง ยึดถือคณะกรรมการที่ถูกต้องโดยรัฐ ว่ามันพังเพราะเหตุใด" สุทธิพงษ์กล่าว
ส่วนเรื่องสัญญา เราก็บอกเลิกสัญญาไปหมดเลย แจ้งผู้ทิ้งงาน ยังอยู่ระหว่างที่ได้รับคำอุทธรณ์จากผู้รับจ้างครบ กำลังจะพิจารณา เพื่อส่งไปที่กระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลาง เพื่อแจ้งเป็นผู้ทิ้งงานของผู้รับจ้าง ผู้ควบคุมงานก็แจ้งบอกเลิกสัญญา แจ้งให้ชี้แจงอุทธรณ์เรื่องการแจ้งผู้ทิ้งงาน ผู้ออกแบบก็จะแจ้งบอกเลิกสัญญา เชื่อว่า คณะกรรมการที่ทำเรื่องนี้ คงจะต้องฟ้องร้องคู่สัญญาที่กระทำผิดสัญญา และเรียกเงินค่าจ้างคืน
ส่วนอาคารที่ก่อสร้างไป 22 งวด งบประมาณเรา 2,136 ล้าน จ่ายไป 22 งวด เป็นเงิน 966 ล้าน บวกเงินล่วงหน้า บวกเงินประกัน เงินล่วงหน้า 320 กว่าล้าน เงินประกัน 100 กับอีก 6 ล้าน เราได้คืนหมดแล้ว ตอนนี้ที่เราจ่ายไป 966 ล้าน ลบด้วยยอดเงินล่วงหน้ากับเงินประกันคืน เหลือตัวเลขกลมๆ อยู่ประมาณ 500 กว่าล้านบาท ตรงนี้ก็มีกรรมการชุดหนึ่งตั้งมา โดยระเบียบกฎหมายบอกว่า ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นตามสัญญาเป็นเท่าไร ซึ่งเราจะยื่นโนติสไปยังผู้รับจ้าง ถ้าเขายอมใช้ก็จบ ไม่ยอมใช้เราก็ฟ้อง ทุกอย่างจะต้องเอาไปสู่ศาล ไปสู้กันในชั้นนั้น
เพราะฉะนั้น ในกระบวนการในวันนี้ ทางอาญาอยู่ที่ศาล ทางเจ้าหน้าที่อยู่ที่ ป.ป.ช. ทางละเมิดเราก็จัดดำเนินการ เพื่อฟ้องร้องกับผู้เสียหาย เรื่องการเยียวยาจบไปตั้งแต่ช่วงนั้นแล้ว ทุกหน่วยงานเข้ามาเยียวยาหมด
อีกเรื่องที่ของการรถไฟ กรณีตึกพังถล่มแล้ว ยังต้องไปตั้งงบเช่าที่ดินรถไฟนั้น เราเช่า 15 ปี ตราบใดสัญญายังไม่ถูกยุติ เราก็ต้องตั้งงบประมาณ ซึ่งท่านผู้ว่าฯ ก็บอกจะจบที่ปี 70 เพราะว่าเราบอกเลิกสัญญา เราต้องคืนพื้นที่ ทางรถไฟก็พร้อมที่จะโอนสิทธิ์การเช่าให้กับหน่วยงานอื่นที่จะมาเช่า
ส่วนจะมีการสร้างตึก สตง.ที่ใหม่หรือไม่นั้น สุทธิพงษ์ ยืนยันว่า ไม่มี เรายกเลิกโครงการนี้ วันนี้เราก็จะอยู่ที่นี่ ถ้าเป็นไปได้เราก็คงจะปรับปรุงที่นี่ อยู่เท่าที่เราจะอยู่ เพราะในอนาคตเราคงทำงานที่ไหนก็ได้ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา เราเปลี่ยนองค์กรเราเป็นองค์กรดิจิทัล เราพยายามใช้เทคโนโลยีเข้ามาทำงาน ส่วนหนึ่งทำงานที่นี่ ส่วนหนึ่งทำงานที่บ้าน เราก็ไม่ได้สร้างต่อ ไม่เช่าที่ต่อ เราก็จะอยู่ที่นี่ ตราบใดเขาไม่ให้เราออกไปอยู่ที่อื่น
ส่วนข่าวที่ออกมา จะมีการดำเนินคดีหรือไม่ สุทธิพงษ์ ระบุว่า ถ้าเราจะโกรธใคร โดยออกข่าวเรา ไม่มีทาง เราไม่ได้สู้ เพื่อจะให้ใครปิดปาก แต่เราขู่ เพื่อไม่ให้ทำข่าวเราเสียหาย เราต้องฟ้อง ยืนยันว่า ไม่ได้ทำเพื่อโกรธใคร
สำหรับเรื่องครุภัณฑ์ ยังไม่มีการเบิกจ่าย ยังไม่มีการซื้อ ส่วนครุภัณฑ์ทำไมราคาแพงนั้น เก้าอี้ 2 ตัว ทำไมราคาตัวละ 90,000 กว่าบาท เก้าอี้ตัวนี้ เป็นเก้าอี้ของประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นเก้าอี้ของตำแหน่ง และราคาวัสดุของที่ถูกต้อง ตั้งโดยผู้ออกแบบ เราจ้างคนออกแบบ เขาก็ออกแบบตามความเหมาะสม เรารับราคานั้นมา เวลาเราจะก่อสร้างจริง เขาต้องมาปรับก่อนว่า ราคาที่ออกแบบไว้เมื่อปีที่แล้ว หรือ 4 ปีผ่านไป มันควรจะเป็นราคาอะไรก็ตาม แต่ของ สตง. เอง ในส่วนครุภัณฑ์เรายังไม่ได้เบิกจ่าย และยังไม่ได้พิจารณาว่า จะต้องปรับปรุงครุภัณฑ์อย่างไรหรือไม่
"มันแพงอย่างที่ท่านว่า แต่เอาเข้าจริงๆ โทรศัพท์แพงไปเทียบว่า โทรศัพท์อันนี้ ราคาตลาดเท่านี้ จริงๆ โทรศัพท์เราเป็นโทรศัพท์แบบต่อเนื่องเชื่อมโยง ไม่ใช่แสตนอโลน เข้าใจผิดเป็นอันๆ ไป เรื่องครุภัณฑ์ยังไม่ได้จ่ายสักบาท ส่วนแพงไม่แพง มันมีรายการที่สามารถพิสูจน์ได้ เราจ่ายไป 966 ล้าน เป็นค่าล่วงหน้า 320 ล้าน ที่เหลือเป็นโครงสร้างทั้งหมด ซึ่งยังไม่ตรวจรับโครงสร้างที่สมบูรณ์ ยังสร้างไม่ถึง ของเราถึงงวดที่ 22 ซึ่งเรามีงวดอยู่ 36 งวด มีการยุติแล้ว เงิน 2,000 ล้าน ไม่หาย เราจ่ายปีต่อปี งบประมาณทำแค่ไหน จ่ายแค่นั้น"
เมื่อถามว่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนอย่างไร สุทธิพงษ์ กล่าวว่า ต้องแยกกันระหว่างภารกิจหน้าที่ที่ สตง. ตรวจงานทั่วประเทศ เรามีมาตรฐาน เรามีกฎระเบียบให้ตรวจ ตึก สตง. มันคือฎีกาเดียว มีมูลค่า 2,136 ล้านบาท มีผู้รับผิดชอบเรื่องนี้อยู่ 70 คน งานสร้างอาคารเป็นตึกใหญ่พิเศษ สตง. ทำเองไม่ได้เลย มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่า 20,000 ตารางเมตร เราจ้างคนออกแบบ จ้างคนก่อสร้าง จ้างคนคุมงาน เป็นไปตามกฎหมายระเบียบ เพราะเราไม่มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถตรงนั้น
สุทธิพงษ์ ยืนยันว่า การดำเนินงานก็เป็นไปตามระเบียบขั้นตอน เชื่อมั่นว่า เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ก็ทำตามหน้าที่ แต่วันนึงมีแผ่นดินไหว แล้วตึกเราถล่ม เราจึงอยากทราบว่า ตึกเราถล่มเพราะอะไร วัสดุ หรือการก่อสร้าง หรือการคุมงาน หรือแบบไม่ถูกต้อง ซึ่งคณะตรวจสอบก็บอกแล้วว่า ออกแบบไม่เป็นไปตามมาตรฐาน หลักเกณฑ์ การเทคอนกรีต คุมงาน จึงมองว่าไม่เป็นไปตามหลักช่างที่ดี ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนก่อสร้าง คนคุมงาน คนออกแบบ ที่ต้องดำเนินคดีกัน
สิ่งที่ สตง. ปฏิบัติหน้าที่ ตรวจเรื่องการก่อสร้าง เราตรวจตามเอกสาร ความถูกต้องเป็นเรื่องของคุณภาพ คอนกรีต เราจะรู้ได้อย่างไร เราเคาะดูไม่ได้ ต้องมีผู้มีวิชาชีพรับรอง พอเห็นว่า ผลมากกว่า 240 เราก็เชื่อ ส่วนความครบถ้วนเราดูได้ ถนนกว้างกี่เมตร ยาวกี่เมตร เสาไฟฟ้าเท่าไหร่ ไปนับเอา มีการรับรองจากผู้มีวิชาชีพถูกต้อง หากนับถูกต้อง เราก็ตรวจรับ นี่คือสิ่งที่เราไปตรวจเขา
รายงานของ สตง. ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เรื่องคุณภาพที่รับรอง เห็นเอกสารเราเชื่อ ถนนหายไปกิโลนึง เสาไฟฟ้าหายไป 10 ต้น กับเรื่องที่ไม่เป็นไปตามระเบียบ มีระเบียบไม่ให้ทำ ทำไม่ให้จ่าย นี่คือสิ่งที่เราตรวจแล้วออกรายงานกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ
"ผมเป็นนักกฎหมาย ไม่รู้หรอกว่า เหล็กมันเท่าไหร่ยังไง ดูแค่การรับรอง ให้ท่านแยกระหว่างการสร้างตึกหลังนึง กับการทำงานในภารกิจ สตง. ผมอยู่ที่นี่มา 35 ปี ไม่ได้การันตีว่าคน สตง. เป็นคนดีหมด 100% เจ้าหน้าที่เราที่บกพร่องก็มี แต่ถ้าท่านได้ดูตั้งแต่อดีตมา น้อยมากที่จะไปจับว่า สตง. ตรวจสอบโดยไม่โปร่งใส หรือไปรับงานใครมา คน 100 คน มันก็ต้องมีบ้าง สตง. มีมาตรฐานวาง มีกฎระเบียบวาง ใครไม่ทำตามนี้ สื่อมวลชน หน่วยรับตรวจ เขาก็ถ่ายเรียบร้อย วันนี้มาเร็วมาก ขอให้ท่านแยกระหว่างหน้าที่ปฏิบัติกับเรื่องตึก ไม่ใช่เอะอะ สตง. ท้วงใครปั๊บ สุดท้ายก็ยกตึกมาเทียบ เรื่องตึกถล่ม มันจะเป็นแผล สตง. ตลอดชีวิต เพราะมันไม่ควรถล่ม เราเป็นคนตรวจเงินแผ่นดิน แต่มันเกิด เราพร้อมหาเหตุผล พร้อมรับผิดถ้าเป็นความผิดของเรา พร้อมที่จะแก้ไข ให้เอาตึกเราเป็นตัวเรียนรู้ศึกษา อย่าให้มันเกิดเหตุอย่างนี้อีก" สุทธิพงษ์ ทิ้งท้าย
โสมทัต นิธิตรีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักตรวจเงินแผ่นดิน เสริมว่า สตง. เอง เป็นองค์กรที่ต้องทำหน้าที่ต่อไป ณ เวลานี้ เราไม่ได้คาดหวังให้ประชาชนเข้าใจในสิ่งที่เรากำลังทำ เพราะเรายอมรับว่า ความเชื่อมั่นสูญหาย
แต่ประเด็นที่เรากำลังจะทำตามหน้าที่ของเราต่อไป เพื่อหวังว่าวันหนึ่ง ประชาชนและสื่อมวลชน จะกลับมาเชื่อมั่นใน สตง. อีกครั้งหนึ่ง ยืนยันว่า เราไม่เคยท้อถอย มีอย่างเดียว คือทำงานของเราต่อไป อย่างที่ควรจะเป็น เพื่อพิทักษ์เงินแผ่นดินของประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของเงินแผ่นดินจริงๆ




